เวลาพ่อแม่คุยกันจะบอกว่าลูกเรียนมหาวิทยาลัยมีชื่อดังนี้ๆ แต่ไม่ได้คุยเรื่องงานวิจัย เวลาเจอญาติ เจอคนอื่นๆมันดูดี ซึ่งก็ถือว่าดีแหละ อย่างน้อยก็แข่งกันเรียน สอบเข้า แม้เอาไว้คุยกันก็ถือว่าได้ประโยชน์
ส่วนเด็กๆที่เรียนกันก็สนใจที่จะเรียนเพื่อไปทำงานมีเงินสูงๆ ชีวิตจะได้สบาย อ่านหนังสือเพราะต้องสอบไม่สอบก็ไม่อ่าน มีน้อยคนมี่ไปห้องสมุดกลางแล้วอ่านหนังสือหลากหลายสาขาตามที่ตัวเองชอบ แม้ไม่มีสอบแต่ก็ยืมมาอ่าน
สรุปคือที่ไปเรียนกันเยอะๆ แข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง แข่งกันเข้าบริษัทดังๆ มีน้อยคนนักที่สนใจในตัวความรู้จริงๆ พ่อแม่ก็เอาไว้คุยอวดญาติว่าลูกเรียนมอดัง เด็กก็เรียนไปเพื่อจบเพื่อได้เงินเยอะๆ มันเป็นเรื่องของ elitism มากกว่า
แต่ทีนี้มันมีปัญหาคือเวลาเจอปัญหายากๆ การเรียนหนักๆ โจทย์วิจัยยากๆ พวกที่เรียนเพราะมีพาสชันยังสู้ฝ่าฟันต่อไปได้ ส่วนพวกที่เรียนไปแต่ไม่ได้มีพาสชันหรือชอบมันจริงๆมักจะจอดไม่ไปต่อเวลาเจอความยาก แต่งานวิจัยจริงๆ พวกนักวิทย์โนเบล จะไประดับนั้นได้คือพวกที่มีพาสชัน วินัย หัวดีและเก่งบวกขยัน บางคนชอบอุทิศชีวิตทำงานสามสิบสี่สิบปีเพื่อโจทย์วิจัยอันเดียว มีพาสชันไม่ท้อถอยแม้ไม่เห็นฝั่งไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ บางคนสำเร็จก็ดังไป แต่จำนวนมากล้มเหลว ตายไปโลกก็ไม่จำ แต่นั่นก็ยังนับว่าคุ้มคือมีชีวิตเพื่อทำสิ่งที่รัก
ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบว่าทำไมไทยยังไม่มีโนเบลสักคน
รู้สึกไหมว่ามหาวิทยาลัยที่เรียน หรือชื่อบริษัทที่ทำงานมันเป็นเรื่องของ elitism มากกว่าที่สนใจหาความรู้หรือทำงานจริงๆ
ส่วนเด็กๆที่เรียนกันก็สนใจที่จะเรียนเพื่อไปทำงานมีเงินสูงๆ ชีวิตจะได้สบาย อ่านหนังสือเพราะต้องสอบไม่สอบก็ไม่อ่าน มีน้อยคนมี่ไปห้องสมุดกลางแล้วอ่านหนังสือหลากหลายสาขาตามที่ตัวเองชอบ แม้ไม่มีสอบแต่ก็ยืมมาอ่าน
สรุปคือที่ไปเรียนกันเยอะๆ แข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง แข่งกันเข้าบริษัทดังๆ มีน้อยคนนักที่สนใจในตัวความรู้จริงๆ พ่อแม่ก็เอาไว้คุยอวดญาติว่าลูกเรียนมอดัง เด็กก็เรียนไปเพื่อจบเพื่อได้เงินเยอะๆ มันเป็นเรื่องของ elitism มากกว่า
แต่ทีนี้มันมีปัญหาคือเวลาเจอปัญหายากๆ การเรียนหนักๆ โจทย์วิจัยยากๆ พวกที่เรียนเพราะมีพาสชันยังสู้ฝ่าฟันต่อไปได้ ส่วนพวกที่เรียนไปแต่ไม่ได้มีพาสชันหรือชอบมันจริงๆมักจะจอดไม่ไปต่อเวลาเจอความยาก แต่งานวิจัยจริงๆ พวกนักวิทย์โนเบล จะไประดับนั้นได้คือพวกที่มีพาสชัน วินัย หัวดีและเก่งบวกขยัน บางคนชอบอุทิศชีวิตทำงานสามสิบสี่สิบปีเพื่อโจทย์วิจัยอันเดียว มีพาสชันไม่ท้อถอยแม้ไม่เห็นฝั่งไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ บางคนสำเร็จก็ดังไป แต่จำนวนมากล้มเหลว ตายไปโลกก็ไม่จำ แต่นั่นก็ยังนับว่าคุ้มคือมีชีวิตเพื่อทำสิ่งที่รัก
ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบว่าทำไมไทยยังไม่มีโนเบลสักคน