เขา (กล่าวหา?) ว่า “พระเจ้าตากสิน” เป็นบ้า! เปิดบันทึก-หลักฐานว่า “บ้า” อย่างไร?
หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้เดิมเป็นสมุดไทยมีหลายเล่ม สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า
เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชราชสนิทชำระขึ้นใหม่จากของเก่าหลายแห่งให้สมบูรณ์ขึ้น
เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายแล้วรัชกาลที่ 4 ทรงตรวจและแก้ไขด้วยพระองค์เอง
และเมื่อมีการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2457
กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงตรวจสอบแก้ไขตำนานในพระราชพงศาวดารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาได้อธิบายว่าพระเจ้าตากสินได้ทรงเจริญพระกรรมฐานบ่อยครั้งในช่วงหลายปีก่อนสิ้นรัชกาล
ครั้งหนึ่งที่ทรงเจริญพระกรรมฐานตามความว่า
“…สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเข้าทรงนั่งสมาธิให้โต๊ะแขกดู
ประมาณห้าบาทออกจากที่ทรงนั่งแล้ว ตรัสถามโต๊ะแขกว่าเห็นเป็นประการใดบ้าง
โต๊ะแขกกราบทูลว่าซึ่งทรงนั่งสมาธิอย่างนี้
อาจารย์ซึ่งได้เล่าเรียนมาแต่ก่อนจะได้พบเห็นเสมอพระองค์ดังนี้หามิได้…”
ดูเหมือนเรื่องพระกรรมฐานนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ที่สำคัญอันสะท้อนให้เห็นถึงการเสียพระสติ
และยังมีประเด็นเรื่องพระอารมณ์แปรปรวนอันเกี่ยวข้องกับการเสียพระสติในเวลาต่อมาด้วย
คือเรื่อง
พระเกษาหนึ่งเส้น
ใน พ.ศ. 2323 เจ้าพนักงานภูษามาลาแต่งเครื่องทรงใหญ่ให้พระเจ้าตากสิน
แต่เมื่อพระองค์ส่องพระฉายแล้วทอดพระเนตรเห็นพระเกษาเหนือพระกรรณซ้ายเหลืออยู่หนึ่งเส้นก็ทรงพิโรธว่า
“แกล้งทำประจานพระองค์เล่น” จึงตรัสถามสมเด็จฯ
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส ว่ามีโทษสถานใด
แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์กราบทูลว่าเจ้าพนักงานภูษามาลาคงมิได้แกล้งดังว่า
เมื่อนั้นพระเจ้าตากสินก็ทรงพิโรธสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอว่าเข้าข้างผู้กระทำความผิด
จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยน 100 ทีแล้วขังไว้
ส่วนเจ้าพนักงานภูษามาลาและพระยาอุทัยธรรมจางวาง รวม 3
คนให้นำไปประหารชีวิต
จากนั้นมีพระราชโองการให้ถอดพระอิสริยยศกรมขุนอินทรพิทักษ์
แต่เมื่อหายพิโรธแล้วจึงโปรดให้พ้นพระราชอาญา
แล้วพระราชทานพระอิสริยยศคืนดังเก่า
เรื่องพระเกษาหนึ่งเส้นนี้คงแต่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา
อันแสดงให้เห็นถึงพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินได้พอประมาณ
ทั้งเรื่องทรงเจริญพระกรรมฐานและพระอารมณ์แปรปรวนถึงการณ์สุขงอมประจวบเหมาะกันพอดิบพอดี พงศาวดารบันทึกว่า “
…ฝ่ายแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นผันแปรต่าง
ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งพระกรรมฐาน เสียพระสติ พระจริตก็ฟั่นเฟือนไป
ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า
ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปรกติเหมือนแต่ก่อน…
พระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส…” การเจริญพระกรรมฐานทำให้พระเจ้าตากสินดำริว่าพระองค์ทรงบรรลุเป็น
พระโสดาปัตติผล แล้วรับสั่งถามพระสงฆ์ว่า
“พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด”
สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ถวายวิสัชนาร่วมกับ พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย
(วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ)
ว่าไม่เห็นควรให้พระสงฆ์กราบไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นอริยบุคคล ความว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี
แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง
เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ
ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานั้นก็บ่มิควร” พระเจ้าตากสินก็พิโรธ มีพระราชโอการถอดยศสมณศักดิ์ลงและให้ลงพระราชอาญาตีหลัง
https://www.silpa-mag.com/history/article_35439
การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้คนเป็นบ้าได้เหรอครับ
หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้เดิมเป็นสมุดไทยมีหลายเล่ม สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า
เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชราชสนิทชำระขึ้นใหม่จากของเก่าหลายแห่งให้สมบูรณ์ขึ้น
เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายแล้วรัชกาลที่ 4 ทรงตรวจและแก้ไขด้วยพระองค์เอง
และเมื่อมีการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2457
กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงตรวจสอบแก้ไขตำนานในพระราชพงศาวดารให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาได้อธิบายว่าพระเจ้าตากสินได้ทรงเจริญพระกรรมฐานบ่อยครั้งในช่วงหลายปีก่อนสิ้นรัชกาล
ครั้งหนึ่งที่ทรงเจริญพระกรรมฐานตามความว่า
“…สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเข้าทรงนั่งสมาธิให้โต๊ะแขกดู
ประมาณห้าบาทออกจากที่ทรงนั่งแล้ว ตรัสถามโต๊ะแขกว่าเห็นเป็นประการใดบ้าง
โต๊ะแขกกราบทูลว่าซึ่งทรงนั่งสมาธิอย่างนี้
อาจารย์ซึ่งได้เล่าเรียนมาแต่ก่อนจะได้พบเห็นเสมอพระองค์ดังนี้หามิได้…”
ดูเหมือนเรื่องพระกรรมฐานนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ที่สำคัญอันสะท้อนให้เห็นถึงการเสียพระสติ
และยังมีประเด็นเรื่องพระอารมณ์แปรปรวนอันเกี่ยวข้องกับการเสียพระสติในเวลาต่อมาด้วย
คือเรื่องพระเกษาหนึ่งเส้น
ใน พ.ศ. 2323 เจ้าพนักงานภูษามาลาแต่งเครื่องทรงใหญ่ให้พระเจ้าตากสิน
แต่เมื่อพระองค์ส่องพระฉายแล้วทอดพระเนตรเห็นพระเกษาเหนือพระกรรณซ้ายเหลืออยู่หนึ่งเส้นก็ทรงพิโรธว่า
“แกล้งทำประจานพระองค์เล่น” จึงตรัสถามสมเด็จฯ
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส ว่ามีโทษสถานใด
แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์กราบทูลว่าเจ้าพนักงานภูษามาลาคงมิได้แกล้งดังว่า
เมื่อนั้นพระเจ้าตากสินก็ทรงพิโรธสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอว่าเข้าข้างผู้กระทำความผิด
จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยน 100 ทีแล้วขังไว้
ส่วนเจ้าพนักงานภูษามาลาและพระยาอุทัยธรรมจางวาง รวม 3
คนให้นำไปประหารชีวิต
จากนั้นมีพระราชโองการให้ถอดพระอิสริยยศกรมขุนอินทรพิทักษ์
แต่เมื่อหายพิโรธแล้วจึงโปรดให้พ้นพระราชอาญา
แล้วพระราชทานพระอิสริยยศคืนดังเก่า
เรื่องพระเกษาหนึ่งเส้นนี้คงแต่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา
อันแสดงให้เห็นถึงพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินได้พอประมาณ
ทั้งเรื่องทรงเจริญพระกรรมฐานและพระอารมณ์แปรปรวนถึงการณ์สุขงอมประจวบเหมาะกันพอดิบพอดี พงศาวดารบันทึกว่า “…ฝ่ายแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นผันแปรต่าง
ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งพระกรรมฐาน เสียพระสติ พระจริตก็ฟั่นเฟือนไป
ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า
ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปรกติเหมือนแต่ก่อน…
พระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส…” การเจริญพระกรรมฐานทำให้พระเจ้าตากสินดำริว่าพระองค์ทรงบรรลุเป็นพระโสดาปัตติผล แล้วรับสั่งถามพระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด”
สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ถวายวิสัชนาร่วมกับ พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย
(วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ)
ว่าไม่เห็นควรให้พระสงฆ์กราบไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นอริยบุคคล ความว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี
แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง
เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ
ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานั้นก็บ่มิควร” พระเจ้าตากสินก็พิโรธ มีพระราชโอการถอดยศสมณศักดิ์ลงและให้ลงพระราชอาญาตีหลัง
https://www.silpa-mag.com/history/article_35439