เรื่องสั้น เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง ไอ้หนุ่มหัวสมัยใหม่วิทยาศาสตร์จ๋า ไม่ค่อยเชื่อเรื่องบาปบุญอะไร แต่ก็ยอมตามใจหญิงสาวผู้ชอบทำบุญสุนทานตามวัดตามวา...ก็รักเธอนี่นา ทำไงได้ เธอจะทำบุญอะไรยังไง หยอดเหรียญลงตู้บริจาคสารพัดสารพันในวัดยังไงก็แล้วแต่เธอเลย เอาตามที่นางสบายใจว่างั้น..
แต่แล้ว...วันหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น และเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติมุมมองของไอ้หนุ่มไปจากเดิม โดยสิ้นเชิง!
อะไรคือเหตุการณ์ที่ว่านั้น ทำไมจึงเปลี่ยนเขาได้ ต้องมาอ่านกันดูครับ ^^

“ไปเติมน้ำมันตะเกียงกัน การงานจะได้รุ่งเรือง ชีวิตมีแสงสว่าง” ขณะที่กำลังนั่งคิดงานเพลินๆ ว่าจะคืนนี้กลับไปจะต้องรีบตรวจ TOR ให้เสร็จ เพื่อให้ทันส่งเรื่องเข้าที่ประชุมวันจันทร์ ฟ้าก็มาดึงมือเขาให้ไปเติมน้ำมันตะเกียง
“ฟ้าก็ไปเติมสิ พี่นั่งรอที่นี่แหละ”
“น่าๆๆ เติมเสร็จ หยอดตู้ทำบุญ ก็กลับละ พี่ทีจะได้รีบกลับไปทำงานต่อไง ที่จริงยังเหลือพรุ่งนี้วันอาทิตย์อีกวัน ทันอยู่แล้วน่า”
เขาเลยลุกตามไป ไม่อยากขัดใจฟ้า
วันนี้วันเกิดของเธอ ที่จริงเขาตั้งใจพาไปเที่ยวห้างดังที่เพิ่งเปิดใหม่ ให้เธอช้อปปิ้งของที่อยากได้ ทานข้าวมื้อหรู หรืออาจจะดูหนังสักเรื่อง เพราะช่วงนี้เขายุ่งจริงๆ ต้องเร่งงาน ไม่มีเวลาพาไปเที่ยวไกลๆ แต่ฟ้ากลับขอให้พามาวัดแห่งนี้
ปกติเขาแทบไม่ค่อยไปวัดเท่าไร มองว่าปัจจุบันส่วนมากเป็นพุทธพาณิชย์ไปหมดแล้ว อีกอย่างเขาเรียนสายวิทย์มา ชอบอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรม อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ และมักจะทำบุญกับคนด้อยโอกาสซะมากกว่า แต่ในเมื่อฟ้าขอให้พาไป อะไรที่เป็นความสุขของเธอเขาก็จะทำและมีความสุขไปด้วย เขาชอบเห็นรอยยิ้มและประกายตาที่มีความสุขของเธอ
เมื่อถึงวัด ฟ้าก็พาไปทำบุญดอกไม้ธูปเทียน ไหว้พระ ถวายดอกไม้ ปิดทอง จากนั้นก็ไปถวายสังฆทาน นึกว่าจะจบแล้วจะได้พากันไปกินข้าว แต่ฟ้าบอกขอนั่งสมาธิ สวดมนต์ขอพรพระประธานในโบสถ์อีกสักครู่ เห็นนั่งขออยู่เป็นนานสองนาน ไม่รู้ขออะไรบ้าง เขาเลยออกมานั่งรอที่ม้าหินใต้ต้นไม้ข้างนอก จนฟ้ามาตามไปเติมน้ำมันตะเกียง
ทีคิดเล่นๆ ว่า วันหนึ่งๆ พระประธานต้องรับฟังแต่ความทุกข์ ความต้องการของชาวบ้านไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง เวลาคนมีความสุขสมหวังก็ไปฉลองกัน ไม่เห็นมีใครมาจุดธูปบอกเรื่องดีๆ ให้พระเจ้าฟังบ้าง
“พี่ที ไปหยอดตู้ทำบุญกัน” ฟ้าเอ่ยขึ้นหลังจากเติมน้ำมันตะเกียงแล้ว
เขาก็นึกว่าไปที่ตู้รับบริจาคสักตู้ หยิบแบงก์ออกมาจบแล้วใส่ซองหรือใส่ตู้ไป ที่ไหนได้ ฟ้าหยิบถุงผ้าใบน้อยออกมา ในนั้นมีเหรียญบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบบาทอยู่เต็ม
ฟ้าพาเขาเดินหยอดทีละตู้ ไม่ลืมที่จะหยุดอ่านว่าตู้นั้นขอรับบริจาคอะไร ประหนึ่งว่าอ่านฉลากยา
ทีเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ตู้รับบริจาคของวัดมีมากมายหลายประเภท เช่น ทำบุญที่ดิน ค่าน้ำไฟ ชำระหนี้สงฆ์ ถวายภัตตาหาร ซ่อมแซมโบสถ์วิหาร เทศน์มหาชาติ ช่วยสงฆ์อาพาธ ทุนการศึกษาสามเณร ศพไม่มีญาติ ไปถึงไถ่ชีวิตโคกระบือ ฯลฯ
“นี่ฟ้า จะมาเดินหยอดทีละตู้ทำไม สุดท้ายเขาก็เอามารวมกันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ จะทำบุญเท่าไหร่ ทำไมไม่เอาแบงก์แล้วทำบุญทีเดียวไปเลย ไม่เสียเวลา”
“ทำแบบไหนก็ได้ ตามแต่ใครศรัทธาและสะดวก แต่เค้าก็จะหยอดตู้ด้วย” ฟ้ายืนยันพร้อมสาธยายต่อ “เวลาหยอดตู้ไหน เค้าก็จะอธิษฐานขอพรไปด้วย เช่น ทำบุญที่ดินก็ขอให้ไม่ขัดสนที่อยู่ ทำบุญน้ำไฟก็ขอให้ชีวิตไม่ขาดแคลน ทำบุญตู้พระไตรปิฎกก็ขอให้มีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม ทำบุญกัณฑ์เทศน์ก็ขอให้มีโอกาสได้สืบต่อพระพุทธศาสนา”
“อื้อหืออออ ! งกไปป่ะ หยอดตู้ละสิบบาท ขอซะ... ค้ากำไรเกินควร แบบนี้เข้าข่ายทำบุญหวังผลนะเนี่ย แล้วจะได้บุญไหมล่ะ”
“ใครบอก เขาเรียกว่าอธิษฐานเพื่อเตือนใจตัวเองให้ใส่ใจในเรื่องนั้นๆ ต่างหาก อย่างขอให้ร่างกายแข็งแรง ก็แปลว่าเราต้องทำบุญกับร่างกาย ต้องกินของดีออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ขอให้รวยๆ เราก็ต้องตั้งใจทำงาน อดทนฟันฝ่าอุปสรรคน่ะ ถ้าขอแล้วอยู่เฉยๆ พระท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“เรื่องพวกนี้ ในพระไตรปิฎกบอกไว้เหรอ”
“ไม่รู้สิ เค้าคิดเอง อะไรที่คิดแล้วเราสบายใจ ทำให้เราคิดในแง่ดีก็คิดไปแหละ คิดเรื่องดีบ่อยๆ ก็เหมือนกับใบอนุโมทนาบุญไง เวลาเรามองทีไร เราก็ได้บุญทุกครั้ง เพราะวินาทีที่มอง เราก็คิดถึงบุญที่เราทำไป คนเราถ้าคิดดีบ่อยๆ เวลาจะตาย จิตที่คุ้นเคยจะได้คิดถึงเรื่องดี ได้ไปภพภูมิที่ดี”
“มีงี้ด้วย
งั้นถ้าคนทำเรื่องชั่วร้ายมากมาย แต่ก่อนตาย กำหนดจิตให้คิดดี ก็ไปสวรรค์ ไม่ต้องรับกรรม ไม่ยุติธรรมนะ” ทียังคงแกล้งฟ้า
“ถ้าจิตตอนใกล้ตาย เขากำหนดได้ แสดงว่าเขาคงมีพื้นฐานบุญที่ดีล่ะมั้ง แต่เค้าว่านะยังไงก็ตาม คนที่ทำบาปมาเยอะๆ ด้วยความเคยชินที่คิดแต่เรื่องไม่ดี ก่อนตายคงยากจะกำหนดจิตให้คิดดีได้ ขนาดช่วงที่ร่างกายและสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ยังไม่คิดเรื่องดีเลย ... อุ๊ย ! ดูบาตรทำบุญใบนี้สิ เบ้อเริ่มเลย” ฟ้าตื่นเต้น หยอดเหรียญลงบาตรโลหะใบใหญ่ เสียงเหรียญกระทบโลหะดังกังวาน
ทีขี้เกียจแหย่ต่อ สู้รีบๆ ช่วยฟ้าหยอดตู้ให้ครบดีกว่า แดดร้อนขึ้นเรื่อยๆ จอดรถไกลซะด้วย
ออกจากวัด ทีพาฟ้าไปทานอาหารไทยริมแม่น้ำ แล้วไปส่งฟ้าที่บ้าน
“ขอบคุณค่ะที่พาไปวัด ขับรถดีๆ นะ อย่าฝืนทำงานจนอดนอน บำรุงร่างกายเยอะๆ ด้วย บ๊ายบาย” ฟ้ากล่าวเป็นชุด โบกไม้โบกมือให้
รอจนฟ้าเดินเข้าบ้านแล้ว ทีจึงขับรถกลับห้องพักรีบไปเคลียร์งานต่อ
อาทิตย์ที่ผ่านมาทีเครียดมาก เพราะต้องเร่งงานให้ทัน และมีปัญหาให้ต้องแก้ไขหลายเรื่อง ทั้งเรื่องคน เรื่องเอกสาร เรื่องหน้างาน อดนอนติดๆ กันมาหลายคืน นึกๆ ไปก็อยากด่าพวกที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่ช่วยแบ่งเบาไม่พอ ยังสร้างปัญหาให้เขาคอยแก้ วันๆ เอาแต่ประจบเจ้านายกับจับผิดคน ไว้ให้บริษัทเซนต์สัญญาได้ก่อน คงจะโล่ง
ทีอาบน้ำ เปิดคอมพิวเตอร์ นั่งจมดิ่งกับงานจนไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เขาเริ่มรู้สึกมึนและเบลอ เลยตั้งใจจะไปพักสายตาบนที่นอนสักงีบค่อยทำงานต่อ
ทีลุกจากโต๊ะ แล้วเดินไปที่เตียง .....
น่าแปลก ทำไมวันนี้เตียงอยู่ไกลจัง หรือเขาจะเหนื่อยมากจนดูเหมือนระยะไกลเกินจริง
ขาก้าวไม่ออก ตาก็เริ่มจะปิด รู้สึกตัวเองได้เลยว่าหายใจช้าลง ช้าลง
แสงสว่างรอบตัวทีเริ่มหายไป เหมือนเขากำลังเดินไปที่ไหนสักแห่งแบบเลื่อนลอย ตอนนี้ทีเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเขากำลังตื่นหรืออยู่ในฝัน และตัวเองอยู่ที่ไหน !
ทีอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจเหมือนจะขาดห้วง ความมืดล้อมรอบเขาอย่างน่ากลัว มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
ทีไม่เคยกลัวเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ นั่นเพราะทุกอย่างรอบตัวมืดและเงียบสนิท เขาพยายามต่อต้าน พยายามหาทางออก แต่ไม่รู้จะไปทางไหน พยายามตะโกน หรือพาตัวเองออกจากสภาวะแบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ดูเหมือนสติเขาก็เริ่มจะริบหรี่ลงเช่นกัน ความรู้สึกของคนจมน้ำเป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ
ทีรู้สึกเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ขยับ เหมือนคนที่ดิ้นรนตะเกียกตะกายจนหมดแรง สุดท้ายยอมจำนนและพร้อมจะให้สายน้ำพาดำดิ่งไป
ลมหายใจ สติ ความรู้สึกตื่นตัว ค่อยๆ เลือนหายไปทีละนิด
“แก๊งงงงงงงงงงง !!!”
เสียงบางอย่างดังขึ้น ดึงสติที่เหลือเพียงใยบางๆ และกำลังจะขาดลงของทีให้กลับมา
“เสียงอะไร” ทีรำพึงกับตัวเอง แต่จะเป็นเสียงอะไรก็ไม่สำคัญ ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว จะต้องรีบพาตัวเองออกจากสภาพที่น่าอึดอัดนั่นให้ไวที่สุด
ทีสะดุ้งตื่น เหนื่อยล้าเหมือนไปทัวร์วิบากมา มึนงงสักพัก ก็ค่อยพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง เขาค่อยๆ ทบทวน คงเพราะร่างกายเพลียจนหลับ แล้วจู่ๆ เป็นฝันร้ายหรืออะไรก็ไม่ทราบ รู้สึกเหมือนสติจะขาดหายไป หากไม่มีเสียงดังนั่น ไม่รู้เขาจะตื่นมาได้ไหม คิดแล้วก็ขนลุก
“.... อุ๊ย ! ดูบาตรทำบุญใบนี้สิ เบ้อเริ่มเลย” ฟ้าตื่นเต้น หยอดเหรียญลงบาตรโลหะใบใหญ่ เสียงเหรียญกระทบโลหะดังกังวาน
ภาพและเสียงเมื่อกลางวันผุดขึ้นมา ...
ใช่แล้ว เสียงที่ดึงสติทีกลับมาในนาทีวิกฤต อาจจะเป็นเสียงเหรียญที่กระทบบาตรโลหะ ทีรีบคว้าโทรศัพท์มาและไลน์ไปหาฟ้า
ตี 3 ... ฟ้าน่าจะหลับแล้ว ไม่เป็นไร ฟ้าคงได้อ่านพรุ่งนี้
“ฟ้า พรุ่งนี้ไปวัดกันนะ 10 โมงจะไปรับ”
/// จบ ///
ถุงมือ "เค้าเอง"
🙏💁🏽😁 THE LEISURE GLOVES ถุงมือยามว่าง# 18 เรื่องสั้น-2 "เสียงบุญ" - ถุงมือ "เค้าเอง" ^^ 💁🏽😁🙏
แต่แล้ว...วันหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น และเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติมุมมองของไอ้หนุ่มไปจากเดิม โดยสิ้นเชิง!
อะไรคือเหตุการณ์ที่ว่านั้น ทำไมจึงเปลี่ยนเขาได้ ต้องมาอ่านกันดูครับ ^^
“ฟ้าก็ไปเติมสิ พี่นั่งรอที่นี่แหละ”
“น่าๆๆ เติมเสร็จ หยอดตู้ทำบุญ ก็กลับละ พี่ทีจะได้รีบกลับไปทำงานต่อไง ที่จริงยังเหลือพรุ่งนี้วันอาทิตย์อีกวัน ทันอยู่แล้วน่า”
เขาเลยลุกตามไป ไม่อยากขัดใจฟ้า
วันนี้วันเกิดของเธอ ที่จริงเขาตั้งใจพาไปเที่ยวห้างดังที่เพิ่งเปิดใหม่ ให้เธอช้อปปิ้งของที่อยากได้ ทานข้าวมื้อหรู หรืออาจจะดูหนังสักเรื่อง เพราะช่วงนี้เขายุ่งจริงๆ ต้องเร่งงาน ไม่มีเวลาพาไปเที่ยวไกลๆ แต่ฟ้ากลับขอให้พามาวัดแห่งนี้
ปกติเขาแทบไม่ค่อยไปวัดเท่าไร มองว่าปัจจุบันส่วนมากเป็นพุทธพาณิชย์ไปหมดแล้ว อีกอย่างเขาเรียนสายวิทย์มา ชอบอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรม อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ และมักจะทำบุญกับคนด้อยโอกาสซะมากกว่า แต่ในเมื่อฟ้าขอให้พาไป อะไรที่เป็นความสุขของเธอเขาก็จะทำและมีความสุขไปด้วย เขาชอบเห็นรอยยิ้มและประกายตาที่มีความสุขของเธอ
เมื่อถึงวัด ฟ้าก็พาไปทำบุญดอกไม้ธูปเทียน ไหว้พระ ถวายดอกไม้ ปิดทอง จากนั้นก็ไปถวายสังฆทาน นึกว่าจะจบแล้วจะได้พากันไปกินข้าว แต่ฟ้าบอกขอนั่งสมาธิ สวดมนต์ขอพรพระประธานในโบสถ์อีกสักครู่ เห็นนั่งขออยู่เป็นนานสองนาน ไม่รู้ขออะไรบ้าง เขาเลยออกมานั่งรอที่ม้าหินใต้ต้นไม้ข้างนอก จนฟ้ามาตามไปเติมน้ำมันตะเกียง
ทีคิดเล่นๆ ว่า วันหนึ่งๆ พระประธานต้องรับฟังแต่ความทุกข์ ความต้องการของชาวบ้านไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง เวลาคนมีความสุขสมหวังก็ไปฉลองกัน ไม่เห็นมีใครมาจุดธูปบอกเรื่องดีๆ ให้พระเจ้าฟังบ้าง
“พี่ที ไปหยอดตู้ทำบุญกัน” ฟ้าเอ่ยขึ้นหลังจากเติมน้ำมันตะเกียงแล้ว
เขาก็นึกว่าไปที่ตู้รับบริจาคสักตู้ หยิบแบงก์ออกมาจบแล้วใส่ซองหรือใส่ตู้ไป ที่ไหนได้ ฟ้าหยิบถุงผ้าใบน้อยออกมา ในนั้นมีเหรียญบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบบาทอยู่เต็ม
ฟ้าพาเขาเดินหยอดทีละตู้ ไม่ลืมที่จะหยุดอ่านว่าตู้นั้นขอรับบริจาคอะไร ประหนึ่งว่าอ่านฉลากยา
ทีเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ตู้รับบริจาคของวัดมีมากมายหลายประเภท เช่น ทำบุญที่ดิน ค่าน้ำไฟ ชำระหนี้สงฆ์ ถวายภัตตาหาร ซ่อมแซมโบสถ์วิหาร เทศน์มหาชาติ ช่วยสงฆ์อาพาธ ทุนการศึกษาสามเณร ศพไม่มีญาติ ไปถึงไถ่ชีวิตโคกระบือ ฯลฯ
“นี่ฟ้า จะมาเดินหยอดทีละตู้ทำไม สุดท้ายเขาก็เอามารวมกันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ จะทำบุญเท่าไหร่ ทำไมไม่เอาแบงก์แล้วทำบุญทีเดียวไปเลย ไม่เสียเวลา”
“ทำแบบไหนก็ได้ ตามแต่ใครศรัทธาและสะดวก แต่เค้าก็จะหยอดตู้ด้วย” ฟ้ายืนยันพร้อมสาธยายต่อ “เวลาหยอดตู้ไหน เค้าก็จะอธิษฐานขอพรไปด้วย เช่น ทำบุญที่ดินก็ขอให้ไม่ขัดสนที่อยู่ ทำบุญน้ำไฟก็ขอให้ชีวิตไม่ขาดแคลน ทำบุญตู้พระไตรปิฎกก็ขอให้มีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม ทำบุญกัณฑ์เทศน์ก็ขอให้มีโอกาสได้สืบต่อพระพุทธศาสนา”
“อื้อหืออออ ! งกไปป่ะ หยอดตู้ละสิบบาท ขอซะ... ค้ากำไรเกินควร แบบนี้เข้าข่ายทำบุญหวังผลนะเนี่ย แล้วจะได้บุญไหมล่ะ”
“ใครบอก เขาเรียกว่าอธิษฐานเพื่อเตือนใจตัวเองให้ใส่ใจในเรื่องนั้นๆ ต่างหาก อย่างขอให้ร่างกายแข็งแรง ก็แปลว่าเราต้องทำบุญกับร่างกาย ต้องกินของดีออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ ขอให้รวยๆ เราก็ต้องตั้งใจทำงาน อดทนฟันฝ่าอุปสรรคน่ะ ถ้าขอแล้วอยู่เฉยๆ พระท่านก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“เรื่องพวกนี้ ในพระไตรปิฎกบอกไว้เหรอ”
“ไม่รู้สิ เค้าคิดเอง อะไรที่คิดแล้วเราสบายใจ ทำให้เราคิดในแง่ดีก็คิดไปแหละ คิดเรื่องดีบ่อยๆ ก็เหมือนกับใบอนุโมทนาบุญไง เวลาเรามองทีไร เราก็ได้บุญทุกครั้ง เพราะวินาทีที่มอง เราก็คิดถึงบุญที่เราทำไป คนเราถ้าคิดดีบ่อยๆ เวลาจะตาย จิตที่คุ้นเคยจะได้คิดถึงเรื่องดี ได้ไปภพภูมิที่ดี”
“มีงี้ด้วย งั้นถ้าคนทำเรื่องชั่วร้ายมากมาย แต่ก่อนตาย กำหนดจิตให้คิดดี ก็ไปสวรรค์ ไม่ต้องรับกรรม ไม่ยุติธรรมนะ” ทียังคงแกล้งฟ้า
“ถ้าจิตตอนใกล้ตาย เขากำหนดได้ แสดงว่าเขาคงมีพื้นฐานบุญที่ดีล่ะมั้ง แต่เค้าว่านะยังไงก็ตาม คนที่ทำบาปมาเยอะๆ ด้วยความเคยชินที่คิดแต่เรื่องไม่ดี ก่อนตายคงยากจะกำหนดจิตให้คิดดีได้ ขนาดช่วงที่ร่างกายและสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ยังไม่คิดเรื่องดีเลย ... อุ๊ย ! ดูบาตรทำบุญใบนี้สิ เบ้อเริ่มเลย” ฟ้าตื่นเต้น หยอดเหรียญลงบาตรโลหะใบใหญ่ เสียงเหรียญกระทบโลหะดังกังวาน
ทีขี้เกียจแหย่ต่อ สู้รีบๆ ช่วยฟ้าหยอดตู้ให้ครบดีกว่า แดดร้อนขึ้นเรื่อยๆ จอดรถไกลซะด้วย
ออกจากวัด ทีพาฟ้าไปทานอาหารไทยริมแม่น้ำ แล้วไปส่งฟ้าที่บ้าน
“ขอบคุณค่ะที่พาไปวัด ขับรถดีๆ นะ อย่าฝืนทำงานจนอดนอน บำรุงร่างกายเยอะๆ ด้วย บ๊ายบาย” ฟ้ากล่าวเป็นชุด โบกไม้โบกมือให้
รอจนฟ้าเดินเข้าบ้านแล้ว ทีจึงขับรถกลับห้องพักรีบไปเคลียร์งานต่อ
อาทิตย์ที่ผ่านมาทีเครียดมาก เพราะต้องเร่งงานให้ทัน และมีปัญหาให้ต้องแก้ไขหลายเรื่อง ทั้งเรื่องคน เรื่องเอกสาร เรื่องหน้างาน อดนอนติดๆ กันมาหลายคืน นึกๆ ไปก็อยากด่าพวกที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่ช่วยแบ่งเบาไม่พอ ยังสร้างปัญหาให้เขาคอยแก้ วันๆ เอาแต่ประจบเจ้านายกับจับผิดคน ไว้ให้บริษัทเซนต์สัญญาได้ก่อน คงจะโล่ง
ทีอาบน้ำ เปิดคอมพิวเตอร์ นั่งจมดิ่งกับงานจนไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เขาเริ่มรู้สึกมึนและเบลอ เลยตั้งใจจะไปพักสายตาบนที่นอนสักงีบค่อยทำงานต่อ
ทีลุกจากโต๊ะ แล้วเดินไปที่เตียง .....
น่าแปลก ทำไมวันนี้เตียงอยู่ไกลจัง หรือเขาจะเหนื่อยมากจนดูเหมือนระยะไกลเกินจริง
ขาก้าวไม่ออก ตาก็เริ่มจะปิด รู้สึกตัวเองได้เลยว่าหายใจช้าลง ช้าลง
แสงสว่างรอบตัวทีเริ่มหายไป เหมือนเขากำลังเดินไปที่ไหนสักแห่งแบบเลื่อนลอย ตอนนี้ทีเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเขากำลังตื่นหรืออยู่ในฝัน และตัวเองอยู่ที่ไหน !
ทีอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจเหมือนจะขาดห้วง ความมืดล้อมรอบเขาอย่างน่ากลัว มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
ทีไม่เคยกลัวเรื่องพวกนี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ นั่นเพราะทุกอย่างรอบตัวมืดและเงียบสนิท เขาพยายามต่อต้าน พยายามหาทางออก แต่ไม่รู้จะไปทางไหน พยายามตะโกน หรือพาตัวเองออกจากสภาวะแบบนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ดูเหมือนสติเขาก็เริ่มจะริบหรี่ลงเช่นกัน ความรู้สึกของคนจมน้ำเป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ
ทีรู้สึกเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ขยับ เหมือนคนที่ดิ้นรนตะเกียกตะกายจนหมดแรง สุดท้ายยอมจำนนและพร้อมจะให้สายน้ำพาดำดิ่งไป
ลมหายใจ สติ ความรู้สึกตื่นตัว ค่อยๆ เลือนหายไปทีละนิด
“แก๊งงงงงงงงงงง !!!”
เสียงบางอย่างดังขึ้น ดึงสติที่เหลือเพียงใยบางๆ และกำลังจะขาดลงของทีให้กลับมา
“เสียงอะไร” ทีรำพึงกับตัวเอง แต่จะเป็นเสียงอะไรก็ไม่สำคัญ ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว จะต้องรีบพาตัวเองออกจากสภาพที่น่าอึดอัดนั่นให้ไวที่สุด
ทีสะดุ้งตื่น เหนื่อยล้าเหมือนไปทัวร์วิบากมา มึนงงสักพัก ก็ค่อยพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง เขาค่อยๆ ทบทวน คงเพราะร่างกายเพลียจนหลับ แล้วจู่ๆ เป็นฝันร้ายหรืออะไรก็ไม่ทราบ รู้สึกเหมือนสติจะขาดหายไป หากไม่มีเสียงดังนั่น ไม่รู้เขาจะตื่นมาได้ไหม คิดแล้วก็ขนลุก
“.... อุ๊ย ! ดูบาตรทำบุญใบนี้สิ เบ้อเริ่มเลย” ฟ้าตื่นเต้น หยอดเหรียญลงบาตรโลหะใบใหญ่ เสียงเหรียญกระทบโลหะดังกังวาน
ภาพและเสียงเมื่อกลางวันผุดขึ้นมา ... ใช่แล้ว เสียงที่ดึงสติทีกลับมาในนาทีวิกฤต อาจจะเป็นเสียงเหรียญที่กระทบบาตรโลหะ ทีรีบคว้าโทรศัพท์มาและไลน์ไปหาฟ้า
ตี 3 ... ฟ้าน่าจะหลับแล้ว ไม่เป็นไร ฟ้าคงได้อ่านพรุ่งนี้
“ฟ้า พรุ่งนี้ไปวัดกันนะ 10 โมงจะไปรับ”