อาจจะยาวนิดนึง..อิอิ..
.ก่อนที่จะเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา...แนะนำตัวก่อนเลยนะคะ....
ฐานะครอบครัวเรายากจน..อยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คน มีตา ยาย และแม่ เราเป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่นตั้งแต่เล็ก ช่วยทางบ้านยกหิน แบกทรายเท่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะทำได้ จนกระทั่งเราได้อายุ 8-9 ขวบได้ เกิดเหตุการณ์ตายายเสียพร้อมกัน อยู่กับแม่ลำพัง ช่วงนั้นแม่ก็หมดหนทางที่จะดูแลเรา เลยยกเราให้คนอื่นดูแลตลอดระยะเวลา 13 ปี ดูแลทั้งดีและทรมานในเวลาเดียวกัน (แต่จะไม่เลือกพูดดีกว่ายังไงก็ผ่านมาแล้ว ถ้าใช้คำสรุปสั้นๆ ก็ คนใช้ก็ทาสดีๆนั่นละ เราไม่ใช่ลูกเขาอะนะ แต่เราก็ต้องทนยังดีมีอาหารเหลือที่เขาให้กินทุกวัน ดีกว่าอดอยาก) โตมาได้พอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเองบ้าง ตัดสินใจ หนีออกจากบ้านนั้นมา...
อันดับแรกที่เราต้องทำเลยคือต้องเรียน แล้วจะเรียนอะไรละ ที่มีเงินด้วย แน่นอนละค่ะ ทำงานไปเรียนไปเลี้ยงตัวเองด้วย ส่งให้แม่ด้วย เราเลือกเรียน กศน.
แล้วก็เรียน มสธ.ควบคู่กันไปด้วยพร้อมกัน (เรียนแบบเก็บสะสมชุดวิชาเพื่อเทียบโอนเวลาที่เราเรียนระดับปริญญาตรี เหมือนเรียนล่วงหน้าในเวลาเดียวกัน)
- ช่วงเรียนนั้นก็ทำงานเป็นเด็กเสริฟวันละ 250 บ. ในร้านอาหารเล็กๆ เพื่อสะดวกต่อการขอไปเรียนในวันอาทิตย์และไปสอบ...แบ่งเงินไว้เรียนและค่าหนังสือ วันละ 200 ส่วน 50 ก็กิน... ค่าเดินทาง คือ เดินค่ะ5555 ทำงานนี้จนเรียนจบ ม.6 แต่โชคร้ายร้านอาหารนี้ขายไม่ดีก็ปิดตัวลง เราต้องหางานใหม่ ใกล้บ้านหน่อย
- ใช่ค่ะ เราสมัครทำ 7-11 แบบพาร์ทไทม์ เพื่อที่จะหยุดได้ แน่นอนละค่ะ ใครที่ไม่เคยทำงาน หรือทำงานนี้มาแล้ว หลายคนจะคิดว่ามันเหนื่อย หนัก
ในรูปแบบงานต่างๆ แต่เรื่องอื่นแต่ละร้านมีระบบจัดการที่ไม่เหมือนกัน เราโชคดีอยู่ร้านที่รักกันเหมือนครอบครัว เป็นแบบพี่น้องกัน หุงข้าวกินกันเป็นวงใหญ่ๆ ใครมีกับข้าวก็มาแบ่งๆกัน กินด้วยกัน เดือนไหน ยอดขายดี แน่นอนค่ะ เรามีฉลองในแบบที่ ที่ทำงานอื่นไม่มี จนเรียนจบ ป.ตรี มันเป็นความประทับใจการทำงานที่ไม่เคยลืม ช่วงนั้นแม่ไม่สบายหนัก เราต้องลาออกจากงาน ต้องกลับไปดูแลแม่อย่างใกล้ชิด...
- แม่ดีขึ้นหน่อย เราต้องหางานทำใหม่ เลือกทำงาน WS งานบริการเหมือนเดิม แต่ทำได้ 11 เดือน ก็ลาออกเหตุเพราะพนักงานในร้านเดียวกันขโมยของแต่ต้องรับผิดชอบ หักค่าของหายในแต่ละเดือน...
- รอบนี้สมัครเป็นครูสอนวิชาศิลปะ ในโรงเรียนนึง สร้างผลงานพาเด็กไปประกวดวาดภาพชนะระดับประเทศมาแล้วก็มี เยอะมาก....แน่นอน ชีวิตคือละครในทีวี เราสอน เราฝึกเด็ก พอเด็กชนะมาหลายเวที บอกตัวเองเป็นคนสอน ใส่ชื่อตัวเองในแฟ้มผลงานทุกอย่างเพราะเป็นหัวหน้าสาระวิชานี้ นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องเน่าๆ อาหารกลางวันเด็กที่กินอย่างกะเซ่นผี ลูกชิ้น ผ่า 4 , ได้เงินจากประกวดวาดภาพ 1 แสน ซึ่ง ผอ.ขึ้นไปรับเองบนเวทีแล้วเงินนั้น ก็หายไป เดือนถัดมา ผอ.ออกรถป้ายแดงมาใหม่ น่าจะล่านกว่าๆ..ใจก็ไม่ได้คิดอะไร เรื่องของเขาอะนะ ด้วยเราทั้งเด็กก็ไม่ค่อยกล้าถามถึงเรื่องนั้น...ถ้าให้เด็กไว้เป็นทุนการศึกษาหรือซื้ออุปกรณ์หมุนเวียนเพื่อฝึกนักเรียนต่อไปก็ดี ช่วงนั้นอุปกรณ์ให้ห้องขาดแคลนจริงๆ ดำเนินเรื่องให้ ผอ. ซื้ออุปกรณ์ใหม่นักเรียนใหม่ ได้คำตอบมาว่า "ตอนนี้เราไม่มีงบประมาณ" ปากเลยหลุดพูดไป เงินที่ได้มาจากการประกวดละคะ ได้คำตอบมาว่า "ทำไมเธอต้องถามเรื่องเงินนั่น
ฉันเป็นคนรับเงิน มันก็สิทธิ์ของฉัน จะเอาไปดาวน์รถ หรือทำอะไรก็เรื่องของฉัน" แน่นอนค่ะ เราเสียใจ และไม่วนกลับมาวงการราชการเน่าๆแบบนี้อีก...
- เวลาผ่านไป เราก็ต้องมีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม ทำงานอะไร ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องรับผิดอะไรมาก...เราเลือกไปทำงานเครื่องสำอางแบรนด์ดังที่แรก คือ M._.C หลายคนบอกว่าเข้ายากมาก ไปสัมภาษณ์ทั้งกล้าๆ กลัวๆ เพื่อเงินที่สูงเราต้องทำได้5555555 เราสัมภาษณ์แค่ 4 ด่าน บางคนก็ 6-7 รอบ เข้าห้องนู้น ออกห้องนี้ แต่ละคนแต่งตัวแบบเนี๊ยบละเฟอร์เฟคมาก ตัดมาที่เราเสื้อสเวตเตอร์สีดำคอเต่ากับกางเกงเลคกิ้ง สำหรับเราว่าเว่อร์มาก เขินมากตอนที่เดินออกจากบ้าน5555 ตอนที่สัมภาษณ์ตอบความเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่เฟคคำพูดให้น่าสงสารและดูดี หรือให้ความเห็นใจ แน่นอนค่ะ เราได้ทำงานที่นี่..
ด้วยสังคมที่ต่างไปอีกแบบทั้ง ของใช้ การแต่งตัว และค่าใช้จ่ายเครื่องสำอาง ไม่มีก็ไม่ได้ ก็ต้องซื้อออออออออออ ไม่จบไม่สิ้น...เรื่องปัญหาที่ทำงานทุกที่มันมีอยู่แล้ว แย่งลูกค้า ยอดขายที่กดดัน มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย..เราก็บ๊ายบายที่นี่ ใครที่อยู่ได้คือ เจ้าที่ ......นั่นละค่ะ คือปัญหา......
- รอบนี้ เราก็ไม้พ้นเครื่องสำอางตามเคย เรามาสมัครแบรนด์ที่มีพ่อครัว บิว....บุฟเฟ่ต์ ที่นี่มีการอบรมกินนอนที่บริษัทจัดไว้ให้ก่อนลงหน้าร้าน 1 เดือน สอนการแต่งหน้าและสอนทักษะการขายแต่ละตัวสินค้าเป็นอย่างดี ทำงานที่นี่สนุกแต่ก็ไม่เสมอไป.....เมื่อมีเรื่องการจัดระบบสต๊อคเข้ามาในทุกๆเดือน..
เป็นปัญหาหลายๆคนที่ต้องเจอ ใช่ค่ะ สินค้ามีเวลาเหลือ 11 เดือน ก่อนที่จะหมดอายุ แต่หักเงินพนักงานจ้าาาาา...มีกี่ชิ้นก็คูณไป เช่น สินค้าราคา 2,790 x4 ชิ้นในร้าน = 11,160 บ. บางรายการยังไม่รวมสินค้าที่กำลังจะเข้ามาอีก และยังไม่รวมสินค้าอย่างอื่นที่มีของใกล้หมดอายุ รายได้ต่อเดือนแค่ หมื่นกว่าบาท โดนหักค่าของแบบนี้ทุกๆเดือน มีพนักงานคนอื่นก็หาร อยู่คนเดียวก็หักเต็มจ้าาาา...อยู่ทำไมละคะ บ๊ายบายตามเคย....
- รอบนี้มาทำงานแบรนด์เสื้อผ้าดังเหมือนกัน อยู่ในตัวสนามบิน ปัญหาเดิมๆ ของหายจ่ายอย่างเดียว ต่อให้พนักงานด้วยกันขโมยก็ต้องจ่าย..
- ครั้งนี้ก็เสื้อผ้าเหมือนกัน ดูแลจัดการเป็นอย่างดี แต่ปัญหาคือสต๊อครวมกับทุกๆแบรนด์ ใครจะหยิบจะขโมยไม่มีทางรู้ ละหลวมเรื่องตรวจค้นอยู่แล้ว...
เวลาทำงาน ก็เข้า ตี 3 เลิกไม่กำหนด เลิกได้ตอนที่พนักงานทุกคนในร้านพักเบรคเสร็จ...รอบแรกถึงกลับได้ เหนื่อยงานไม่เท่าไหร่ เหนื่อยมาใช้ค่าของหายนี่มันไม่ใช่.....
- รอบนี้สมัครเครื่องสำอางแบรนด์ดัง YS_ ทำได้พักใหญ่ พูดก็เหมือนระบาย ก็ระบายนั่นละ55555 ทำงานเครื่องสำอางมีแต่เสียตัง....
กินอิ่ม นอนสบาย ดีกว่านอนก่ายหน้าผาก ใช้วันละ 200 ..เพราะวันละ 200. ไม่มีจริงในจำกัดของมนุษย์เงินเดือน.....
หมดไปเท่าไหร่กับเครื่องสำอางในแต่ละเดือน...ทั้งของใช้ เสื้อผ้า การแต่งตัวกับสังคมเปลือกๆ..555.
ไม่เหนื่อยเหรอ..ที่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่มี แต่พยายามให้มี ... เฮ้อออออออ....
ขนาดคิดค่าค่ารถ ค่ากินก็เหนื่อยแล้ว.. 🤣🤣🤣 ที่มาพูดนี่..คือฟังมาเยอะ..ฟังที่เล่า ที่อวดมามันตลก..เบื่อสังคมแบบนี้จริงๆ.
จุกจิกไม่มีวันหยุด บางทีอยากอยู่เงียบๆ แต่ก็ต้องฟังตามมารยาท ต่อหน้านี่คุยดี..พอหันหลังก็นินทากันเอง.. นี่คือสังคม ขายเครื่องสำอาง....
พักเหนื่อย พักสมอง มาเดือนกว่า คิดว่าทำงานอะไร ที่ไม่ต้องสนใจเงินเดือนมาก เอาที่เราสบายใจกับการทำงาน ไม่อยากเหนื่อยกับการเริ่มใหม่...
เงินเดือนมาก น้อย มันอยู่ที่เราจัดการมันยังไง...เงินเดือนน้อยไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ไม่ได้.....มันอยู่ที่เรา...
- เราตัดสินใจทำงาน 7-11 เป็นงานที่เรารู้หน้าที่ว่าเราจะต้องทำอะไรในแต่ละวัน กับระบบจัดการที่ดี ทำในส่วนที่เรารับผิดชอบ ต่างคนต่างรู้หน้าที่ ไม่ต้องมากดดันอะไร แค่เราใช้สมองปรับเข้าหาลูกค้ารับมือในแต่ละแบบแค่นั้น... ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าแต่งตัว ไม่มีค่าสังคม บางคนบอกเงินเดือนน้อย เป็นได้แค่พนักงาน ....เราก็ย้อนถามนะคะว่า "พี่ทำงานที่เงินเยอะๆแล้วเป้าหมายของพี่คืออะไร...ให้คนอื่นรู้ว่าแค่ว่าทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ แต่คนอื่นเขามองว่าพี่ประสบความสำเร็จแล้วรึยังมากกว่านะคะ" ....แต่ตอนนี้เราอายุ 25 มีบ้านอยู่สบายๆ มีรถ และมีเงินเก็บในแต่ละเดือน...มันคือสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้เหรอ...สำหรับเราแล้วตอนนี้ เราภูมิใจกับสิ่งที่เราทำตอนนี้พอ....เดะก็ตายแล้ว....555555
หลายคนแนะนำนะว่าทำไมไม่ไปทำงานในออฟฟิต นั่งสวยๆ อยู่หน้าคอมสบายๆ ไม่ก็ไปสมัครสอบราชการ...มันก็แล้วแต่คนเลือกค่ะ...
แต่ที่เราตั้งกระทู้นี้ ไม่ได้ยกยอให้มองการทำงานแบบนี้ดีนะคะ แต่คือเราเลือกที่จะทำแล้ว...อยากให้กำลังใจคนที่ทำงานประเภทเดียวกัน และในทุกๆสังคม
...........บางเรื่องไม่คงไม่น่าอายถ้าเรากล้าจะทำ...คุณค่าของการใช้ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาชีพ..แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะจัดการชีวิตของเราได้ยังไง
งานทุกงานมีเกียรติในหน้าที่ตัวเอง...จะประสบความสำเร็จได้ในแบบไหน..มันอยู่ที่มุมมองที่คุณคิดเท่านั้น....
...บางคนแต่งตัวดี แต่หนี้เต็มตัว...หมุนแทบจะไม่ทัน.....
...บางคนทำงานธรรมดา..แต่ค่อยๆประสบความสำเร็จในแต่ละจุด..ในสิ่งที่เขาทำได้..ทั้งความภูมิใจและโอกาสมันต่างกันเท่านั้นเอง...
มันสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะคิดมันไม่ผิด..แต่จะผิดมากที่คุณคิดดูถูกคนอื่น......ทั้งๆที่คุณไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย...
แค่ในสมองที่คิดก็ไม่มีดีละ.....
.....บางคนทำงานเซเว่น ไม่ได้แปลว่าเขาทำงานที่อื่นไม่ได้หรือไม่มีการศึกษา ไม่มีโอกาสนะ อีกมุมนึง เขาอาจจะมีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง แล้วก็ได้แค่ทำให้มีรายได้ทุกๆเดือนก็เป็นได้......น้องๆที่ทำงานอยู่ หรือเรียนไปด้วย สู้ๆนะคะ......แค่เราตั้งใจ อาชีพไหนๆเราก็ทำได้ทั้งหมด....
ทุกคนต่างมีโอกาสทำ และความคิด การให้ไม่เหมือนกัน....แต่ชีวิตเป็นของเราอยู่ที่เรากำหนดว่าจะให้ชีวิตเราไปทางไหน......
ทำงานที่ไหนก็ไม่สบายใจเท่าทำงาน 7-11
.ก่อนที่จะเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา...แนะนำตัวก่อนเลยนะคะ....
ฐานะครอบครัวเรายากจน..อยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คน มีตา ยาย และแม่ เราเป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่นตั้งแต่เล็ก ช่วยทางบ้านยกหิน แบกทรายเท่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะทำได้ จนกระทั่งเราได้อายุ 8-9 ขวบได้ เกิดเหตุการณ์ตายายเสียพร้อมกัน อยู่กับแม่ลำพัง ช่วงนั้นแม่ก็หมดหนทางที่จะดูแลเรา เลยยกเราให้คนอื่นดูแลตลอดระยะเวลา 13 ปี ดูแลทั้งดีและทรมานในเวลาเดียวกัน (แต่จะไม่เลือกพูดดีกว่ายังไงก็ผ่านมาแล้ว ถ้าใช้คำสรุปสั้นๆ ก็ คนใช้ก็ทาสดีๆนั่นละ เราไม่ใช่ลูกเขาอะนะ แต่เราก็ต้องทนยังดีมีอาหารเหลือที่เขาให้กินทุกวัน ดีกว่าอดอยาก) โตมาได้พอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเองบ้าง ตัดสินใจ หนีออกจากบ้านนั้นมา...
อันดับแรกที่เราต้องทำเลยคือต้องเรียน แล้วจะเรียนอะไรละ ที่มีเงินด้วย แน่นอนละค่ะ ทำงานไปเรียนไปเลี้ยงตัวเองด้วย ส่งให้แม่ด้วย เราเลือกเรียน กศน.
แล้วก็เรียน มสธ.ควบคู่กันไปด้วยพร้อมกัน (เรียนแบบเก็บสะสมชุดวิชาเพื่อเทียบโอนเวลาที่เราเรียนระดับปริญญาตรี เหมือนเรียนล่วงหน้าในเวลาเดียวกัน)
- ช่วงเรียนนั้นก็ทำงานเป็นเด็กเสริฟวันละ 250 บ. ในร้านอาหารเล็กๆ เพื่อสะดวกต่อการขอไปเรียนในวันอาทิตย์และไปสอบ...แบ่งเงินไว้เรียนและค่าหนังสือ วันละ 200 ส่วน 50 ก็กิน... ค่าเดินทาง คือ เดินค่ะ5555 ทำงานนี้จนเรียนจบ ม.6 แต่โชคร้ายร้านอาหารนี้ขายไม่ดีก็ปิดตัวลง เราต้องหางานใหม่ ใกล้บ้านหน่อย
- ใช่ค่ะ เราสมัครทำ 7-11 แบบพาร์ทไทม์ เพื่อที่จะหยุดได้ แน่นอนละค่ะ ใครที่ไม่เคยทำงาน หรือทำงานนี้มาแล้ว หลายคนจะคิดว่ามันเหนื่อย หนัก
ในรูปแบบงานต่างๆ แต่เรื่องอื่นแต่ละร้านมีระบบจัดการที่ไม่เหมือนกัน เราโชคดีอยู่ร้านที่รักกันเหมือนครอบครัว เป็นแบบพี่น้องกัน หุงข้าวกินกันเป็นวงใหญ่ๆ ใครมีกับข้าวก็มาแบ่งๆกัน กินด้วยกัน เดือนไหน ยอดขายดี แน่นอนค่ะ เรามีฉลองในแบบที่ ที่ทำงานอื่นไม่มี จนเรียนจบ ป.ตรี มันเป็นความประทับใจการทำงานที่ไม่เคยลืม ช่วงนั้นแม่ไม่สบายหนัก เราต้องลาออกจากงาน ต้องกลับไปดูแลแม่อย่างใกล้ชิด...
- แม่ดีขึ้นหน่อย เราต้องหางานทำใหม่ เลือกทำงาน WS งานบริการเหมือนเดิม แต่ทำได้ 11 เดือน ก็ลาออกเหตุเพราะพนักงานในร้านเดียวกันขโมยของแต่ต้องรับผิดชอบ หักค่าของหายในแต่ละเดือน...
- รอบนี้สมัครเป็นครูสอนวิชาศิลปะ ในโรงเรียนนึง สร้างผลงานพาเด็กไปประกวดวาดภาพชนะระดับประเทศมาแล้วก็มี เยอะมาก....แน่นอน ชีวิตคือละครในทีวี เราสอน เราฝึกเด็ก พอเด็กชนะมาหลายเวที บอกตัวเองเป็นคนสอน ใส่ชื่อตัวเองในแฟ้มผลงานทุกอย่างเพราะเป็นหัวหน้าสาระวิชานี้ นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องเน่าๆ อาหารกลางวันเด็กที่กินอย่างกะเซ่นผี ลูกชิ้น ผ่า 4 , ได้เงินจากประกวดวาดภาพ 1 แสน ซึ่ง ผอ.ขึ้นไปรับเองบนเวทีแล้วเงินนั้น ก็หายไป เดือนถัดมา ผอ.ออกรถป้ายแดงมาใหม่ น่าจะล่านกว่าๆ..ใจก็ไม่ได้คิดอะไร เรื่องของเขาอะนะ ด้วยเราทั้งเด็กก็ไม่ค่อยกล้าถามถึงเรื่องนั้น...ถ้าให้เด็กไว้เป็นทุนการศึกษาหรือซื้ออุปกรณ์หมุนเวียนเพื่อฝึกนักเรียนต่อไปก็ดี ช่วงนั้นอุปกรณ์ให้ห้องขาดแคลนจริงๆ ดำเนินเรื่องให้ ผอ. ซื้ออุปกรณ์ใหม่นักเรียนใหม่ ได้คำตอบมาว่า "ตอนนี้เราไม่มีงบประมาณ" ปากเลยหลุดพูดไป เงินที่ได้มาจากการประกวดละคะ ได้คำตอบมาว่า "ทำไมเธอต้องถามเรื่องเงินนั่น
ฉันเป็นคนรับเงิน มันก็สิทธิ์ของฉัน จะเอาไปดาวน์รถ หรือทำอะไรก็เรื่องของฉัน" แน่นอนค่ะ เราเสียใจ และไม่วนกลับมาวงการราชการเน่าๆแบบนี้อีก...
- เวลาผ่านไป เราก็ต้องมีความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม ทำงานอะไร ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องรับผิดอะไรมาก...เราเลือกไปทำงานเครื่องสำอางแบรนด์ดังที่แรก คือ M._.C หลายคนบอกว่าเข้ายากมาก ไปสัมภาษณ์ทั้งกล้าๆ กลัวๆ เพื่อเงินที่สูงเราต้องทำได้5555555 เราสัมภาษณ์แค่ 4 ด่าน บางคนก็ 6-7 รอบ เข้าห้องนู้น ออกห้องนี้ แต่ละคนแต่งตัวแบบเนี๊ยบละเฟอร์เฟคมาก ตัดมาที่เราเสื้อสเวตเตอร์สีดำคอเต่ากับกางเกงเลคกิ้ง สำหรับเราว่าเว่อร์มาก เขินมากตอนที่เดินออกจากบ้าน5555 ตอนที่สัมภาษณ์ตอบความเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่เฟคคำพูดให้น่าสงสารและดูดี หรือให้ความเห็นใจ แน่นอนค่ะ เราได้ทำงานที่นี่..
ด้วยสังคมที่ต่างไปอีกแบบทั้ง ของใช้ การแต่งตัว และค่าใช้จ่ายเครื่องสำอาง ไม่มีก็ไม่ได้ ก็ต้องซื้อออออออออออ ไม่จบไม่สิ้น...เรื่องปัญหาที่ทำงานทุกที่มันมีอยู่แล้ว แย่งลูกค้า ยอดขายที่กดดัน มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย..เราก็บ๊ายบายที่นี่ ใครที่อยู่ได้คือ เจ้าที่ ......นั่นละค่ะ คือปัญหา......
- รอบนี้ เราก็ไม้พ้นเครื่องสำอางตามเคย เรามาสมัครแบรนด์ที่มีพ่อครัว บิว....บุฟเฟ่ต์ ที่นี่มีการอบรมกินนอนที่บริษัทจัดไว้ให้ก่อนลงหน้าร้าน 1 เดือน สอนการแต่งหน้าและสอนทักษะการขายแต่ละตัวสินค้าเป็นอย่างดี ทำงานที่นี่สนุกแต่ก็ไม่เสมอไป.....เมื่อมีเรื่องการจัดระบบสต๊อคเข้ามาในทุกๆเดือน..
เป็นปัญหาหลายๆคนที่ต้องเจอ ใช่ค่ะ สินค้ามีเวลาเหลือ 11 เดือน ก่อนที่จะหมดอายุ แต่หักเงินพนักงานจ้าาาาา...มีกี่ชิ้นก็คูณไป เช่น สินค้าราคา 2,790 x4 ชิ้นในร้าน = 11,160 บ. บางรายการยังไม่รวมสินค้าที่กำลังจะเข้ามาอีก และยังไม่รวมสินค้าอย่างอื่นที่มีของใกล้หมดอายุ รายได้ต่อเดือนแค่ หมื่นกว่าบาท โดนหักค่าของแบบนี้ทุกๆเดือน มีพนักงานคนอื่นก็หาร อยู่คนเดียวก็หักเต็มจ้าาาา...อยู่ทำไมละคะ บ๊ายบายตามเคย....
- รอบนี้มาทำงานแบรนด์เสื้อผ้าดังเหมือนกัน อยู่ในตัวสนามบิน ปัญหาเดิมๆ ของหายจ่ายอย่างเดียว ต่อให้พนักงานด้วยกันขโมยก็ต้องจ่าย..
- ครั้งนี้ก็เสื้อผ้าเหมือนกัน ดูแลจัดการเป็นอย่างดี แต่ปัญหาคือสต๊อครวมกับทุกๆแบรนด์ ใครจะหยิบจะขโมยไม่มีทางรู้ ละหลวมเรื่องตรวจค้นอยู่แล้ว...
เวลาทำงาน ก็เข้า ตี 3 เลิกไม่กำหนด เลิกได้ตอนที่พนักงานทุกคนในร้านพักเบรคเสร็จ...รอบแรกถึงกลับได้ เหนื่อยงานไม่เท่าไหร่ เหนื่อยมาใช้ค่าของหายนี่มันไม่ใช่.....
- รอบนี้สมัครเครื่องสำอางแบรนด์ดัง YS_ ทำได้พักใหญ่ พูดก็เหมือนระบาย ก็ระบายนั่นละ55555 ทำงานเครื่องสำอางมีแต่เสียตัง....
กินอิ่ม นอนสบาย ดีกว่านอนก่ายหน้าผาก ใช้วันละ 200 ..เพราะวันละ 200. ไม่มีจริงในจำกัดของมนุษย์เงินเดือน.....
หมดไปเท่าไหร่กับเครื่องสำอางในแต่ละเดือน...ทั้งของใช้ เสื้อผ้า การแต่งตัวกับสังคมเปลือกๆ..555.
ไม่เหนื่อยเหรอ..ที่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่มี แต่พยายามให้มี ... เฮ้อออออออ....
ขนาดคิดค่าค่ารถ ค่ากินก็เหนื่อยแล้ว.. 🤣🤣🤣 ที่มาพูดนี่..คือฟังมาเยอะ..ฟังที่เล่า ที่อวดมามันตลก..เบื่อสังคมแบบนี้จริงๆ.
จุกจิกไม่มีวันหยุด บางทีอยากอยู่เงียบๆ แต่ก็ต้องฟังตามมารยาท ต่อหน้านี่คุยดี..พอหันหลังก็นินทากันเอง.. นี่คือสังคม ขายเครื่องสำอาง....
พักเหนื่อย พักสมอง มาเดือนกว่า คิดว่าทำงานอะไร ที่ไม่ต้องสนใจเงินเดือนมาก เอาที่เราสบายใจกับการทำงาน ไม่อยากเหนื่อยกับการเริ่มใหม่...
เงินเดือนมาก น้อย มันอยู่ที่เราจัดการมันยังไง...เงินเดือนน้อยไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ไม่ได้.....มันอยู่ที่เรา...
- เราตัดสินใจทำงาน 7-11 เป็นงานที่เรารู้หน้าที่ว่าเราจะต้องทำอะไรในแต่ละวัน กับระบบจัดการที่ดี ทำในส่วนที่เรารับผิดชอบ ต่างคนต่างรู้หน้าที่ ไม่ต้องมากดดันอะไร แค่เราใช้สมองปรับเข้าหาลูกค้ารับมือในแต่ละแบบแค่นั้น... ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าแต่งตัว ไม่มีค่าสังคม บางคนบอกเงินเดือนน้อย เป็นได้แค่พนักงาน ....เราก็ย้อนถามนะคะว่า "พี่ทำงานที่เงินเยอะๆแล้วเป้าหมายของพี่คืออะไร...ให้คนอื่นรู้ว่าแค่ว่าทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ แต่คนอื่นเขามองว่าพี่ประสบความสำเร็จแล้วรึยังมากกว่านะคะ" ....แต่ตอนนี้เราอายุ 25 มีบ้านอยู่สบายๆ มีรถ และมีเงินเก็บในแต่ละเดือน...มันคือสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้เหรอ...สำหรับเราแล้วตอนนี้ เราภูมิใจกับสิ่งที่เราทำตอนนี้พอ....เดะก็ตายแล้ว....555555
หลายคนแนะนำนะว่าทำไมไม่ไปทำงานในออฟฟิต นั่งสวยๆ อยู่หน้าคอมสบายๆ ไม่ก็ไปสมัครสอบราชการ...มันก็แล้วแต่คนเลือกค่ะ...
แต่ที่เราตั้งกระทู้นี้ ไม่ได้ยกยอให้มองการทำงานแบบนี้ดีนะคะ แต่คือเราเลือกที่จะทำแล้ว...อยากให้กำลังใจคนที่ทำงานประเภทเดียวกัน และในทุกๆสังคม
...........บางเรื่องไม่คงไม่น่าอายถ้าเรากล้าจะทำ...คุณค่าของการใช้ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาชีพ..แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะจัดการชีวิตของเราได้ยังไง
งานทุกงานมีเกียรติในหน้าที่ตัวเอง...จะประสบความสำเร็จได้ในแบบไหน..มันอยู่ที่มุมมองที่คุณคิดเท่านั้น....
...บางคนแต่งตัวดี แต่หนี้เต็มตัว...หมุนแทบจะไม่ทัน.....
...บางคนทำงานธรรมดา..แต่ค่อยๆประสบความสำเร็จในแต่ละจุด..ในสิ่งที่เขาทำได้..ทั้งความภูมิใจและโอกาสมันต่างกันเท่านั้นเอง...
มันสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะคิดมันไม่ผิด..แต่จะผิดมากที่คุณคิดดูถูกคนอื่น......ทั้งๆที่คุณไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย...
แค่ในสมองที่คิดก็ไม่มีดีละ.....
.....บางคนทำงานเซเว่น ไม่ได้แปลว่าเขาทำงานที่อื่นไม่ได้หรือไม่มีการศึกษา ไม่มีโอกาสนะ อีกมุมนึง เขาอาจจะมีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง แล้วก็ได้แค่ทำให้มีรายได้ทุกๆเดือนก็เป็นได้......น้องๆที่ทำงานอยู่ หรือเรียนไปด้วย สู้ๆนะคะ......แค่เราตั้งใจ อาชีพไหนๆเราก็ทำได้ทั้งหมด....
ทุกคนต่างมีโอกาสทำ และความคิด การให้ไม่เหมือนกัน....แต่ชีวิตเป็นของเราอยู่ที่เรากำหนดว่าจะให้ชีวิตเราไปทางไหน......