เรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว
เรื่องโดย ทีปต์
............................................................................................................................................................................................
“ไม่ อย่างไรหนูก็ไม่”
เสียงของเขากระแทกดุดันต่อผู้เป็นพ่อเมื่อโดนสั่งอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นความช้ำใจก็ได้ที่เขาถูกกระทำมาตลอดช่วงวัย
ใบไม้ที่ปลิวร่วงหล่นลงมานั้นสร้างความปวดร้าวใจทุกครั้งที่เขาออกมาหน้าบ้าน
เสียงของพ่อที่เมาเหล้าชอบเอะอะมะเทิ่งอยู่เพียงลำพังทำให้ความอยากกลับบ้านแทบไม่มี กว่าสี่ปีที่เขาระเห็จออกไปจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตที่มีสีสัน
มากกว่าที่จะจมปรักอยู่ในบ้านไม้เก่าหลังนี้ เขาหวังว่ามันจะมีสิ่งที่ดีกว่ารอเขาอยู่ ตอนนี้เขาอายุสิบแปดปี
การก้าวออกไปจากอ้อมอกบุพการีทั้งสองเมื่อตอนอายุสิบห้านั้น ไม่ได้ทำให้เขาร้องไห้เสียน้ำตามากกว่าการต้องกลับมาบ้านหลังนี้ และทนต่อพฤติกรรมแบบเดิมของผู้เป็นพ่อ ชีวิตเขาไม่ต่างอะไรกับ นิรา ตัวละครสาวประเภทสองในละครเท่าใดนักออกจะดรามาเป็นดาวพระศุกร์มากกว่าด้วย
ความบอบช้ำที่เกิดจากกระทำของผู้เป็นพ่อ สร้างบาดแผลให้กับเขา เขาไม่ถูกกับพ่อ เขาเคยแอบแช่งพ่อในใจ
“ฉันจะไปมีชีวิตที่ดีกว่า” เขาเคยพูดกับตัวเองครั้งหนึ่งเมื่อพ่อกับมาบ้านพร้อมกับขวดเหล้าขาวในมือพ่อเมาทุกวัน และก็โวยวายมาพาโวยทุกวันเช่นกันใครเห็นก็เอือมระอากับพฤติกรรมของพ่อ เพื่อนบ้านหลายต่อหลายคนต่างก็ไม่อยากมีปัญหาแม้จะอยากเอาไรเขวี้ยงมาก็ตาม
แต่แม่ก็จะออกไปรับขอโทษแทนตลอดเวลา ชีวิตคนนะมันเลือกเกิดไม่ได้ ใครอยากจะเกิดมาในครอบครัวแบบนี้
หากแม้เลือกเกิดได้ เชื่อว่าหลายต่อหลายคนต่างก็อยากเกิดมาบนกองเงินกองทองสุขสบายด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีหรอกที่จะเกิดมาในครอบครัวจนๆ แม้แต่ตัวเขาก็ตามที่อยากเลือกสิ่งที่ที่สุดให้ตัวเองหากมีโอกาสนั้น
ความหวังของมนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตเสมอ ลองตอบมาซิว่า เราต้องการอะไรหากไม่ใช่เงิน ความสุข ทุกสิ่งที่ปรารถนา
มันก็ต้อมดำเนินการด้วยเงินกันทั้งนั้น สมัยนี้มีเงินนับเป็นพี่ มีทองนับเป็นพ่อแม่ มีเงินเกินพันล้าน ยกให้เป็นเจ้าชีวิตเลยก็ได้
เขากวาดสายตามองพื้นที่ยืน ด้วยความอ่อนใจสภาพมันสกปรกทุกครั้งที่กวาดตามอง
อยากจะเดินหนีไปให้พ้นๆจากตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ยังไงก็ไม่” เสียงของเขาตะคอก
“ต้องทำ ต้องทำ “ เสียงที่ตอบกลับมาดูไม่พอใจที่เห็นเขาตะคอกกลับ
“หนูมีสิทธิ์ของหนูมันชีวิตของหนู หนูไม่มีวันทำตามใคร”
“แต่แกต้องทำ”
เขาอยากจะมีมนต์วิเศษอะไรบางอย่างที่พาออกไปจากตรงนั้นไม่อยากเห็น ไม่อยากอยู่แล้ว
“หนูไม่ทำ” เสียงนั้นตะคอก
ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง จนทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดมลายหายไปสิ้น
“เพี้ยะ” เสียงฝ่ามือพิฆาตดังลั่น
“สั่งงานตั้งนานทำไมไม่ลุกไปทำมัวแต่นอนอ่านนิยายอยู่ได้” เสียงแม่ก่นด่าพร้อมกับยืนเท้าสะเอวมองด้วยความโมโห
ที่เห็นเขาแอบไปหยิบเครื่องสำอางมาแต่งหน้าทาปากนอนอ่านนิยายสบายใจเฉิบ
“ไป ไปกวาดใบไม้หน้าบ้านได้แล้วมันร่วงเต็มหน้าบ้านไปหมด”
เชิดชายเดินสะบัดตูดด้วยความโมโหที่โดนแม่ด่าเขาไม่กล้าอ้าปากเถียงเหมือนอย่างในนิยายที่ตัวเอกต่อล้อต่อเถียงได้
เชิดชายกวาดตามองใบไม้ที่หล่นลงมากองที่พื้น มันปลิดปลิวลงมาจนเขาอยากจะโค่นมันทิ้ง
“จะปลิดปลิวแบบในนิยายที่อ่านไม่ได้เลยหรือไงอีต้นไม้บ้า”
เขาก่นด่าต้นไม้ไปพร้อมกับกวาดใบไม้ที่ปลิดปลิวลงมาตามสายลม
จบ.
เรื่องสั้น "ใบไม้ที่ปลิดปลิว"
เรื่องโดย ทีปต์
............................................................................................................................................................................................
เสียงของเขากระแทกดุดันต่อผู้เป็นพ่อเมื่อโดนสั่งอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นความช้ำใจก็ได้ที่เขาถูกกระทำมาตลอดช่วงวัย
ใบไม้ที่ปลิวร่วงหล่นลงมานั้นสร้างความปวดร้าวใจทุกครั้งที่เขาออกมาหน้าบ้าน
เสียงของพ่อที่เมาเหล้าชอบเอะอะมะเทิ่งอยู่เพียงลำพังทำให้ความอยากกลับบ้านแทบไม่มี กว่าสี่ปีที่เขาระเห็จออกไปจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตที่มีสีสัน
มากกว่าที่จะจมปรักอยู่ในบ้านไม้เก่าหลังนี้ เขาหวังว่ามันจะมีสิ่งที่ดีกว่ารอเขาอยู่ ตอนนี้เขาอายุสิบแปดปี
การก้าวออกไปจากอ้อมอกบุพการีทั้งสองเมื่อตอนอายุสิบห้านั้น ไม่ได้ทำให้เขาร้องไห้เสียน้ำตามากกว่าการต้องกลับมาบ้านหลังนี้ และทนต่อพฤติกรรมแบบเดิมของผู้เป็นพ่อ ชีวิตเขาไม่ต่างอะไรกับ นิรา ตัวละครสาวประเภทสองในละครเท่าใดนักออกจะดรามาเป็นดาวพระศุกร์มากกว่าด้วย
ความบอบช้ำที่เกิดจากกระทำของผู้เป็นพ่อ สร้างบาดแผลให้กับเขา เขาไม่ถูกกับพ่อ เขาเคยแอบแช่งพ่อในใจ
“ฉันจะไปมีชีวิตที่ดีกว่า” เขาเคยพูดกับตัวเองครั้งหนึ่งเมื่อพ่อกับมาบ้านพร้อมกับขวดเหล้าขาวในมือพ่อเมาทุกวัน และก็โวยวายมาพาโวยทุกวันเช่นกันใครเห็นก็เอือมระอากับพฤติกรรมของพ่อ เพื่อนบ้านหลายต่อหลายคนต่างก็ไม่อยากมีปัญหาแม้จะอยากเอาไรเขวี้ยงมาก็ตาม
แต่แม่ก็จะออกไปรับขอโทษแทนตลอดเวลา ชีวิตคนนะมันเลือกเกิดไม่ได้ ใครอยากจะเกิดมาในครอบครัวแบบนี้
หากแม้เลือกเกิดได้ เชื่อว่าหลายต่อหลายคนต่างก็อยากเกิดมาบนกองเงินกองทองสุขสบายด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีหรอกที่จะเกิดมาในครอบครัวจนๆ แม้แต่ตัวเขาก็ตามที่อยากเลือกสิ่งที่ที่สุดให้ตัวเองหากมีโอกาสนั้น
ความหวังของมนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ชีวิตเสมอ ลองตอบมาซิว่า เราต้องการอะไรหากไม่ใช่เงิน ความสุข ทุกสิ่งที่ปรารถนา
มันก็ต้อมดำเนินการด้วยเงินกันทั้งนั้น สมัยนี้มีเงินนับเป็นพี่ มีทองนับเป็นพ่อแม่ มีเงินเกินพันล้าน ยกให้เป็นเจ้าชีวิตเลยก็ได้
เขากวาดสายตามองพื้นที่ยืน ด้วยความอ่อนใจสภาพมันสกปรกทุกครั้งที่กวาดตามอง
อยากจะเดินหนีไปให้พ้นๆจากตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ยังไงก็ไม่” เสียงของเขาตะคอก
“ต้องทำ ต้องทำ “ เสียงที่ตอบกลับมาดูไม่พอใจที่เห็นเขาตะคอกกลับ
“หนูมีสิทธิ์ของหนูมันชีวิตของหนู หนูไม่มีวันทำตามใคร”
“แต่แกต้องทำ”
เขาอยากจะมีมนต์วิเศษอะไรบางอย่างที่พาออกไปจากตรงนั้นไม่อยากเห็น ไม่อยากอยู่แล้ว
“หนูไม่ทำ” เสียงนั้นตะคอก
ก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง จนทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดมลายหายไปสิ้น
“เพี้ยะ” เสียงฝ่ามือพิฆาตดังลั่น
“สั่งงานตั้งนานทำไมไม่ลุกไปทำมัวแต่นอนอ่านนิยายอยู่ได้” เสียงแม่ก่นด่าพร้อมกับยืนเท้าสะเอวมองด้วยความโมโห
ที่เห็นเขาแอบไปหยิบเครื่องสำอางมาแต่งหน้าทาปากนอนอ่านนิยายสบายใจเฉิบ
เชิดชายเดินสะบัดตูดด้วยความโมโหที่โดนแม่ด่าเขาไม่กล้าอ้าปากเถียงเหมือนอย่างในนิยายที่ตัวเอกต่อล้อต่อเถียงได้
เชิดชายกวาดตามองใบไม้ที่หล่นลงมากองที่พื้น มันปลิดปลิวลงมาจนเขาอยากจะโค่นมันทิ้ง
“จะปลิดปลิวแบบในนิยายที่อ่านไม่ได้เลยหรือไงอีต้นไม้บ้า”
เขาก่นด่าต้นไม้ไปพร้อมกับกวาดใบไม้ที่ปลิดปลิวลงมาตามสายลม
จบ.