#คำแนะนำจากพี่ถึงน้องจบใหม่
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับน้องที่จบใหม่นะครับ 4 ปีที่ผ่านมาน้องคงได้เรียนรู้อะไรมากมาย และคงพร้อมจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ที่จบมาและเจอกับคำว่า
"หลังจากรับใบปริญญาใบนั้นมาแล้วจะทำอะไรต่อไป"
พี่ขอแนะนำน้องดังนี้ครับ
พี่ขอแนะนำให้น้องออกเดินทางก่อนจะหางานทำครับที่พี่พูดถึงคือพี่อยากให้น้องออกไปเที่ยวคนเดียว เดินทางคนเดียว ไปใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อนครับ ในเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 22 ปีจนวันที่เรียนจบนั้น เราเคยอยู่ด้วยตัวคนเดียวแล้วหรือยัง เคยเผชิญหน้ากับความจริงรอบข้างด้วยตัวคนเดียวแล้วหรือยัง ถ้ายัง นี่เป็นโอกาสดีที่น้องจะได้เดินทางด้วยตัวของน้องเองไปอยู่กับตัวของน้องเองในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา อยากให้น้องใช้เวลาสัก 7 วัน ในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อที่จะไปรู้จักตัวเอง บางที ความชอบความถนัด เราอาจจะพบเจอกับช่วงนี้ก็ได้ครับ เพราะหลังจากที่เรียนจบมานั้น พี่ชอบในสิ่งที่เพื่อนพี่ชอบ พี่ชอบในสิ่งที่พี่เรียนมา แต่พี่ไม่รู้เลยว่า ตัวพี่เองนั้นจริงๆแล้วพี่ชอบอะไร
แต่ไม่ต้องกลัวครับไม่ว่าเราจะเจอในสิ่งที่เราชอบแต่มันไม่ตรงกับที่เราเรียนมาในระยะเวลา 7 วันนี้ พี่อยากให้น้องคิดไว้ว่า สิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่จะต้องชอบ บางครั้งมันก็โหดร้าย แต่มันคือบันได ที่อาจจะทำให้เราก้าวไปเจอในสิ่งที่ชอบได้ในวันข้างหน้า อย่ากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่ชอบ เพราะอย่างไรก็ตามน้องก็ต้องเจอ
ที่บอกให้ไปในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่น้องพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวคนเดียวแล้วครับ อายุเราบรรลุนิติภาวะแล้วสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว เมื่อเราเริ่มทำงานเราจะไม่มีวันลายาวขนาดนี้แล้วครับ และเมื่อเรามีแฟนเราก็ไม่น่าจะได้ไปเที่ยวคนเดียวแล้วครับ
เมื่อออกไปค้นหาตัวเองออกไปรู้จักตัวเองเจอแล้วทีนี้ก็เริ่มกลับมาหางานทำครับ หางานที่เรารู้สึกว่าเราชอบเราอยากทำ แล้วสัมภาษณ์เลยครับ วิ่งหางานให้เหมือนคนที่กระหายอยากทำงาน อย่าส่งไปแค่บริษัทเดียวแล้วรอจนกว่าจะเรียกพอไม่ได้ก็ค่อยเปลี่ยน ไม่ต้องกลัวครับ ประเทศนี้ไม่ได้แคร์เรื่องการส่งใบสมัครไปหลายที่ เพราะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่ในการหาคนครับ ไม่ใช่เลือกคน คนที่เลือกคนจริงๆ คือหัวหน้าแผนกครับ
เริ่มงานครั้งแรกจำไว้ว่าเราจะเป็นน้องใหม่ครั้งสุดท้ายในชีวิต จากการทำงานในที่แรก แล้วทุกอย่างจะดีสุดๆ ในเวลา 14 วัน เพราะเราคือน้องใหม่ทำอะไรผิดพลาดก็จะไม่มีใครว่า แต่หลังจากนั้น เราก็ต้องรีบปรับปรุงตัว เพราะเราจะใช้คำว่าเพิ่งมาเริ่มทำงานไม่ได้อีกแล้ว
จะทำอย่างไรเมื่องานที่เริ่มทำไปงานแรกแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ?
คนเราไม่ต้องชอบอะไรไปเสียทุกสิ่งหรอกครับ ตอบมาตามตรงว่าเราชอบที่จะทำงาน หรือเราชอบที่จะได้เงินเดือน?
พี่ว่าอย่างหลังน่าจะมีคนตอบได้เยอะมากกว่านะครับ นั่นก็คือเงินเดือน ไม่ใช่เรื่องผิดครับเราทำงานเราก็ต้องได้เงินเราก็ต้องชั่งใจก่อนว่าเราเลือกอะไร ระหว่างความสุขในการทำงานกับเงินเดือนที่ได้รับ ถ้าเราเลือกความสุขที่จะทำงานนั่นแปลว่าถ้าเราลาออกเราจะไปเริ่มใหม่ได้เสมอเราไม่แคร์ว่า เงินที่มีเหลือจะใช้ต่อได้ไปอีกเมื่อไหร่ เรามีเงินสำรองอยู่แล้วไม่เดือดร้อน
ที่ลากมาถึงตรงนี้ก็คือเรามีสิทธิ์ที่จะลาออกครับ เมื่อเราไม่ชอบงานนั้นแต่เราควรจะมีศักดิ์ศรีที่จะลาออกแล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนผู้ปกครอง ไม่เดือดร้อนเพื่อน ในการต้องมารับผิดชอบการลาออกของเรา
และถ้าหากว่าทำไปหลายปีแล้วแล้วรู้สึกว่าเฮ้ยนี่มันไม่ใช่ มันยังไม่ใช่ตัวเรา เราเพิ่งค้นพบตัวเราเมื่อทำงานไปแล้ว 5 ถึง 10 ปีจะทำอย่างไร?
ขอให้กลับไปอย่างเดิมครับเรามีความสุขในการที่จะทำงานหรือมีความสุขที่จะได้รับเงินเดือน พี่ขอบอกไว้อย่างนึงเลยว่าถ้าวันนึง เรามีเงินใช้ชีวิตพอแล้วไม่มีหนี้สินแล้วไม่มีคำว่าสายเลยครับที่จะไปเริ่มใหม่กับสิ่งที่เราชอบ แม้เงินเดือนมันจะน้อยมากก็ตาม
คำถามฮิต....
ทำงานแล้วซื้อบ้านก่อนหรือซื้อรถก่อนดี?
แน่นอนว่าน้องส่วนใหญ่น่าจะมีรถจักรยานยนต์กันแล้วใช่ไหมครับ พี่แนะนำเลยว่าให้ซื้อรถก่อนครับ เพราะว่ารถผ่อนมากสุดก็แค่ 7 ปี เราสามารถปิดค่างวดรถได้ก่อนอยู่แล้ว และถือเป็นการฝึกวินัยในการใช้เงินตั้งแต่เนิ่นๆก็ดีครับ อย่ากลัวที่จะเรียกการมีทรัพย์สินว่าหนี้ เพราะพี่ถือว่ารถเป็นหนี้ที่ดีครับ และเมื่อผ่านไปในตอนที่เราผ่อนรถหมดแล้วถึงตอนนั้นเราจะสามารถออกแบบได้แล้วครับว่าเราจะซื้อบ้านแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ เพื่อจะใช้อยู่กับใครบ้าง ถึงตอนนี้เงินเดือนเราก็จะคงขึ้นไปแล้วจากวันนี้พอสมควรและอาจจะพอที่สามารถผ่อนรถและบ้านพร้อมกันได้ ถึงวันที่เรามีความพร้อมแบบนี้แล้วเราค่อยซื้อบ้านครับ
จะเก็บเงินอย่างไรดีครับ?
สำหรับพี่พี่แยกเงินไว้ 3 กองทั้งหมดครับ
กองที่ 1 เงินเก็บไว้เกษียณอายุ เนื่องจากงานเอกชนที่พวกเราทำไม่ได้มีบำเหน็จบำนาญเมื่อเราเกษียณนั่น แปลว่าเมื่อเราเกษียณจะไม่มีรายได้ ประกันสังคม ก็ให้เราไม่พอหรอกครับ เงินที่เก็บไว้เกษียณนั้น ขอแนะนำว่า ให้ลงไว้กับ กองทุน rmf ตัวไหนก็ได้ครับไม่ต้องเอาที่แพงมาก เพราะ rmf จะขายได้ก็ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปี เราสามารถมองความเติบโตของเงินเราได้ตลอดเวลา มีติดลบมีติดบวก สนุกดี แต่ขอบอกไว้เลยครับว่าอย่างไรก็ตาม rmf ถ้าเราถือไปในระยะยาวไม่มีทางขาดทุนอยู่แล้วครับ เปิดฝากไว้เดือนละ 500- 1,000 บาท ให้ตัดในบัญชีไปเลยครับ แล้วค่อยไปดูอีกทีตอนอายุ 55
แล้วประกันเกษียณแล้วครับดีหรือไม่ ตอบด้วยครับว่าดีแต่ด้วยนิสัยของคนเราเมื่อส่งไปแล้วเราไม่เห็นความคืบหน้าแบบ realtime เราก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราจ่ายให้ประกันนั้น เป็นรายจ่ายใช่หรือไม่ แล้วถ้าเราจะเวนคืน เราได้กลับมาน้อยมาก เราจะรู้สึกเสียดาย ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นตอนเราส่งประกันไปได้ 2 ปีครับ พี่เป็นมาแล้ว ดังนั้นประกันชีวิตแบบฝากยาวๆ พี่รู้สึกว่า มันทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นค่าใช้จ่าย มากกว่าเงินฝาก (ไม่ได้ห้ามที่จะให้ฝากประกันชีวิตนะครับมันเป็นทางเลือกที่ดี แต่เล่าให้ฟังถึง พฤติกรรม ที่เกิดขึ้นของพี่เอง)
กองที่ 2 เป็นเงินฝากก้อนเผื่อไว้ในยามฉุกเฉิน อันนี้จะฝากในรูปแบบไหนก็ได้ครับ แต่หลักๆคือเราต้องมีวินัยในการใช้เงิน ในการยับยั้งชั่งใจที่จะซื้อของ กิเลสทั้งหลาย กองนี้เก็บไว้ใช้กับสิ่งของที่เราอยากได้ การท่องเที่ยว การซื้อของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆให้กับคนที่เรารัก เงินเพื่อไว้ดาวน์รถ หรืออะไรก็ตามที่จะต้องเป็นก้อนใหญ่ๆ สำหรับพี่ เก็บไว้ 3 ทางก็คือ ฝากประจำ 24 เดือน เล่นแชร์ กับคนที่เชื่อถือได้ แล้วก็ฝากบัญชีธนาคารทั่วไป แบบไม่เปิด ATM
กองที่ 3 คือเงินที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันค่าอาหาร ค่าเดินทางค่าน้ำมัน ค่าผ่อนบ้านค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งมีสูตรคำนวณที่ดีไว้ในงานวิจัยว่า เงินเดือน 1 เดือนเราสามารถนำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ 10% อันนี้แล้วแต่จะปรับ ตามรายได้นะครับ
สามกองที่ว่ามานี้ไม่มีหลักสูตรตายตัวหรอกครับว่าจะต้องแบ่งสัดส่วนกองละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ และความตระหนักถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ ที่จะทำความเสียหายให้กับทรัพย์สินของเราการสูญหายของสิ่งของที่มีมูลค่าต่างๆ ความไม่แน่นอนของค่าเงิน ตลาด ราคาสินค้าต่างๆ การตกงาน การถูกเลิกจ้าง การป่วย และความจำเป็นต่างๆ ที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่ตัวเราอาจจะเป็นครอบครัวหรือคนใกล้ชิดก็ได้
อีกอย่างหนึ่งที่จะขอบอกน้องๆไว้เลยนะครับเรื่องของการยืมเงิน พยายามอย่าเป็นลูกหนี้ กับเพื่อน เพราะสุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ของเราจะเปลี่ยนไปครับ แม้ว่าเราจะคืนหมดทุกบาททุกสตางค์ก็ตาม (บุญคุณ ความเหลื่อมล้ำ รวย จน บลาๆ)
ส่วนผู้ที่ให้ยืม ก็ไม่ควรให้ยืมครับ พี่ท่องคำนี้ไว้เสมอว่า "การให้คนอื่นยืมเงินก็เหมือนกับการจ่ายเงินซื้อศัตรู"
แต่ยืมเพื่อ จ่ายค่าอาหาร หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรก็ให้ยืมไปเถอะครับ เพราะเรารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ลากมาซะยาวเลยขอบคุณนะครับที่อ่านจนถึงตรงนี้ ขอให้น้องๆทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต หาตัวเองให้เจอไวๆ มีสุขภาพที่ดี มีสติในการดำเนินชีวิต และเป็นที่รักของทุกคนครับ
#คุณดำรงค์
ถึงน้องจบใหม่ รับปริญญาแล้วทำอะไรต่อ
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับน้องที่จบใหม่นะครับ 4 ปีที่ผ่านมาน้องคงได้เรียนรู้อะไรมากมาย และคงพร้อมจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ที่จบมาและเจอกับคำว่า
"หลังจากรับใบปริญญาใบนั้นมาแล้วจะทำอะไรต่อไป"
พี่ขอแนะนำน้องดังนี้ครับ
พี่ขอแนะนำให้น้องออกเดินทางก่อนจะหางานทำครับที่พี่พูดถึงคือพี่อยากให้น้องออกไปเที่ยวคนเดียว เดินทางคนเดียว ไปใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อนครับ ในเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 22 ปีจนวันที่เรียนจบนั้น เราเคยอยู่ด้วยตัวคนเดียวแล้วหรือยัง เคยเผชิญหน้ากับความจริงรอบข้างด้วยตัวคนเดียวแล้วหรือยัง ถ้ายัง นี่เป็นโอกาสดีที่น้องจะได้เดินทางด้วยตัวของน้องเองไปอยู่กับตัวของน้องเองในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา อยากให้น้องใช้เวลาสัก 7 วัน ในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อที่จะไปรู้จักตัวเอง บางที ความชอบความถนัด เราอาจจะพบเจอกับช่วงนี้ก็ได้ครับ เพราะหลังจากที่เรียนจบมานั้น พี่ชอบในสิ่งที่เพื่อนพี่ชอบ พี่ชอบในสิ่งที่พี่เรียนมา แต่พี่ไม่รู้เลยว่า ตัวพี่เองนั้นจริงๆแล้วพี่ชอบอะไร
แต่ไม่ต้องกลัวครับไม่ว่าเราจะเจอในสิ่งที่เราชอบแต่มันไม่ตรงกับที่เราเรียนมาในระยะเวลา 7 วันนี้ พี่อยากให้น้องคิดไว้ว่า สิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่จะต้องชอบ บางครั้งมันก็โหดร้าย แต่มันคือบันได ที่อาจจะทำให้เราก้าวไปเจอในสิ่งที่ชอบได้ในวันข้างหน้า อย่ากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่ชอบ เพราะอย่างไรก็ตามน้องก็ต้องเจอ
ที่บอกให้ไปในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่น้องพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวคนเดียวแล้วครับ อายุเราบรรลุนิติภาวะแล้วสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว เมื่อเราเริ่มทำงานเราจะไม่มีวันลายาวขนาดนี้แล้วครับ และเมื่อเรามีแฟนเราก็ไม่น่าจะได้ไปเที่ยวคนเดียวแล้วครับ
เมื่อออกไปค้นหาตัวเองออกไปรู้จักตัวเองเจอแล้วทีนี้ก็เริ่มกลับมาหางานทำครับ หางานที่เรารู้สึกว่าเราชอบเราอยากทำ แล้วสัมภาษณ์เลยครับ วิ่งหางานให้เหมือนคนที่กระหายอยากทำงาน อย่าส่งไปแค่บริษัทเดียวแล้วรอจนกว่าจะเรียกพอไม่ได้ก็ค่อยเปลี่ยน ไม่ต้องกลัวครับ ประเทศนี้ไม่ได้แคร์เรื่องการส่งใบสมัครไปหลายที่ เพราะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีหน้าที่ในการหาคนครับ ไม่ใช่เลือกคน คนที่เลือกคนจริงๆ คือหัวหน้าแผนกครับ
เริ่มงานครั้งแรกจำไว้ว่าเราจะเป็นน้องใหม่ครั้งสุดท้ายในชีวิต จากการทำงานในที่แรก แล้วทุกอย่างจะดีสุดๆ ในเวลา 14 วัน เพราะเราคือน้องใหม่ทำอะไรผิดพลาดก็จะไม่มีใครว่า แต่หลังจากนั้น เราก็ต้องรีบปรับปรุงตัว เพราะเราจะใช้คำว่าเพิ่งมาเริ่มทำงานไม่ได้อีกแล้ว
จะทำอย่างไรเมื่องานที่เริ่มทำไปงานแรกแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบ?
คนเราไม่ต้องชอบอะไรไปเสียทุกสิ่งหรอกครับ ตอบมาตามตรงว่าเราชอบที่จะทำงาน หรือเราชอบที่จะได้เงินเดือน?
พี่ว่าอย่างหลังน่าจะมีคนตอบได้เยอะมากกว่านะครับ นั่นก็คือเงินเดือน ไม่ใช่เรื่องผิดครับเราทำงานเราก็ต้องได้เงินเราก็ต้องชั่งใจก่อนว่าเราเลือกอะไร ระหว่างความสุขในการทำงานกับเงินเดือนที่ได้รับ ถ้าเราเลือกความสุขที่จะทำงานนั่นแปลว่าถ้าเราลาออกเราจะไปเริ่มใหม่ได้เสมอเราไม่แคร์ว่า เงินที่มีเหลือจะใช้ต่อได้ไปอีกเมื่อไหร่ เรามีเงินสำรองอยู่แล้วไม่เดือดร้อน
ที่ลากมาถึงตรงนี้ก็คือเรามีสิทธิ์ที่จะลาออกครับ เมื่อเราไม่ชอบงานนั้นแต่เราควรจะมีศักดิ์ศรีที่จะลาออกแล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนผู้ปกครอง ไม่เดือดร้อนเพื่อน ในการต้องมารับผิดชอบการลาออกของเรา
และถ้าหากว่าทำไปหลายปีแล้วแล้วรู้สึกว่าเฮ้ยนี่มันไม่ใช่ มันยังไม่ใช่ตัวเรา เราเพิ่งค้นพบตัวเราเมื่อทำงานไปแล้ว 5 ถึง 10 ปีจะทำอย่างไร?
ขอให้กลับไปอย่างเดิมครับเรามีความสุขในการที่จะทำงานหรือมีความสุขที่จะได้รับเงินเดือน พี่ขอบอกไว้อย่างนึงเลยว่าถ้าวันนึง เรามีเงินใช้ชีวิตพอแล้วไม่มีหนี้สินแล้วไม่มีคำว่าสายเลยครับที่จะไปเริ่มใหม่กับสิ่งที่เราชอบ แม้เงินเดือนมันจะน้อยมากก็ตาม
คำถามฮิต....
ทำงานแล้วซื้อบ้านก่อนหรือซื้อรถก่อนดี?
แน่นอนว่าน้องส่วนใหญ่น่าจะมีรถจักรยานยนต์กันแล้วใช่ไหมครับ พี่แนะนำเลยว่าให้ซื้อรถก่อนครับ เพราะว่ารถผ่อนมากสุดก็แค่ 7 ปี เราสามารถปิดค่างวดรถได้ก่อนอยู่แล้ว และถือเป็นการฝึกวินัยในการใช้เงินตั้งแต่เนิ่นๆก็ดีครับ อย่ากลัวที่จะเรียกการมีทรัพย์สินว่าหนี้ เพราะพี่ถือว่ารถเป็นหนี้ที่ดีครับ และเมื่อผ่านไปในตอนที่เราผ่อนรถหมดแล้วถึงตอนนั้นเราจะสามารถออกแบบได้แล้วครับว่าเราจะซื้อบ้านแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่ เพื่อจะใช้อยู่กับใครบ้าง ถึงตอนนี้เงินเดือนเราก็จะคงขึ้นไปแล้วจากวันนี้พอสมควรและอาจจะพอที่สามารถผ่อนรถและบ้านพร้อมกันได้ ถึงวันที่เรามีความพร้อมแบบนี้แล้วเราค่อยซื้อบ้านครับ
จะเก็บเงินอย่างไรดีครับ?
สำหรับพี่พี่แยกเงินไว้ 3 กองทั้งหมดครับ
กองที่ 1 เงินเก็บไว้เกษียณอายุ เนื่องจากงานเอกชนที่พวกเราทำไม่ได้มีบำเหน็จบำนาญเมื่อเราเกษียณนั่น แปลว่าเมื่อเราเกษียณจะไม่มีรายได้ ประกันสังคม ก็ให้เราไม่พอหรอกครับ เงินที่เก็บไว้เกษียณนั้น ขอแนะนำว่า ให้ลงไว้กับ กองทุน rmf ตัวไหนก็ได้ครับไม่ต้องเอาที่แพงมาก เพราะ rmf จะขายได้ก็ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปี เราสามารถมองความเติบโตของเงินเราได้ตลอดเวลา มีติดลบมีติดบวก สนุกดี แต่ขอบอกไว้เลยครับว่าอย่างไรก็ตาม rmf ถ้าเราถือไปในระยะยาวไม่มีทางขาดทุนอยู่แล้วครับ เปิดฝากไว้เดือนละ 500- 1,000 บาท ให้ตัดในบัญชีไปเลยครับ แล้วค่อยไปดูอีกทีตอนอายุ 55
แล้วประกันเกษียณแล้วครับดีหรือไม่ ตอบด้วยครับว่าดีแต่ด้วยนิสัยของคนเราเมื่อส่งไปแล้วเราไม่เห็นความคืบหน้าแบบ realtime เราก็จะตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราจ่ายให้ประกันนั้น เป็นรายจ่ายใช่หรือไม่ แล้วถ้าเราจะเวนคืน เราได้กลับมาน้อยมาก เราจะรู้สึกเสียดาย ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นตอนเราส่งประกันไปได้ 2 ปีครับ พี่เป็นมาแล้ว ดังนั้นประกันชีวิตแบบฝากยาวๆ พี่รู้สึกว่า มันทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นค่าใช้จ่าย มากกว่าเงินฝาก (ไม่ได้ห้ามที่จะให้ฝากประกันชีวิตนะครับมันเป็นทางเลือกที่ดี แต่เล่าให้ฟังถึง พฤติกรรม ที่เกิดขึ้นของพี่เอง)
กองที่ 2 เป็นเงินฝากก้อนเผื่อไว้ในยามฉุกเฉิน อันนี้จะฝากในรูปแบบไหนก็ได้ครับ แต่หลักๆคือเราต้องมีวินัยในการใช้เงิน ในการยับยั้งชั่งใจที่จะซื้อของ กิเลสทั้งหลาย กองนี้เก็บไว้ใช้กับสิ่งของที่เราอยากได้ การท่องเที่ยว การซื้อของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆให้กับคนที่เรารัก เงินเพื่อไว้ดาวน์รถ หรืออะไรก็ตามที่จะต้องเป็นก้อนใหญ่ๆ สำหรับพี่ เก็บไว้ 3 ทางก็คือ ฝากประจำ 24 เดือน เล่นแชร์ กับคนที่เชื่อถือได้ แล้วก็ฝากบัญชีธนาคารทั่วไป แบบไม่เปิด ATM
กองที่ 3 คือเงินที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันค่าอาหาร ค่าเดินทางค่าน้ำมัน ค่าผ่อนบ้านค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งมีสูตรคำนวณที่ดีไว้ในงานวิจัยว่า เงินเดือน 1 เดือนเราสามารถนำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ 10% อันนี้แล้วแต่จะปรับ ตามรายได้นะครับ
สามกองที่ว่ามานี้ไม่มีหลักสูตรตายตัวหรอกครับว่าจะต้องแบ่งสัดส่วนกองละเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ และความตระหนักถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ ที่จะทำความเสียหายให้กับทรัพย์สินของเราการสูญหายของสิ่งของที่มีมูลค่าต่างๆ ความไม่แน่นอนของค่าเงิน ตลาด ราคาสินค้าต่างๆ การตกงาน การถูกเลิกจ้าง การป่วย และความจำเป็นต่างๆ ที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่ตัวเราอาจจะเป็นครอบครัวหรือคนใกล้ชิดก็ได้
อีกอย่างหนึ่งที่จะขอบอกน้องๆไว้เลยนะครับเรื่องของการยืมเงิน พยายามอย่าเป็นลูกหนี้ กับเพื่อน เพราะสุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ของเราจะเปลี่ยนไปครับ แม้ว่าเราจะคืนหมดทุกบาททุกสตางค์ก็ตาม (บุญคุณ ความเหลื่อมล้ำ รวย จน บลาๆ)
ส่วนผู้ที่ให้ยืม ก็ไม่ควรให้ยืมครับ พี่ท่องคำนี้ไว้เสมอว่า "การให้คนอื่นยืมเงินก็เหมือนกับการจ่ายเงินซื้อศัตรู"
แต่ยืมเพื่อ จ่ายค่าอาหาร หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินอะไรก็ให้ยืมไปเถอะครับ เพราะเรารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ลากมาซะยาวเลยขอบคุณนะครับที่อ่านจนถึงตรงนี้ ขอให้น้องๆทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต หาตัวเองให้เจอไวๆ มีสุขภาพที่ดี มีสติในการดำเนินชีวิต และเป็นที่รักของทุกคนครับ
#คุณดำรงค์