โลกนี้มักมี สิ่งที่ไม่คาดคิด เกิดขึ้นได้เสมอๆ แม้กระทั่งสินค้าที่เราเห็นกันในปัจจุบันรวมถึงเทคโนโลยีอีกหลายอย่างๆที่เราคิดว่ามันสุดยอดเสียเหลือเกิน แท้ที่จริงบางชิ้นบางอันเป็นการกำเนิดขึ้นมาแบบที่ไม่ตั้งใจ
ลู่วิ่ง หรือ Treadmill ต้นกำเหนิดมาจากใน " คุก "
ลู่วิ่ง มีที่มาจากอะไร
ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปพบว่า ... TREADMILL นั้น มีต้นกำเนิดมาจากการลงโทษผู้ต้องขังในคุกของประเทศสหราชอาณาจักร
ในปี 1818 วิศวกรโยธาชาวอังกฤษ นามว่า Sir William Cubitt ได้ออกแบบเครื่องมือชนิดหนึ่ง เรียกว่า "Tread-Wheel" เพื่อนำมาใช้ลงโทษนักโทษที่เกียจคร้าน หรือขัดขืน
เครื่องนี้ทำงานโดยให้นักโทษ ขึ้นย่ำวนๆไป ในลักษณะเหมือนปีนขั้นบันได เป็นวงล้อ ต่อเนื่องกะละ 8 ชั่วโมง โดยพลังงานที่ได้จากการย่ำ ระบบสายพานจะนำไปแปรเป็นการปั๊มน้ำ หรือการบดเมล็ดพืช จึงเป็นที่มาของอีกชื่อที่เราคุ้นหู คือ Tread (แปลว่า ย่ำ) + Mill (แปลว่า โรงสี)
ในปี 1824 เครื่องมือนี้ ได้รับความนิยมสูงสุดในคุกของประเทศสหราชอาณาจักร และฝั่งประเทศอเมริกาด้วยเช่นกัน เครื่องมือนี้ถูกใช้งานยาวนานมาจนถึงประมาณปลายศตวรรษที่ 19 จนได้รับการยกเลิกไปในที่สุด ด้วยเหตุผลว่ามัน "ทารุณเกินไป" ...
ความทารุณ มาจากการต้องย่ำต่อเนื่องนาน 8 ชั่วโมง โดยไม่ได้รับสารอาหาร น้ำ อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และความทรมาน
(ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: เพจ วิ่งดิหมอ)
Cr.
https://www.facebook.com/vingdimor/photos/a.286180955526279/504581240352915/
กำเนิดเตาอบไมโครเวฟ

ในปี ค.ศ.1946 ณ
บริษัทเรย์ทีออน (Raytheon Corporation)
เพอร์ซี สเปนเซอร์ ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่า แท่งช็อคโกแล็ตในกระเป๋าของเขาละลายเมื่อเขาอยู่หน้าอุปกรณ์แม็กเนตรอน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลอดสุญญากาศที่สำคัญในระบบเรดาร์ สเปนเซอร์รู้สึกพิศวงเหลือเกิน จึงได้ลองเอาเม็ดข้าวโพดไปวางไว้ใกล้ ๆ เจ้าหลอดมหัศจรรย์นั่น ผลที่ได้น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ เพราะเม็ดข้าวโพดเริ่มปริพองออก แล้วพุ่งกระจายเต็มห้องแล็บ … (ไมโครเวฟ) ป๊อบคอร์นชุดแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ในเช้าวันต่อมา สเปนเซอร์กับเพื่อนวิศวกรคนหนึ่ง ได้ทดลองวางหลอดแม็กเนตรอนไว้ใกล้ ๆ กับไข่ดิบ แม้ว่าเขาจะทำการทดลองค่อนข้างระมัดระวัง โดยวางไข่ไว้ในหม้อที่เจาะรูด้านข้าง เพื่อให้มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เมื่อถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม ไข่ก็เริ่มสั่น … จากสั่นน้อย ๆ กลายเป็นเจ้าเข้า … คู่หูของสเปนเซอร์ก็เลยอดใจไม่ไหว แหย่หน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ และทันใดนั้น ไข่ก็ระเบิดออกกระจายเต็มหน้า ต้อนรับวิศวกรขี้สงสัย
“อย่างอบอุ่น” กลายเป็นตำนานเล่าขานจนถึงปัจจุบัน!
เมื่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทได้รับชมการสาธิต
“ไข่ระเบิด” แล้ว ก็ตัดสินใจลงทุนผลิตอุปกรณ์ทำอาหารแบบใหม่ล่าสุดนี้ แต่เนื่องจากชื่อที่ใช้เรียกในขณะนั้น คือ อุปกรณ์ให้ความร้อนไดอิเล็กทริกความถี่สูง (high frequency dielectric heating apparatus) ยาวมาก จึงมีการประกวดตั้งชื่อใหม่ และในที่สุดก็ได้ชื่อกิ๊บเก๋คือ
เรดาร์เรนจ์ (Radarange) ซึ่งย่อมาจาก Radar + Range เพราะหลอดแม็กเนตรอน ซึ่งเป็นหัวใจของเตาอบไมโครเวฟนับเป็นผลพลอยได้จากเทคโนโลยีเรดาร์นั่นเอง
เตาอบไมโครเวฟเวฟเครื่องแรกของโลกนั้นสูง 5 ฟุตครึ่ง หนักถึง 750 ปอนด์ แถมต้องต่อท่อน้ำระบายความร้อน และที่สำคัญคือแพงมาก (เครื่องละประมาณ 5000 ดอลลาร์!) จึงไม่น่าแปลกใจที่มีใช้แค่ในภัตตาคาร รถไฟและเรือเดินสมุทรเป็นหลักนานถึง 20 ปี!
ต่อมาในราวปี ค.ศ.1952-1955 บริษัทญี่ปุ่น ชื่อ
Tappan สามารถย่อขนาดหลอดแม็กเนตรอนได้สำเร็จ แถมยังกำจัดระบบระบายความร้อนด้วยน้ำออกไป คนทั่วไปก็เลยมีโอกาสได้ใช้เตาอบไมโครเวฟ โดยราคาเริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ จาก 1295 ดอลลาร์ ในปี ค.ศ.1955 จนถึง 495 ดอลลาร์ ในปี ค.ศ.1967
Cr.
https://www.sarakadee.com/2004/06/17/eggpan-and-microwave/
เครื่องกระตุ้นหัวใจ

“Pacemaker” หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝังในร่างกายมนุษย์ได้ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี 1960 โดยวิศวกรชาวอเมริกัน “Wilson Greatbatch” ที่ขณะนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในขณะที่เขาเดินไปดูการทดลองเขาก็พบว่ามีบางชิ้นส่วนที่ส่งเสียงเหมือนกับการบันทึกการเต้นของหัวใจเอาไว้ ทำให้เขาเริ่มคิดทดลองต่อและผลงานของเขาชิ้นแรกในเครื่องกระตุ้นหัวใจนี้อายุการใช้งานนาน 18 เดือนต่อแบต 1ชุด แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนามาต่อเนื่องจนเกิดประโยชน์แก่คนไข้ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก (ในเดือนพฤษภาคม 1958 เครื่องกระตุ้นหัวใจเครื่องแรกถูกฝังในสุนัข)
Cr.
https://www.clipmass.com/story/31506
ระเบิดและควันพิษสมัยจีนโบราณ

ดร. โจเฟซ นีดแฮม นักวิชาการด้านจีนศึกษาชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “วิทยาศาสตร์และอารยธรรมในประเทศจีน” เชื่อว่าแบบแผนการผสมสารหนูในดินปืนที่ชาวจีนใช้กันเป็นประจำในลูกระเบิดเป็นเสมือนสารพิษที่เสริมอาณุภาพทำลายล้าง
มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า มีการผสมยาพิษประหลาดและน่าสะพรึงหลายชนิดลงในระเบิดและลูกระเบิดมือของชาวจีนในสัดส่วนจำนวนมาก พิษที่น่าขยะแขยงชนิดหนึ่งไม่พ้น
ระเบิดอุจจาระในยุคกลาง
ระเบิดอุจจาระและสูตรของมันทำให้ลูกระเบิดส่งกลิ่นเหม็น แพร่กระจายฝุ่นอุจจาระรวมทั้งสารพิษที่ส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ไปทั่วพื้นที่ที่ระเบิด แน่นอนว่าส่วนผสมที่สำคัญคือ
อุจจาระคนตากให้แห้ง และบดเป็นผงร่อนให้ละเอียด ใช้สัดส่วนประมาณ 240 ออนซ์ ต่อระเบิดหนึ่งลูกที่มีน้ำหนักประมาณ 316 ออนซ์
ห่อลูกระเบิดนี้จะถูกขว้างด้วยเครื่องเหวี่ยงขว้าง ซึ่งบรรจุลูกระเบิดในห่วงเชือก แล้วใช้แขนกลเหวี่ยงสู่อากาศ ชนวนที่จุดไฟจะทำให้ลูกระเบิดเกิดระเบิดเหนือศีรษะฝ่ายตรงข้าม หรือหลังจากตกสู่พื้นไม่นานนักและจะเผาไหม้อย่างรุนแรง จากนั้นจะแพร่กระจายควันสกปรกเป็นหมอกหนาทึบ
การศึกของชนเผ่าในสมัย 400 ปีก่อนคริสตกาลก็มีเริ่มใช้สารพิษ เผาสารพิษแล้วสูบควันพิษไปตามท่อ ใช้หีบลมเป่าเข้าไปตามอุโมงค์ที่ศัตรูสร้าง ในยุคกลางก็ใช้วิธีทิ้งลูกระเบิดพิษและให้ระเบิดในอุโมงค์ และยังมีการใช้ควันบังตาซึ่งเทียบได้กับแก๊สน้ำตาสมัยใหม่ โดยใช้หีบลมเป่าผงปูนขาวละเอียดทำให้น้ำตาไหลไม่หยุด การใช้แก๊สน้ำตาในจีนเริ่มในศตวรรษที่ 2 เป็นอย่างช้า
Cr.silpa-mag.com/
Block and Tackle
Block and Tackle เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงประมาณ 200 ปี ก่อนคริสตกาล โดยการคิดค้นของ
“อาร์คิมิดิส” นักคณิตศาตร์และนักประดิษฐ์ชาวกรีก (ที่แก้ผ้าวิ่งกลางเมืองแล้วตะโกนว่ายูเรก้าน่ะแหละ) ในยุคก่อนที่จะมีการคิดค้น Block and Tackle นั้น การที่จะยกของหนัก 1 ตันจะต้องใช้คนยกถึง 40 คน แต่เมื่อมี Block and Tackle คนเพียงคนเดียวก็สามารถจะยกขึ้นได้
Block and Tackle คือระบบรอกแบบผ่อนแรง ที่มีรอกมากกว่า 1 ตัว ตัวรอกจะช่วยผ่อนแรงที่เราจะใช้ดึงวัตถุตามอัตราการทดรอก เช่น ใช้ระบบทด 10:1 น้ำหนัก 100 กิโลกรัมก็จะสามารถยกด้วยแรงยกแค่ 10 กิโลกรัม เมื่อสิ่งประดิษฐ์ของอาร์คิมิดิสแพร่หลาย ก็ทำให้วิทยาการของโลกเจริญรุดหน้าไปมาก
เพราะการสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ทำได้ง่ายขึ้นและเทคโนโลยีนี้ก็ยังถูกพัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างเครนใหญ่ๆ ที่เราใช้ในการสร้างตึกสูงๆ ทุกตัวก็ใช้รอกระบบที่อาร์คิมิดิสเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา เรียกได้ว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ จะไม่ได้สร้างง่ายแบบที่เป็นทุกวันนี้แน่นอน
Cr.
https://www.spokedark.tv/re/block-and-tackle-5/
ลิฟต์ตัวแรกของโลก - ลิฟต์โอทิส

มีรายงานว่าลิฟต์ตัวแรกของโลกคือลิฟต์ของโอทิส ลิฟต์แรกในโลกนั้นถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 150 ปีก่อนโดย Mr. Otis เมื่อเทียบกับลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลกลิฟต์ตัวแรกของโลกนี้สามารถเดินได้ประมาณ 10 เมตรต่อนาที ลิฟต์ที่ออกแบบมานั้นไม่ต้องใช้ความพยายามเลย แม้ว่าความเร็วจะไม่เร็วเท่ากับลิฟต์ที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน แต่สไตล์นั้นไม่เหมือนกับลิฟต์ปัจจุบัน แต่ลิฟต์แรกของโลกนั้นเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาของมนุษย์
ตามความรู้ที่เกี่ยวข้องในปี 1854 ที่งาน World Expo จัดขึ้นที่ Crystal Palace ในนิวยอร์กผู้ออกแบบลิฟต์รายแรกของโลกคือ American Eliza Graves Otis แสดงให้เห็นถึงการประดิษฐ์ของเขาสู่โลกเป็นครั้งแรก นายโอทิสยืนอยู่บนแท่นยกที่เต็มไปด้วยสินค้าสั่งให้ผู้ช่วยดึงแพลตฟอร์มขึ้นไปจนถึงความสูงที่ผู้ชมมองเห็นจากนั้นส่งสัญญาณไปยังผู้ช่วยเพื่อตัดสายลิฟต์ของลิฟต์ ขวานคม น่าแปลกที่ลิฟต์ไม่ได้ชน แต่ได้รับการแก้ไขอย่างแน่นหนาในกลางอากาศ - อุปกรณ์ความปลอดภัยในการยกที่ Mr. Otis เป็นผู้คิดค้น "ทุกอย่างปลอดภัยสุภาพบุรุษ" นายโอทิสยืนอยู่บนแท่นลิฟต์โบกมือให้ผู้คนดู คงไม่มีใครคิดว่าลิฟต์เป็นลิฟต์ปลอดภัยตัวแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์และในแง่หนึ่งลิฟต์ตัวแรกของโลก
ในปี 1887 มีลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ DC ลิฟต์ตัวแรกของโลกได้รับการติดตั้งที่อาคาร 1889 New York De Mares ในปี 1900 ลิฟต์โดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ AC เริ่มปรากฏให้เห็น ในปี 1902 ชินด์เล่อร์ในสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาลิฟต์อัตโนมัติแบบกดปุ่มเครื่องแรกของโลกโดยใช้วิธีการควบคุมอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อปรับปรุงความสามารถในการขนส่งและความปลอดภัยของลิฟต์ ด้วยการถือกำเนิดของอาคารสูงพิเศษการออกแบบและเทคโนโลยีของลิฟต์ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและความหลากหลายของลิฟต์ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลิฟต์แห่งแรกของโลกที่ถูกลืมเลือนไป
Cr.
http://th.chinaescalator.com
สิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลก
ลู่วิ่ง หรือ Treadmill ต้นกำเหนิดมาจากใน " คุก "
ลู่วิ่ง มีที่มาจากอะไร
ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปพบว่า ... TREADMILL นั้น มีต้นกำเนิดมาจากการลงโทษผู้ต้องขังในคุกของประเทศสหราชอาณาจักร
ในปี 1818 วิศวกรโยธาชาวอังกฤษ นามว่า Sir William Cubitt ได้ออกแบบเครื่องมือชนิดหนึ่ง เรียกว่า "Tread-Wheel" เพื่อนำมาใช้ลงโทษนักโทษที่เกียจคร้าน หรือขัดขืน
เครื่องนี้ทำงานโดยให้นักโทษ ขึ้นย่ำวนๆไป ในลักษณะเหมือนปีนขั้นบันได เป็นวงล้อ ต่อเนื่องกะละ 8 ชั่วโมง โดยพลังงานที่ได้จากการย่ำ ระบบสายพานจะนำไปแปรเป็นการปั๊มน้ำ หรือการบดเมล็ดพืช จึงเป็นที่มาของอีกชื่อที่เราคุ้นหู คือ Tread (แปลว่า ย่ำ) + Mill (แปลว่า โรงสี)
ในปี 1824 เครื่องมือนี้ ได้รับความนิยมสูงสุดในคุกของประเทศสหราชอาณาจักร และฝั่งประเทศอเมริกาด้วยเช่นกัน เครื่องมือนี้ถูกใช้งานยาวนานมาจนถึงประมาณปลายศตวรรษที่ 19 จนได้รับการยกเลิกไปในที่สุด ด้วยเหตุผลว่ามัน "ทารุณเกินไป" ...
ความทารุณ มาจากการต้องย่ำต่อเนื่องนาน 8 ชั่วโมง โดยไม่ได้รับสารอาหาร น้ำ อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และความทรมาน
(ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: เพจ วิ่งดิหมอ)
Cr. https://www.facebook.com/vingdimor/photos/a.286180955526279/504581240352915/
กำเนิดเตาอบไมโครเวฟ
ในปี ค.ศ.1946 ณ บริษัทเรย์ทีออน (Raytheon Corporation) เพอร์ซี สเปนเซอร์ ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่า แท่งช็อคโกแล็ตในกระเป๋าของเขาละลายเมื่อเขาอยู่หน้าอุปกรณ์แม็กเนตรอน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลอดสุญญากาศที่สำคัญในระบบเรดาร์ สเปนเซอร์รู้สึกพิศวงเหลือเกิน จึงได้ลองเอาเม็ดข้าวโพดไปวางไว้ใกล้ ๆ เจ้าหลอดมหัศจรรย์นั่น ผลที่ได้น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ เพราะเม็ดข้าวโพดเริ่มปริพองออก แล้วพุ่งกระจายเต็มห้องแล็บ … (ไมโครเวฟ) ป๊อบคอร์นชุดแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ในเช้าวันต่อมา สเปนเซอร์กับเพื่อนวิศวกรคนหนึ่ง ได้ทดลองวางหลอดแม็กเนตรอนไว้ใกล้ ๆ กับไข่ดิบ แม้ว่าเขาจะทำการทดลองค่อนข้างระมัดระวัง โดยวางไข่ไว้ในหม้อที่เจาะรูด้านข้าง เพื่อให้มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เมื่อถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม ไข่ก็เริ่มสั่น … จากสั่นน้อย ๆ กลายเป็นเจ้าเข้า … คู่หูของสเปนเซอร์ก็เลยอดใจไม่ไหว แหย่หน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ และทันใดนั้น ไข่ก็ระเบิดออกกระจายเต็มหน้า ต้อนรับวิศวกรขี้สงสัย “อย่างอบอุ่น” กลายเป็นตำนานเล่าขานจนถึงปัจจุบัน!
เมื่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทได้รับชมการสาธิต “ไข่ระเบิด” แล้ว ก็ตัดสินใจลงทุนผลิตอุปกรณ์ทำอาหารแบบใหม่ล่าสุดนี้ แต่เนื่องจากชื่อที่ใช้เรียกในขณะนั้น คือ อุปกรณ์ให้ความร้อนไดอิเล็กทริกความถี่สูง (high frequency dielectric heating apparatus) ยาวมาก จึงมีการประกวดตั้งชื่อใหม่ และในที่สุดก็ได้ชื่อกิ๊บเก๋คือ เรดาร์เรนจ์ (Radarange) ซึ่งย่อมาจาก Radar + Range เพราะหลอดแม็กเนตรอน ซึ่งเป็นหัวใจของเตาอบไมโครเวฟนับเป็นผลพลอยได้จากเทคโนโลยีเรดาร์นั่นเอง
เตาอบไมโครเวฟเวฟเครื่องแรกของโลกนั้นสูง 5 ฟุตครึ่ง หนักถึง 750 ปอนด์ แถมต้องต่อท่อน้ำระบายความร้อน และที่สำคัญคือแพงมาก (เครื่องละประมาณ 5000 ดอลลาร์!) จึงไม่น่าแปลกใจที่มีใช้แค่ในภัตตาคาร รถไฟและเรือเดินสมุทรเป็นหลักนานถึง 20 ปี!
ต่อมาในราวปี ค.ศ.1952-1955 บริษัทญี่ปุ่น ชื่อ Tappan สามารถย่อขนาดหลอดแม็กเนตรอนได้สำเร็จ แถมยังกำจัดระบบระบายความร้อนด้วยน้ำออกไป คนทั่วไปก็เลยมีโอกาสได้ใช้เตาอบไมโครเวฟ โดยราคาเริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ จาก 1295 ดอลลาร์ ในปี ค.ศ.1955 จนถึง 495 ดอลลาร์ ในปี ค.ศ.1967
Cr.https://www.sarakadee.com/2004/06/17/eggpan-and-microwave/
เครื่องกระตุ้นหัวใจ
“Pacemaker” หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝังในร่างกายมนุษย์ได้ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี 1960 โดยวิศวกรชาวอเมริกัน “Wilson Greatbatch” ที่ขณะนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในขณะที่เขาเดินไปดูการทดลองเขาก็พบว่ามีบางชิ้นส่วนที่ส่งเสียงเหมือนกับการบันทึกการเต้นของหัวใจเอาไว้ ทำให้เขาเริ่มคิดทดลองต่อและผลงานของเขาชิ้นแรกในเครื่องกระตุ้นหัวใจนี้อายุการใช้งานนาน 18 เดือนต่อแบต 1ชุด แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนามาต่อเนื่องจนเกิดประโยชน์แก่คนไข้ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก (ในเดือนพฤษภาคม 1958 เครื่องกระตุ้นหัวใจเครื่องแรกถูกฝังในสุนัข)
Cr.https://www.clipmass.com/story/31506
ระเบิดและควันพิษสมัยจีนโบราณ
ดร. โจเฟซ นีดแฮม นักวิชาการด้านจีนศึกษาชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “วิทยาศาสตร์และอารยธรรมในประเทศจีน” เชื่อว่าแบบแผนการผสมสารหนูในดินปืนที่ชาวจีนใช้กันเป็นประจำในลูกระเบิดเป็นเสมือนสารพิษที่เสริมอาณุภาพทำลายล้าง
มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า มีการผสมยาพิษประหลาดและน่าสะพรึงหลายชนิดลงในระเบิดและลูกระเบิดมือของชาวจีนในสัดส่วนจำนวนมาก พิษที่น่าขยะแขยงชนิดหนึ่งไม่พ้นระเบิดอุจจาระในยุคกลาง
ระเบิดอุจจาระและสูตรของมันทำให้ลูกระเบิดส่งกลิ่นเหม็น แพร่กระจายฝุ่นอุจจาระรวมทั้งสารพิษที่ส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ไปทั่วพื้นที่ที่ระเบิด แน่นอนว่าส่วนผสมที่สำคัญคือ อุจจาระคนตากให้แห้ง และบดเป็นผงร่อนให้ละเอียด ใช้สัดส่วนประมาณ 240 ออนซ์ ต่อระเบิดหนึ่งลูกที่มีน้ำหนักประมาณ 316 ออนซ์
ห่อลูกระเบิดนี้จะถูกขว้างด้วยเครื่องเหวี่ยงขว้าง ซึ่งบรรจุลูกระเบิดในห่วงเชือก แล้วใช้แขนกลเหวี่ยงสู่อากาศ ชนวนที่จุดไฟจะทำให้ลูกระเบิดเกิดระเบิดเหนือศีรษะฝ่ายตรงข้าม หรือหลังจากตกสู่พื้นไม่นานนักและจะเผาไหม้อย่างรุนแรง จากนั้นจะแพร่กระจายควันสกปรกเป็นหมอกหนาทึบ
การศึกของชนเผ่าในสมัย 400 ปีก่อนคริสตกาลก็มีเริ่มใช้สารพิษ เผาสารพิษแล้วสูบควันพิษไปตามท่อ ใช้หีบลมเป่าเข้าไปตามอุโมงค์ที่ศัตรูสร้าง ในยุคกลางก็ใช้วิธีทิ้งลูกระเบิดพิษและให้ระเบิดในอุโมงค์ และยังมีการใช้ควันบังตาซึ่งเทียบได้กับแก๊สน้ำตาสมัยใหม่ โดยใช้หีบลมเป่าผงปูนขาวละเอียดทำให้น้ำตาไหลไม่หยุด การใช้แก๊สน้ำตาในจีนเริ่มในศตวรรษที่ 2 เป็นอย่างช้า
Cr.silpa-mag.com/
Block and Tackle
Block and Tackle เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงประมาณ 200 ปี ก่อนคริสตกาล โดยการคิดค้นของ “อาร์คิมิดิส” นักคณิตศาตร์และนักประดิษฐ์ชาวกรีก (ที่แก้ผ้าวิ่งกลางเมืองแล้วตะโกนว่ายูเรก้าน่ะแหละ) ในยุคก่อนที่จะมีการคิดค้น Block and Tackle นั้น การที่จะยกของหนัก 1 ตันจะต้องใช้คนยกถึง 40 คน แต่เมื่อมี Block and Tackle คนเพียงคนเดียวก็สามารถจะยกขึ้นได้
Block and Tackle คือระบบรอกแบบผ่อนแรง ที่มีรอกมากกว่า 1 ตัว ตัวรอกจะช่วยผ่อนแรงที่เราจะใช้ดึงวัตถุตามอัตราการทดรอก เช่น ใช้ระบบทด 10:1 น้ำหนัก 100 กิโลกรัมก็จะสามารถยกด้วยแรงยกแค่ 10 กิโลกรัม เมื่อสิ่งประดิษฐ์ของอาร์คิมิดิสแพร่หลาย ก็ทำให้วิทยาการของโลกเจริญรุดหน้าไปมาก
เพราะการสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ทำได้ง่ายขึ้นและเทคโนโลยีนี้ก็ยังถูกพัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างเครนใหญ่ๆ ที่เราใช้ในการสร้างตึกสูงๆ ทุกตัวก็ใช้รอกระบบที่อาร์คิมิดิสเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา เรียกได้ว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ จะไม่ได้สร้างง่ายแบบที่เป็นทุกวันนี้แน่นอน
Cr.https://www.spokedark.tv/re/block-and-tackle-5/
ลิฟต์ตัวแรกของโลก - ลิฟต์โอทิส
มีรายงานว่าลิฟต์ตัวแรกของโลกคือลิฟต์ของโอทิส ลิฟต์แรกในโลกนั้นถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 150 ปีก่อนโดย Mr. Otis เมื่อเทียบกับลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลกลิฟต์ตัวแรกของโลกนี้สามารถเดินได้ประมาณ 10 เมตรต่อนาที ลิฟต์ที่ออกแบบมานั้นไม่ต้องใช้ความพยายามเลย แม้ว่าความเร็วจะไม่เร็วเท่ากับลิฟต์ที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน แต่สไตล์นั้นไม่เหมือนกับลิฟต์ปัจจุบัน แต่ลิฟต์แรกของโลกนั้นเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาของมนุษย์
ตามความรู้ที่เกี่ยวข้องในปี 1854 ที่งาน World Expo จัดขึ้นที่ Crystal Palace ในนิวยอร์กผู้ออกแบบลิฟต์รายแรกของโลกคือ American Eliza Graves Otis แสดงให้เห็นถึงการประดิษฐ์ของเขาสู่โลกเป็นครั้งแรก นายโอทิสยืนอยู่บนแท่นยกที่เต็มไปด้วยสินค้าสั่งให้ผู้ช่วยดึงแพลตฟอร์มขึ้นไปจนถึงความสูงที่ผู้ชมมองเห็นจากนั้นส่งสัญญาณไปยังผู้ช่วยเพื่อตัดสายลิฟต์ของลิฟต์ ขวานคม น่าแปลกที่ลิฟต์ไม่ได้ชน แต่ได้รับการแก้ไขอย่างแน่นหนาในกลางอากาศ - อุปกรณ์ความปลอดภัยในการยกที่ Mr. Otis เป็นผู้คิดค้น "ทุกอย่างปลอดภัยสุภาพบุรุษ" นายโอทิสยืนอยู่บนแท่นลิฟต์โบกมือให้ผู้คนดู คงไม่มีใครคิดว่าลิฟต์เป็นลิฟต์ปลอดภัยตัวแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์และในแง่หนึ่งลิฟต์ตัวแรกของโลก
ในปี 1887 มีลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ DC ลิฟต์ตัวแรกของโลกได้รับการติดตั้งที่อาคาร 1889 New York De Mares ในปี 1900 ลิฟต์โดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ AC เริ่มปรากฏให้เห็น ในปี 1902 ชินด์เล่อร์ในสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาลิฟต์อัตโนมัติแบบกดปุ่มเครื่องแรกของโลกโดยใช้วิธีการควบคุมอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อปรับปรุงความสามารถในการขนส่งและความปลอดภัยของลิฟต์ ด้วยการถือกำเนิดของอาคารสูงพิเศษการออกแบบและเทคโนโลยีของลิฟต์ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและความหลากหลายของลิฟต์ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลิฟต์แห่งแรกของโลกที่ถูกลืมเลือนไป
Cr.http://th.chinaescalator.com