เลขาฯเพื่อไทย แนะเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เรียกความเชื่อมั่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_1695956
“เลขาธิการพรรคเพื่อไทย” ชี้ ต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น
เม่อวันที่ 2 ตุลาคม น.อ.
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล เนื่องในโอกาสรัฐบาลทำงานครบรอบ 3 เดือน พบประชาชนให้คะแนนรัฐบาลสอบตกในทุกด้าน ว่า ถือเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากเทียบกับผลสำรวจก่อนหน้านี้คือเดือนสิงหาคม จะพบว่า จากคะแนนนิยมที่ได้ประมาณ 4 เต็ม 10 พอมาเดือนที่สามคือเดือนกันยายน กลับลดลงไปอยู่ระดับ 3 เต็ม 10 ซึ่งแทบจะไม่มีรัฐบาลใด ที่ได้คะแนนนิยมตกต่ำขนาดนี้มาก่อน ผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น “
หัวหน้าทีม” ซึ่งแม้จะพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะ แต่ก็ยังเป็นเพียงสูตรและวิธีการแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาแล้วกว่า 5 ปี จึงไม่บังเกิดผลในภาพรวม
น.อ.
อนุดิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า หรือ นักธุรกิจมีเงินแต่ก็ไม่กล้าลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินแบบฟรีๆ ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือแจกเงินให้ไปเที่ยวชิมช็อปใช้ แม้พอจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เป็นการออกมาตรการแบบรายวันเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในทุกด้าน ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก หรือ ตัวเลข GDP เมื่อประกอบกับ ครม.เศรษฐกิจที่มาจากหลายพรรค ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลขาดเอกภาพในการแก้ปัญหา ถือเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ ที่ต้องการผู้นำที่เชี่ยวชาญและรอบรู้ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่ผู้นำที่ได้คะแนนเพียง 3.9 เต็ม 10 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก
“จึงไม่แปลกที่ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามเรียกร้องความเชื่อมั่นแค่ไหน แต่เสียงตอบรับก็ยังเหมือนเดิม ตอนนี้จึงเหลือเพียงทางเดียวที่พอจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ นั่นคือ ต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ความหวังใหม่ของคนไทยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงความหวังหมด เพราะได้พิสูจน์ผลงานมากว่า 5 ปี แต่ยังไม่มีสัญญาณใดใด ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น” น.อ.
อนุดิษฐ์กล่าว
“อนค.” จ่อทำโพลปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยันแม้คนไม่เห็นด้วย ก็พร้อมทำงานความคิดต่อ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1695835
“อนาคตใหม่” จ่อทำโพลสำรวจความเห็นปชช. เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้ เป็นตัวชี้วัดสังคม-กำหนดทิศทางการรณรงค์ ระบุ หากผลสะท้อนปชช.ไม่เห็นด้วย ยังเดินหน้าทำงานความคิดต่อ หวังภาคประชาสังคม-นักวิชาการ-สื่อ เริ่มขยับบ้าง
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม น.ส.
พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรคอนาคตใหม่จะจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จำนวน 6,000 ตัวอย่าง ว่า ขณะนี้กำลังวางกรอบการทำงาน โดยผลโพลจะเป็นแนวทางในการทำงานของเราต่อไปและอาจมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะเรื่องการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เราพูดกันว่ามีคนสนใจ แต่อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าคนไม่สนใจ หรือไม่สำคัญเท่าปัญหาปากท้อง ต่างฝ่ายต่างมีชุดคำพูดที่จะยืนยันว่าฝ่ายของตัวเองถูกต้อง ซึ่งเถียงกันไปมาก็ไม่ได้ประโยชน์ โพลจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี หากจำกันได้ ก่อนการเลือกตั้งเคยมีการสำรวจโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก พบว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการที่เกือบทุกพรรคการเมืองในตอนนี้ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องกัน อย่างน้อยที่สุดคือเห็นด้วยให้มีการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นข้อชี้วัดได้ระดับหนึ่งแล้ว เพราะพรรคการเมืองย่อมต้องประเมินว่าประชาชนคิดไปทางไหน
เมื่อถามว่า หากผลการสำรวจสะท้อนว่าประชาชนรับรู้น้อย หรืออาจไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากพอ พรรคจะสื่อสารกับสังคมอย่างไรต่อไป น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ต้องขอเคลียร์เรื่องนี้ การที่เราบอกว่าจะทำโพล ไม่ได้ทำเพื่อจะยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง แต่เพราะอยากรู้ว่าสังคมคิดอย่างไรอยู่จริง ๆ ดังนั้น ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร พรรคอนาคตใหม่จะยังทำงานเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่โพลจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราทำงานได้ตรงเป้ายิ่งขึ้น หากประชาชนบอกว่ายังรับรู้น้อยหรือยังเห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจสำคัญกว่า เราจะได้รู้ว่าต้องทำงานกันอย่างไร เพื่อให้คนเข้าใจและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าเข้ามาทำงานการเมือง ไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่งหรือคิดเรื่องชนะเลือกตั้งเป็นครั้งๆไป แต่เราทำงานเรื่องการปักธงความคิด ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปักธงความคิดอย่างหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดเวทีสานเสวนาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไป น.ส.
พรรณิการ์กล่าวว่า ตอนนี้เราจัดเวทีครบทุกภาคแล้ว ถือว่าจบเฟส 1 จากนี้จะต้องประเมินผล โดยเราคาดหวังว่าหน่วยงานวิชาการ รัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน จะเริ่มขยับในส่วนของตัวเองในการทำแคมเปญนี้เช่นกัน เพราะเป้าหมายของเราคือการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ ต้องไม่ใช่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาทำร่วมกัน นอกจากนี้ อีกไม่นานจะเปิดประชุมสภาฯสมัยที่ 2 จะมีการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งจะถือเป็นเฟส 2 ของการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
JJNY : 4in1 เลขาฯพท.แนะเปลี่ยนหน.ทีมศก./อนค.จ่อทำโพลปมแก้รธน./ม็อบมะพร้าว-มัน7ต.ค.นี้/รับน้องประกันยาง พ่อค้าทุบราคา
https://www.matichon.co.th/politics/news_1695956
เม่อวันที่ 2 ตุลาคม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล เนื่องในโอกาสรัฐบาลทำงานครบรอบ 3 เดือน พบประชาชนให้คะแนนรัฐบาลสอบตกในทุกด้าน ว่า ถือเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากเทียบกับผลสำรวจก่อนหน้านี้คือเดือนสิงหาคม จะพบว่า จากคะแนนนิยมที่ได้ประมาณ 4 เต็ม 10 พอมาเดือนที่สามคือเดือนกันยายน กลับลดลงไปอยู่ระดับ 3 เต็ม 10 ซึ่งแทบจะไม่มีรัฐบาลใด ที่ได้คะแนนนิยมตกต่ำขนาดนี้มาก่อน ผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น “หัวหน้าทีม” ซึ่งแม้จะพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะ แต่ก็ยังเป็นเพียงสูตรและวิธีการแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาแล้วกว่า 5 ปี จึงไม่บังเกิดผลในภาพรวม
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า หรือ นักธุรกิจมีเงินแต่ก็ไม่กล้าลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินแบบฟรีๆ ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือแจกเงินให้ไปเที่ยวชิมช็อปใช้ แม้พอจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เป็นการออกมาตรการแบบรายวันเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยดูได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในทุกด้าน ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก หรือ ตัวเลข GDP เมื่อประกอบกับ ครม.เศรษฐกิจที่มาจากหลายพรรค ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลขาดเอกภาพในการแก้ปัญหา ถือเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ ที่ต้องการผู้นำที่เชี่ยวชาญและรอบรู้ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่ผู้นำที่ได้คะแนนเพียง 3.9 เต็ม 10 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก
“จึงไม่แปลกที่ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามเรียกร้องความเชื่อมั่นแค่ไหน แต่เสียงตอบรับก็ยังเหมือนเดิม ตอนนี้จึงเหลือเพียงทางเดียวที่พอจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ นั่นคือ ต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ความหวังใหม่ของคนไทยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงความหวังหมด เพราะได้พิสูจน์ผลงานมากว่า 5 ปี แต่ยังไม่มีสัญญาณใดใด ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
“อนค.” จ่อทำโพลปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยันแม้คนไม่เห็นด้วย ก็พร้อมทำงานความคิดต่อ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1695835
“อนาคตใหม่” จ่อทำโพลสำรวจความเห็นปชช. เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้ เป็นตัวชี้วัดสังคม-กำหนดทิศทางการรณรงค์ ระบุ หากผลสะท้อนปชช.ไม่เห็นด้วย ยังเดินหน้าทำงานความคิดต่อ หวังภาคประชาสังคม-นักวิชาการ-สื่อ เริ่มขยับบ้าง
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรคอนาคตใหม่จะจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จำนวน 6,000 ตัวอย่าง ว่า ขณะนี้กำลังวางกรอบการทำงาน โดยผลโพลจะเป็นแนวทางในการทำงานของเราต่อไปและอาจมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะเรื่องการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เราพูดกันว่ามีคนสนใจ แต่อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าคนไม่สนใจ หรือไม่สำคัญเท่าปัญหาปากท้อง ต่างฝ่ายต่างมีชุดคำพูดที่จะยืนยันว่าฝ่ายของตัวเองถูกต้อง ซึ่งเถียงกันไปมาก็ไม่ได้ประโยชน์ โพลจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี หากจำกันได้ ก่อนการเลือกตั้งเคยมีการสำรวจโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก พบว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการที่เกือบทุกพรรคการเมืองในตอนนี้ออกมาแสดงความเห็นสอดคล้องกัน อย่างน้อยที่สุดคือเห็นด้วยให้มีการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นข้อชี้วัดได้ระดับหนึ่งแล้ว เพราะพรรคการเมืองย่อมต้องประเมินว่าประชาชนคิดไปทางไหน
เมื่อถามว่า หากผลการสำรวจสะท้อนว่าประชาชนรับรู้น้อย หรืออาจไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากพอ พรรคจะสื่อสารกับสังคมอย่างไรต่อไป น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ต้องขอเคลียร์เรื่องนี้ การที่เราบอกว่าจะทำโพล ไม่ได้ทำเพื่อจะยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง แต่เพราะอยากรู้ว่าสังคมคิดอย่างไรอยู่จริง ๆ ดังนั้น ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร พรรคอนาคตใหม่จะยังทำงานเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่โพลจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราทำงานได้ตรงเป้ายิ่งขึ้น หากประชาชนบอกว่ายังรับรู้น้อยหรือยังเห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจสำคัญกว่า เราจะได้รู้ว่าต้องทำงานกันอย่างไร เพื่อให้คนเข้าใจและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าเข้ามาทำงานการเมือง ไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่งหรือคิดเรื่องชนะเลือกตั้งเป็นครั้งๆไป แต่เราทำงานเรื่องการปักธงความคิด ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปักธงความคิดอย่างหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดเวทีสานเสวนาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไป น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ตอนนี้เราจัดเวทีครบทุกภาคแล้ว ถือว่าจบเฟส 1 จากนี้จะต้องประเมินผล โดยเราคาดหวังว่าหน่วยงานวิชาการ รัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน จะเริ่มขยับในส่วนของตัวเองในการทำแคมเปญนี้เช่นกัน เพราะเป้าหมายของเราคือการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ ต้องไม่ใช่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาทำร่วมกัน นอกจากนี้ อีกไม่นานจะเปิดประชุมสภาฯสมัยที่ 2 จะมีการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งจะถือเป็นเฟส 2 ของการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ