ฝันร้ายที่สุดในชีวิตเรา

กระทู้คำถาม
เรื่องมีอยู่ว่าเราคบกับแฟนของเราได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว มีปัญหากันแค่ปีแรกๆคือเราอยากจะเลือกคนอื่นอาจเพราะเขาเป็นคนอาหรับแล้วเขาคบเราแบบเปิดเผยไม่ได้จึงลุ่มๆดอนอยากจะเลิกตลอด แต่เขาก็ปรับปรุงตัวปีที่ 2 เป็นปีที่เขาปรับปรุงตัวได้ดีมากเริ่มหากิจการอะไรที่จะหาเงินมาส่งเสียเลี้ยงดูเรา โดยเขาจะทำกิจการเปิดแคมป์ให้เช่า เพื่อที่จะได้มีเงินให้เราใช้ เราอยู่กันมาแบบผัวเมีย 3 ปีเต็มๆมีทุกข์บ้างสุขบ้างตามประสาตามประสามีนิสัยเราเป็นคนที่ขี้โวยวายโมโห โมโหง่ายแต่เราสองคนผัวเมียก็ไม่เคย ทะเลาะกันเกิน 1 วัน ส่วนมากเรื่องที่จะทะเลาะกันคืนหนึ่งเขาไม่มีความโรแมนติก 2 เขาคิดเองไม่เป็น ต้องให้เราเป็นคนคิดเป็นคนสั่งตลอด มันจะเป็นเรื่องที่ทะเลาะกันมาตลอดระยะเวลา 3 ปีแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับชีวิตคู่ของเราสองคน แต่จุดพลิกที่สุดคือปีที่ 4 เราเริ่มศึกษาศาสนาอิสลามด้วยตัวของเราเองเราอยากรู้ว่าคนที่นับถือศาสนานี้เขาคิดกันยังไงเรื่องแรกที่เราได้เข้าไปศึกษาและคือความรักในอิสลาม เขาบอกว่า อิสลามไม่มีระบบแฟน ก็คือแต่งก่อนจีบ แล้วไม่มีระบบอยู่ก่อนแต่งอยู่ก่อนแต่งนั่นคือบาปใหญ่ในอิสลามถ้าผู้ชายที่รักเราจริงเขาต้องแต่งงานกับเราเราเริ่มมีความน้อยใจและแต่เราไม่เคยพูดเรื่องแต่งงานกับเขา เพราะว่าเราก็ ไม่ได้แค่เกี่ยวกับเรื่องแต่งงานอยู่แล้ว แต่มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ประเทศนี้มีปัญหามีการตรวจเช็คบ่อยๆเพราะว่ามีผู้หญิงไทยขนยาเข้าประเทศโน่นนี่นั่นแหละเราถึงแค่วีซ่าท่องเที่ยวเราเริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในชีวิตเราเราเลย คิดว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองเราต้องเลิกกับผู้ชายคนนี้เราจะไม่อยู่อย่างนี้กับความมั่นคงไม่ได้ เราเลยบอกเลิกกับเขาและให้เหตุผลเขาไปว่า เราอยากเจอสังคมใหม่ๆเราอยากเจอคนใหม่ๆ ขอที่อยู่ด้วยกันมาตลอด 3 ปีเรารู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงในตัวเขาเลย เขาจะบอกว่าไม่เลิก OK ถ้าอยากแต่งงานเขาก็จะแต่ง แต่เรารู้สึกไม่สบายใจเพราะเราเป็นคนเหมือนเราเป็นคนไปเกริ่นก่อนเขาก็เลยตอบตกลงไปตามนั้นเราก็เลยถามเขาเป็นคำถามไปเลยว่า อยากจะแต่งงานกับเราเพราะอยากจะช่วยเราเรื่องวีซ่าหรืออยากจะแต่งงานกับเราเพราะตามหลักศาสนาหรืออยากจะแต่งงานกับเราเพราะว่าเขาอยากมีเราอยู่ในชีวิตจริงๆเขาตอบเราว่าเป็นพวกเขาอยากมีเราอยู่ในชีวิตจริงๆเราเลยถามไปว่าแล้วพ่อแม่ล่ะเขาบอกว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเขาทั้งชีวิตคู่ชีวิตต่างหากที่จะอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต เราเลย โอเคเราเลยวางแผนแต่งงานกันแผนคือเราจะไปแต่งงานที่ไทยเพราะเขาจะไม่บอกให้ครอบครัวเขารู้พ่อแม่เขารู้ ให้เราลงไปเตรียมเอกสารและเตรียมที่อยู่ให้เขาแล้วเขาจะบินตามไป ตลอดเวลาที่เราอยู่ไทย เขาก็ติดต่อคุยสวีทกันทางโทรศัพท์ตลอดไม่เคยขาด จนอยู่มาวันหนึ่ง เขาหายไปปิดเครื่องหนีไปเราเลยโทรไปถามเพื่อนที่ที่นั่นว่าช่วยเช็คเขาให้หน่อยว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่าเพราะเขาขับมอเตอร์ไซค์กลัวว่าจะเป็นอุบัติเหตุเพื่อนเราเช็คได้ว่าเขาไม่ได้เป็นไรนะเราไม่เชื่อเพราะเราไม่ได้เห็นด้วยตาเราเลยโทรไปถามเพื่อนเขา เพื่อนเขาบอกว่าแฟนเราขับมอเตอร์ไซค์คว่ำตอนนี้อยู่ห้องไอซียู เราเลยบินกลับทันทีเพื่อที่จะไปหาเขา เราไปตามหาเขาที่บ้าน แต่เราไม่กล้าเข้าไปในบ้านเพราะ เขาไม่เคยพาเราเข้าบ้าน เราจึงรออยู่หน้าบ้านเขา แล้วเราก็ได้เจอกับเขาจริงๆขับรถมอเตอร์ไซค์มา เราก็ร้องไห้แต่ก็กลั้นใจเพื่อที่จะไปดูว่าเขามีบาดแผลอะไรไหม พอเข้าไปดูใกล้ๆเราร้องไห้หนักกว่าเดิมเหมือนจะเป็นลมเรารู้แล้วว่าเขาโกหก เขาก็มากอดเราเอาไว้แน่น และร้องไห้ไปกับเรา เราจึงตัดสินใจถามเขาตรงๆว่าอยากเลิกใช่ไหมเขาตอบก็เลยบอกว่าใช่อยากเลิก เพราะเขาไม่อยากจะเสียพ่อแม่เขาไป เราเลยบอกความรู้สึกที่เรามีกับเขาทั้งหมดโดยใช้เหตุผลว่าถ้าวันนี้ วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเราขอพูดความรู้สึกที่มีและยินดีที่จะเลิก เสร็จเราก็เลยให้เขาไปส่งเราที่ที่พัก ระหว่างที่ไปส่งเอาที่ที่พักหน้าตาเขาเย็นชามากเราก็ร้องไห้ไม่หยุด จนใกล้จะถึงที่พักเขากอดเราไว้แน่นและร้องไห้อีกครั้งว่าไม่ไม่เลิกเราจะแต่งงานกันเราจะแต่งงานกัน เราเลยกอดเขาไว้สุดชีวิตที่ผู้หญิงคนนี้จะกอดผู้ชายคนนี้เอาไว้ได้ จนมาถึง วันที่เราจะต้องบินกลับไทยพร้อมกันเพื่อที่จะไปแต่งงานทำเอกสาร เขาบอกแล้วว่าเขาไม่อยากไปถ่ายให้เราไปคนเดียวแล้วเขาจะส่งเสียเลี้ยงดูเราช่วยเหลือเราส่งเงินกลับไทยให้เรา เราบอกว่าเราเลยบอกเขาว่ารอเล่นกับเงินทองหรอตัวก็ซื้อแล้วทุกอย่างเตรียมไว้แล้วโรงแรมเตรียมไว้แล้วทุกอย่างจ่ายไว้หมดแล้วยกเลิก เราบอกเลิกกันง่ายๆหรอ เราร้องไห้แบบหลุดมากแล้วเราก็วิ่งออกไปนอกบ้านนอกบ้าน โบกแท็กซี่ไปทะเลที่เปลี่ยวในบาเรนคืออยากตายอยาก ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตร้องไห้อยู่ชายทะเลเขาขับรถตามมาเพื่อที่จะมาง้อเราให้เรานั่งรถแล้วเขาก็บอกว่าโอเคเขาจะกลับไทยไปกับเราหยุดร้องไห้ได้แล้วแล้วก็เลยหยุดร้องไห้แต่เราก็รู้สึกไม่ดีเหมือนเขาไปถ่ายกับเราเป็นเพราะว่าเราร้องไห้ ลดระยะเวลาที่เราอยู่ในไทยไม่ได้มีความสุขเที่ยวไม่สนุกเลยคิดถึง แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ เขาก็ดูเหมือนจะไม่สนุกเราก็ไม่สนุก จนถึงวันสุดท้ายที่ต้องบินกลับบาห์เรน เขาบอกว่าจะให้เงินเรา 800,000 เพื่อขอเลิกกับเรา แล้วใช้เหตุผลว่า เขาอยากจะให้ความยุติธรรมกับเราเพราะปัญหามันเกิดขึ้นจากตัวเขาเองเขาบอกว่าเขารู้สึกว่าเราไม่ได้รักเขาจริงๆเราอยู่กับเขาเพราะเราไม่มีที่ไปเราเลยตบหน้าเขาแรงๆ แล้วบอกว่า งั้นเอาเงินมาก่อนสิ ถ้าไม่เอาเงินมาก็จะบินกลับไปบาห์เรนไปหางานทำ อยากจะเลิกก็ไป เขาบอกเราว่าเธอจะไปบาห์เรนก็ได้แต่อย่าออกไปทำงานเพราะเขาสามารถเลี้ยงดูเราได้ ถ้ากู้เงินได้ 8 แสนเมื่อไหร่เขาจะส่งเรากลับไทย เราจึงตอบเขาไปว่าให้เงินมาถึงมือก่อนเถอะ ถึงเงินยังไม่ถึงมือกูก็จะไม่ไปยุ่งกับชีวิตอีกต่อไป กูจะไปหางานทำ กูทนนอนอยู่ในห้องเดียวกับไม่ได้ กูจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่กูเดี๋ยวตอนเช้ากูจะมารับไปสนามบินแล้วแยกตัวกันเช็คอิน พอเราเปิดประตูจะออกนอกบ้าน เขาวิ่งมากอดเราไว้แน่นบอกว่าไม่ต้องไปเราจะอยู่ด้วยกันชีวิตเรามีอะไรคล้ายๆกันเราจะเรียนรู้ไปด้วยกันเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดแล้วก็ร้องไห้ด้วยกันสองคนกอดกันอยู่ในห้อง เรากับเขาก็คืนดีกันและบินกลับมาประเทศบาห์เรน จนมาถึงบาห์เรนเราก็ใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่เคยใช้มาก่อนอย่างที่เคยทำทำอะไรที่เคยทำแต่เพิ่มเติมคือตัวเรามีความไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไปเราไม่เคยที่จะถามเรื่องแต่งงานกับเขาอีกเลย จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราจะทนอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วเราขอเลิกอยากออกไปทำงานเราอยากออกไปทำงานเขาบอกว่าไม่แต่เขาจะพิสูจน์ให้ดูว่าเขาอยากแต่งงานกับเราจริงๆ เขาพาเราไปหาพี่ชายของเขา เขารักเปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง พี่ชายของเขาเมื่อเห็นเราแล้วก็บอกว่าเราเป็นผู้หญิงดีแล้วเราเข้ารับอิสลามแล้วไม่ผิดที่จะแต่งงานกัน แต่ถ้าไปพูดกับพ่อแม่พ่อแม่ต้องไม่ยอมรับต้องให้เวลากับพ่อแม่และเขาบอกว่าอย่าเพิ่งจดทะเบียนกันนะ รอถามพ่อแม่ก่อน เรากับเขาก็โอเคเราจะยังไม่จดทะเบียนเพื่อที่จะรอถามพ่อแม่ก่อนแต่เรากับแฟนเรารู้สึกโล่งมากแฟนเรารู้สึกดีใจมากไม่เคยเห็นหน้าเขายิ้มอะไรเท่านี้มาก่อนในชีวิต แล้วเราก็ถามแฟนเขาเราไปว่าพี่ชายของเธออ่ะเขายอมรับในตัวฉันได้จริงๆหรอภายในไม่กี่ชั่วโมงที่เจอกันเนี่ยนะ เขาก็บอกว่าจริงๆเขารับได้เขาเป็นคนตรงๆเชื่อใจฉันพี่ชายฉันคล้ายๆฉันเป็นคนตรงๆ ค่ะเราก็เชื่อ จนถึงเวลาที่จะต้องไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่ก็ปฏิเสธ เราทำอะไรไม่ได้เราทำได้แค่ปลอบเขาเพราะเขาร้องไห้ เวลาที่ต้องกลับไปคุยกับพ่อแม่ทุกครั้ง หรือบางครั้งแม่โทรมาด่าบอกว่าทำอะไรก็ไม่เจริญหรอกถ้าขัดคำสั่งแม่เขาก็จะนั่งร้องไห้ตลอด แต่เราก็ไม่เคยไปเร่งรัดอะไรให้เขามาแต่งงานคือเราหยุดพูดเรื่องแต่งงานทันทีเพราะเราก็เห็นเขาทุกข์จากครอบครัวของเขา แต่ตัวเราก็อดทนไม่ไหวแล้วเราอยู่แบบไม่มีความมั่นคงและวันพรุ่งนี้ถ้าไม่มีเขาเราจะทำอะไรเราก็แก่ขึ้นทุกวันทุกวัน เราเลยบอกว่าเราเลิกกันนะแต่ฉันทำใจไม่ได้ที่จะเลิกขาดไปจากเธอแต่ เธออยู่กับฉันเป็นแบบแฟน แต่ฉันสามารถออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ข้างนอกบ้าน เขาบอกว่าไม่เราสู้กันมาขนาดนี้แล้วจะเลิกกันง่ายๆอย่างนี้ทำไมเขาจับมือเราไว้และเซอร์ไพรส์เราโดยการที่หยุดงานและพาเราไปตรวจเลือดตรวจร่างกายเพื่อที่จะใช้เอาเอกสารไปประกอบการจดทะเบียน พอตรวจโรคเสร็จเราก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่เคยพูดออกมาเลย แต่เราพูดคำว่า เราคิดมากเราเครียดว่าชีวิตเราจะออกไปทำงานอะไรดีหาเงินยังไงดีที่จะเลี้ยงตัวเองได้ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขาเพราะเรารู้สึกไม่มีความหวังอะไรจากเขาเลยเขาเริ่มรู้แล้วว่าเราพูดถึงเรื่องแต่งงาน เขาเลยพาเราไปจดทะเบียนวันที่ 14 สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นวันเกิดของเขาด้วย เราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการปล่อยให้เขาไปหาเพื่อนได้ ด้วยการ ให้เวลากับเขาบ้างด้วยการซื้อของขวัญแพงๆจากที่ไม่เคยใช้ของแพงเริ่มที่จะซื้อของแพงเพราะยังไง เราแต่งงานกันแล้วของพวกนี้ต้องอยู่กับเรา เริ่มอยากสวยเริ่มอยากหล่อเริ่มอยากใส่เสื้อผ้าดีๆ เริ่มมีการชวนกันไปข้างนอกเริ่มมีการชวนกันไปดูหนัง แต่เราบอกว่าขอเวลาอีกนิดนึงนะเราจะไปดูหนังกับเขาแต่เราอยากสวยเราอยากได้เสื้อผ้าใหม่เราอยากสวยเวลาที่ออกไปข้างนอกกับเขาก็บอกโอเครอได้ จนเราแต่งงานวันที่ 2 เราพูดกับเขาว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเรามีปัญหากันเรื่องพ่อแม่ของเธอ เธอบอกกับฉันตรงๆได้ไหม อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวได้ไหม เรามีอะไรเรามาพูดกันตรงๆฉันจะหย่ากันด้วยดีแค่อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว เขาเลยตบปากเราแล้วบอกเราว่าห้ามพูดเรื่องหย่า และเขาก็บอกว่าศาสนาอิสลามถ้าเมียไม่ไม่ละหมาดผัวก็จะมีบาปกรรมไปกับเมียด้วยเขาขอให้เราละหมาดแล้วตอบว่าโอเค เราจะพยายามละหมาดให้ได้แต่เรายังไม่ทำ ก็ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขเขาเริ่มมีความสุขกับการเล่นเกมเริ่มมีความสุขกับการมีของใหม่ๆเข้ามาในบ้าน จนมาถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2019 เขาโทรมาบอกเราว่าพี่ชายเขาอยากคุยเรื่องของเราสองคน เขาต้องกลับบ้านไปหาพี่ชายเพื่อที่จะคุยกับพี่ชายแล้วจะรีบ กลับมาพาเราไปดูหนัง เราเลยปล่อยให้เขาไป ตอนที่เขาเลิกงานเขายังคุย video call กับเราว่าฉันถึงบ้านแล้วนะเดี๋ยวคุยกับพี่ชายเสร็จจะรีบไปหาเลยนะคะที่รัก ด้วยความที่เราเป็นคนโมโหง่ายเราเลยด่าเขาว่าครอบครัวจะเป็น ยิ้มอะไรกับกูกันหนักนา งั้นก็หย่ากับกูไปเลยป่ะ
พอส่งข้อความเสร็จเราก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ซึ่งเป็นสามีเรามาเคาะประตูน้ำตานองหน้าเราเลยถามเขาว่าเป็นอะไรความโมโหของเราหมดสิ้นลง แล้วก็เลยจูงมือเขามานั่งคุยเขาบอกว่า เขาหนีออกจากบ้าน พ่อแม่ของเขายึดโทรศัพท์ไป เลยหนีออกจากบ้านมาหา มาหาเรา ข้างในก็ดีใจที่เขาหนีออกจากบ้านมาหาเรา เราเลยบอกเขาว่าโทรศัพท์อยู่ที่พี่ชายคนโตของเธอหรอแต่ฉันส่งข้อความไม่ดีไปหาเธอนะเขาก็ตกใจว่าเราส่งไปว่าอะไรนี่ก็เลยบอกเขาไปว่าเราส่งไปว่าเป็นเห*้ยอะไรกันนักกันหนางั้นก็อย่ากับกูไปเลยแฟนเราก็ทำหน้าแบบเซ็งว่าทำไมเราส่งไปอย่างนั้นเราก็เลยขอโทษ เราไม่รู้ว่าพ่อแม่เขาจะทำกับเขาแบบนี้ยึดโทรศัพท์กันเหมือนเด็กๆ จากนั้นเราก็ถามเขาว่า แล้วพวกเขาจะไม่ตามมาหรอเขาบอกคงไม่ตามหรอกเพราะว่าไม่มีใครรู้เราเลยตอบไปว่าก็น้องชายไงน้องชายรู้ก็บอกว่าตอนที่ทะเลาะกับพ่อแม่น้องชายไม่อยู่ แล้วเขาก็นั่งร้องไห้น้ำตาไหลเราก็ได้แต่นั่งข้างๆ ไม่รู้จะพูดอะไร นั่งกันอยู่ประมาณ 20 นาทีพี่ชายเขามาเคาะที่ประตูบ้าน เขาเปิดประตูบ้านให้พี่ชายเข้ามาก็มีการมีปากมีเสียงกัน ผักกันแล้วก็พังข้าวของในห้องเราจับ ใจความได้ว่าเขาสั่งให้น้องน้องชายเขาเอากระเป๋ามาเก็บเสื้อผ้าออกไป เราเลยกลัวมาก ก็เลยถามว่าเป็นอะไรช่วยอธิบายให้ฉันฟังทีได้ไหมว่าพวกเธอเป็นอะไรกัน เขาบอกขยิบตาใส่เรา บอกว่าอย่าเพิ่งพูดเดี๋ยวเขาจะกลับมาอธิบายทีหลัง แล้วพี่ชายเขาก็ถามถึงพาสปอร์ตของเขาว่าอยู่ไหน แล้วเขาก็หันกลับมาว่าเอาพาสปอร์ตให้พี่ชายเขาก็บอกว่าเราหาไม่เจอหรอกวุ่นวายกันขนาดนี้พังของกันขนาดนี้แล้วเขาก็บอกว่าเอาให้เขาไปเถอะเดี๋ยวเรื่องมันจะใหญ่กว่านี้เราเลยเดินไปเอากล่องเอกสารเพื่อที่จะหาพาสปอร์ตให้เขา พอพี่ชายเขาเห็นกล่องเอกสารพี่ชายเขาออกคำสั่งมาบอกว่า เอากล่องเอกสารมาให้ดูทั้งหมด แล้วแฟนเราก็ไม่สู้ไม่อะไรเลย เขาไม่ดึงกล่องเอกสารออกจากเ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่