ว่าด้วย หมด “อาหาร” ....

กระทู้คำถาม
ภิกษุ ท. !  ถ้าไม่มีราคะ  ไม่มีนันทิ  ไม่มีตัณหา  ในอาหารคือคำข้าวก็ดี  ในอาหารคือผัสสะ  ก็ดี  ใน  อาหารคือมโนสัญเจตนา  ก็ดี  ในอาหารคือวิญญาณ  ก็ดี  แล้วไซร้,  วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้  เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในสิ่งนั้นๆ.  วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้  เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้  ในที่ใด,  การหยั่งลงแห่งนามรูป  ย่อมไม่มี  ในที่นั้น ;  การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด,  ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย  ย่อมไม่มีในที่นั้น ;  ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย  ไม่มีในที่ใด,  การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น ; การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  ไม่มีในที่ใด,  ชาติชราและมรณะต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น ;  ชาติชราและมรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, 
     ภิกษุ ท. !  เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่โศก  ไม่มีธุลี  และไม่มีความคับแค้น” ดังนี้. 
ภิกษุ ท. !  เปรียบเหมือนเรือนยอด  หรือศาลาเรือนยอด  ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือหรือใต้ก็ตาม  เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก.  ครั้นดวงอาทิตย์ขึ้นมา  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ส่งเข้าไปทางช่องหน้าต่างแล้ว  จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั่นเล่า ? 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์  จักปรากฏที่ฝาเรือนข้างในด้านทิศตะวันตก  พระเจ้าข้า !” 
ภิกษุ ท. !  ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า  แสงแห่งดวงอาทิตย์นั้น  จักปรากฏอยู่ที่ไหน ? 
 “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น  จักปรากฏที่พื้นดิน  พระเจ้าข้า !” 

       ภิกษุ ท. !  ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น  จักปรากฏ  ที่ไหน ? 
 “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น  จักปรากฏในน้ำ  พระเจ้าข้า !” 
ภิกษุ ท. !  ถ้าน้ำไม่มีเล่า  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น  จักปรากฏ  ที่ไหนอีก? 
 “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น  ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้ว  พระเจ้าข้า !” 
ภิกษุ ท. !  ฉันใดก็ฉันนั้นแล :  ถ้าไม่มีราคะ  ไม่มีนันทิ  ไม่มีตัณหา  ในอาหารคือคำข้าวก็ดี  ในอาหารคือผัสสะก็ดี  ในอาหารคือมโนสัญเจตนาก็ดี  ในอาหารคือวิญญาณก็ดี  แล้วไซร้,  วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้  เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้  ในอาหารคือคำข้าว  เป็นต้นนั้น ๆ.  วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้  ในที่ใด,  การหยั่งลงแห่งนามรูป  ย่อมไม่มีในที่นั้น ; การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด,  ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มีในที่นั้น ;  ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด,  การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น ;  การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  ไม่มีในที่ใด,  ชาติชราและมรณะต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น ;  ชาติชรามรณะต่อไป  ไม่มีในที่ใด,          
       ภิกษุ  ท. !  เราเรียก  “ที่”  นั้น  ว่า เป็น “ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และ ไม่มีความคับแค้น”  ดังนี้. (นิพพาน แหละนั้น. อันไม่เกิดเป็นธรรมดา(นามรูป)มั่งคงยั่งยืนตลอดไป...)
 
   - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๔-๑๒๕/๒๔๘-๒๔๙. 

หัวใจสำคัญ(หลัก)
หมายเอา:วิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท(YHWH)เกิดขึ้นเป็นตัวตนของตน(นามรูป)
(เหตุเพราะความปลงใจรักจึงมีฉันทราคะ  คือตัวอุปาทานในขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์.) จึงมีความสยบมัวมัน....

    ภิกษุ !  ตัวอุปาทานนั้น ไม่ใช่ตัวปัญจุปาทานักขันธ์, แต่อุปาทานนั้น  ก็มิได้มีในที่
อื่น  นอกไปจากปัญจุปาทานักขันธ์ทั้งหลาย ; 
เพราะว่า  ตัวฉันทราคะ  ที่มีอยู่ในปัญจุปาทานักขันธ์  นั่นแหละ
คือ  ตัวอุปาทานในที่นี้  แล. 
   - อุปริ. ม. ๑๔/๑๐๑/๑๒๑. 

ภิกษุ ท. !  เราจักแสดงสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน  (อุปาทานิยมธมฺม๑) 
และตัวอุปาทาน.  พวกเธอทั้งหลาย  จงฟังข้อนั้น. 

ภิกษุ ท. !  วิญญาณ  เป็นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน,  ฉันทราคะใด  เข้าไปมีอยู่
ในวิญญาณนั้น  ฉันทราคะนั้น  คือ ตัวอุปาทาน  ในวิญญาณนั้น. 
ภิกษุ ท. !  ขันธ์เหล่านี้  เรียกว่า  สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน,  ฉันทราคะนี้  เรียกว่า
ตัวอุปาทาน  แล. (ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙);

เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา ๑ (ปริเยสนา); 
(เช่น ลาภสักการะและความสรรเสริญ เป็นต้น)
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ); 
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย); 
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค); 
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ); 
เพราะอาศัยความสยบมัวมัน จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);  เป็นต้น ..,ฯลฯ

ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้; นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม ? 
ดูก่อนอานนท์ !  เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของนามรูป; นั้นคือ วิญญาณ. 
มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แค้วนกุรุ. 

(ก็วิญญาณของพระเจ้าซึ่งเป็นอยู่ในจิตใจเจ้านั้นแหละ จะตอบสนองตัวของเจ้าเอง แล้วความจริงจะปรากฎและถูกตัดสินในวันพิพากษานั้น )(นอกนั้นมายา...)

<<<<<<<<<<<<

เทียบด้วยอาศัยอาหาร....เป็นปัจจัย
(อาหาร ดูให้เห็นว่าเป็นเหมือนเนื้อบุตรนั้น )(ราคะ)
25 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ....(นามรูป)
Bible ยอห์น 11
 
35 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย 
48 เราเป็นอาหารแห่งชีวิตนั้น (วิญญาณ)
54 ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์...
Bible ยอห์น 6
(วิญญาณ ดูให้เห็นว่าเป็นเหมือนนักโทษถูกประหารนั้นซึ่งยังไม่ตายตามเดิมเสวยอยู่แต่ทุกขโทมนัส)

>>>>>>>>>>>>

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้างละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ.   

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. 
  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ก็กพฬีการาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ?   
       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนภรรยาสามีสองคน ถือเอาสะเบียงสำหรับเดินทางเล็กน้อย เดินไปสู่หนทางอันกันดาร สองสามีภรรยานั้น มีบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูอยู่คนหนึ่ง. เมื่อขณะเขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางอันกันดารอยู่นั้น สะเบียงสำหรับเดินทางที่เขามีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป หนทางอันกันดารนั้น ยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองนั้นยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนั้นไปได้, ครั้งนั้นแล สองภรรยาสามีนั้น ได้มาคิดกันว่า “สะเบียงสำหรับเดินทางของเราทั้งสองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ได้หมดสิ้นลงแล้ว หนทางอันกันดารนี้ยังเหลืออยู่ ทั้งเราก็ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนี้ไปได้ อย่ากระนั้นเลยเราทั้งสองคนพึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวซื่อผู้น่ารักน่าเอ็นดูนี้เสีย แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนี้แหละ เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นี้กันเถิด เพราะถ้าไม่ทำ เช่นนี้พวกเราทั้งสามคน จะต้องพากันพินาศหมดแน่” ดังนี้. ครั้งนั้นแล ภรรยาสามีทั้งสองนั้น จึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนั้น แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นเทียว เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น. สองภรรยาสามีนั้น บริโภคเนื้อบุตรไปพลางพร้อมกับค่อนอกไปพลาง รำพันว่า “บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสียบุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย” ดังนี้. 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ?  สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้างเพื่อความมัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตบแต่ง(ร่างกาย)บ้าง หรือหนอ ?  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !” แล้วตรัสต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้น สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อ(อาศัย) เดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น ใช่ไหม ?   “ใช่ พระเจ้าข้า !”.   

     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนี้มีอุปมาฉันใด, เราย่อมกล่าวว่า กพฬีการาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น(ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร) ฉันนั้น. 
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกพฬีการาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ราคะ (ความกำหนัด) ที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อราคะที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว, สังโยชน์ชนิดที่อริยสาวกประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีก ย่อมไม่มี. 

(สังโยชน์ 3 (1.เอกพีชี (เอ-กะ-) ผู้มีพืชอันหนเดียวกับผลของต้นไม้นั้น.)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่