เพิ่งเข้าใจคำว่า "หมดหนทาง"

สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง เราไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากแค่ระบายความทุกข์ของตัวเอง
เราชื่อ บี (นามสมมุติ) ตอนนี้กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง
เราของเท้าความก่อน เรามีพี่น้อง 1 คน ซึ่งเราเป็นพี่คนโตค่ะ พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เรายังเรียนอยู่ชั้นประถม 
ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราค่อนข้างซับซ้อน เดี๋ยวจะมาอธิบายประกอบนะคะว่าเกิดจากอะไร
ส่วนตัวแล้วเรายอมรับอยู่ลึกๆในใจว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาคนนึง เนื่องมาจากปูมหลังต่างๆทางด้านครอบครัว แต่เราคิดว่าเราสามารถทำใจแล้วก็ยอมรับที่จะอยู่กับมันไปได้ คือพยายามมองในแง่ที่ดี ในแง่ของข้อเท็จจริงเข้าไว้อะค่ะ เลยทำให้เราผ่านเรื่องร้ายๆมาได้
กระทู้นี้เราจะขอเล่าคร่าวๆในมุมมองของตัวเองนะคะ จะไม่พูดทั้งหมดเพราะลึกๆแล้วเราก็ไม่อยากให้ใครถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี
ค่ะ เราของเริ่มตรงช่วงชีวิตก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ณ ตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านกับแม่ของเราค่ะซึ่งเราอาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน
มีเรา น้องเรา แม่ และก็ยาย (พ่อเราทำข้อตกลงกับแม่เอาไว้หลังจากเราดรอปเรียนครั้งแรก เพราะแม่เราถอดใจในตัวเรา พ่อจึงเข้ามาดูแลในส่วนของค่าใช้จ่ายของเราทั้งหมดและแม่เราจะดูแลของน้อง) เราใช้เวลาในการเรียนจบมัธยมปลายมากกว่าคนอื่นๆค่ะ เพราะ ณ ตอนนั้นยังเด็กจริงๆและปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือหน้าที่และความรับผิดชอบ มุมมองของตัวเองตอนนั้นคือ รู้สึกเหมือนบอบช้ำ รู้สึกเหมือนกับว่าโดนจับตีกรอบตลอดเวลา เราไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย เราไม่เคยได้ในสิ่งที่ต้องการ อย่างเช่น เรื่องเรียน เราเกลียดวิชาคณิตศาสตร์มาตลอด เราเข้าไม่ถึง แต่เราก็ยังโดนบังคับให้เรียนสายสามัญ โดนบังคับแม้กระทั่งต้องเรียนโรงเรียนอะไร สิ่งที่เราแสดงออกไปมันเลยเหมือนการขัดแล้วก็ขวางตลอด เรายอมไปสอบให้เขาพอติดขึ้นมาเราก็ไปเรียนสุดท้ายก็ไปไม่รอด(เพราะหลายๆอย่าง ในตอนนั้นเรามีปากเสียงกับที่บ้านทุกวัน เราหันไปหาเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็โดนเพื่อนที่เราเชื่อใจทำร้ายเราอีก ตอนนั้นเชือใจคนง่ายมากๆ การเข้าสังคม การมองคนคือไม่มีเลย) มันวนลูปไปประมาณ 3 ครั้ง เราถึงเรียนไม่จบสักที จนครั้งสุดท้ายเราขอกับพ่อเลยว่า ขอเลือกเองเถอะนะ นี่จะเป็นปีสุดท้ายของการเรียนมัธยมแล้ว อย่าบังคับเราอีกเลย ในตอนนั้นพ่อเราก็เริ่มเปลี่ยนความคิดและในอิสระเรามากขึ้น และใช่ค่ะ เราเรียนจบชั้นปีที่6 (ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆที่ช่วยเหลือมาตลอด) เราโอเคกับชีวิตเราทุกอย่างค่ะยกเว้นเรื่องเดียวเลยคือเรื่องครอบครัว มันบั่นทอนเรามากในหลายๆครั้งแต่ก็ยังดีที่มีพ่อรับฟังแล้วก็คอยช่วยเหลือ หลังจากนั้นเราก็มุ่งมั่นในการเข้ามหาลัยเป็นอย่างมากค่ะ เนื่องด้วยความใฝ่สูงของตัวเอง และความที่อยากจะเป็นหน้าเป็นตา เป็นความสำเร็จให้กับครอบครัว แต่เราก็เริ่มสิ้นหวังค่ะ รอบแล้วรอบเล่าเราก็ไม่ติดคณะ/มหาวิทยาลัยที่เราต้องการ เราจึงไปสมัครเรียนที่เราเอาไว้เนื่องจากสาขาที่เราเรียนถ้าไม่ใช่ม.รัฐก็แทบจะไม่มีเปิด สาขานั้นคือ ประวัติศาสตร์ค่ะ แล้วเราก็คิดว่าค่าใช้จ่ายไม่สูงเราสามารถแบ่งเบาพ่อเราได้เพราะเราก็จะทำงานช่วยไปด้วยเพื่อที่จะได้ส่งน้องเรียนต่อได้อีก(น้องเราเรียนจบม.6หลังเรา1ปี) แต่ในที่สุดเราก็ติดมหาลัยแห่งหนึ่ง(รัฐ) ตอนนั้นเราตกใจสุดๆเพราะไม่ได้คาดหวังแล้วว่าจะติด ถึงจะไม่ใช่สาขาที่อยากเรียนจริงๆแต่ก็ยังอยู่ในขอบข่ายเดียวกัน แต่สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายต่างๆเพราะปีแรกเราต้องไปเรียนที่ต่างจังหวัง ไหนจะค่าเทอม ค่าหอ ค่ากินอยู่ต่างๆนาๆ เราจึงบอกพ่อเราว่าถ้าไม่ไหวเราสามารถเรียนรามได้เราไม่อยากให้เค้าเหนื่อย เพราะพ่อเราเกษียณอายุงานปีนั้นพอดี โชคดีตรงที่ได้เงินออกมาหลายแสนมากๆพ่อเราจึงบอกว่าจะส่งเองเรียนไปเถอะเพื่ออนาคต แต่ในความโชคดีนั้นก็มีความโชคร้ายอยู่คือ แม่เราออกจากงาน ออกแบบไม่บอกใครเลยเราสังเกตมาได้สักพักจึงเข้าไปถามได้สรุปมาว่าแกออกจากงาน ตอนนั้นคือแกก็ให้เราช่วยคุยกับพ่อให้เพื่อที่จะเอาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน ประกอบกับญาติเราที่เป็นเจ้าของธุรกิจของเขามีปัญหาเลยไม่สามารถช่วยส่งงวดให้ต่อได้ พ่อเราก็เลยรับคนเดียวเต็มๆ ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งของในบ้าน ของแม่เรา ของน้องเรา บางทีก็ของยาย ทุกอย่างมันเริ่มจากตรงนี้แหละค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่