ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 1
จีนกับไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าในระบบบรรณาการ (Tributary trade) โดยไทยต้อง “จิ้มก้อง” โดยไทยต้องส่งเครื่องบรรณาการแด่ราชสำนักจีนเพื่อขออนุญาตทำการค้าขายครับ
ในสายตาจีนที่มองชาติตนเองเป็นอาณาจักรกลางหรือ มัชฌิมรัฐ (中國) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของโลก จะมองว่าทุกชาติที่ยอม “จิ้มก้อง”ตนเองเป็นประเทศราชโดยปกติอยู่แล้วครับ แม้ว่าชาติอื่นๆ อาจจะไม่ได้มองเช่นนั้นก็ตาม แต่ถ้าชาติเหล่านั้นไม่ส่งบรรณาการ ไม่ได้รับพระราชทานตราตั้งหรือ หอง (封) จากราชสำนักจีน ก็จะไม่สามารถค้าขายกับจีนอย่างถูกกฎหมายได้
ทั้งนี้โดยปกติจีนไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของรัฐต่างๆ อยู่แล้วหากไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน นอกจากประเทศราชใกล้ชิดที่อยู่ใต้ปกครองจีนโดยตรง เช่น โชซอน หรือไดเวียต
สำหรับรัฐห่างไกลอย่างสยาม ได้รับพระราชลัญจกรโลโต (รูปอูฐหมอบ) ในฐานะรัฐประเทศราช เมื่อผลัดแผ่นดินก็ต้องส่งพระราชสาส์นจิ้มก้องขอหองเป็นตราตั้งพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ซึ่งจีนมอบให้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าอธิราชที่เหนือกว่าสามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกษัตริย์รัฐอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติจีนก็ไม่เคยมาควบคุมการเมืองรัฐที่ห่างไกลอย่างไทยเป็นสิทธิขาดได้ อย่างมากก็มีแต่การแทรกแซงด้วยการส่งพระราชสาส์นมาตักเตือนห้ามปรามบ้าง
นอกจากนี้ การยอมทำการค้าภายใต้ระบบบรรณาการของจีนทำให้ได้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก เช่น การยกเว้นภาษีสินค้าบางประเภท ได้รับอนุญาตให้ค้าขายในเมืองจีน หรือได้ของกำนัลที่จักรพรรดิพระราชทานตอบแทนคณะทูตตามธรรมเนียม และได้รับการอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ได้กำไรมูลค่าสูงกว่าบรรณาการที่ส่งไปหลายเท่า ในสมัยอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์จึงนิยมส่งคณะทูตไปจิ้มก้องจีนมากแทบทุกปี จนมีเหตุว่าจีนต้องออกคำสั่งให้มาส่งแค่สามปีต่อครั้งก็พอ เพราะถ้าคณะทูตมาบ่อยเกินจีนก็ต้องเสียงบประมาณในการจัดหาของกำนัลและอำนวยความสะดวกคณะทูตมาก
กษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุทธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ไม่ปรากฏจะมองว่าการยอมรับอำนาจจีนเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรีแต่ประการใด พิจารณาจากข้อความในพระราชสาส์นภาษาไทยที่ส่งไปจิ้มก้องแล้วน่าเชื่อว่ากษัตริย์สมัยโบราณรู้ว่าจีนมองไทยในฐานะประเทศราช และให้เกียรติยอมรับว่าจีนเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่กว่าตน เมื่อจะจัดคณะทูตไปจิ้มก้องก็ต้องจัดพิธีการอย่างใหญ่โต
จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จีนอ่อนแอลงจากการแพ้สงครามฝิ่น การค้าในระบบบรรณาการไม่ได้กำไรมากเท่าในอดีต และการเดินทางทำได้ลำบากเนื่องจากกำลังมีสงครามกับชาติตะวันตกและมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ประกอบกับรัชกาลที่ ๔ ทรงมองว่าจีนแปลงพระราชสาส์นทำให้สยามเสื่อมพระเกียรติยศ จึงได้ยกเลิกการจิ้มก้องไปครับ
ในสายตาจีนที่มองชาติตนเองเป็นอาณาจักรกลางหรือ มัชฌิมรัฐ (中國) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของโลก จะมองว่าทุกชาติที่ยอม “จิ้มก้อง”ตนเองเป็นประเทศราชโดยปกติอยู่แล้วครับ แม้ว่าชาติอื่นๆ อาจจะไม่ได้มองเช่นนั้นก็ตาม แต่ถ้าชาติเหล่านั้นไม่ส่งบรรณาการ ไม่ได้รับพระราชทานตราตั้งหรือ หอง (封) จากราชสำนักจีน ก็จะไม่สามารถค้าขายกับจีนอย่างถูกกฎหมายได้
ทั้งนี้โดยปกติจีนไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของรัฐต่างๆ อยู่แล้วหากไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน นอกจากประเทศราชใกล้ชิดที่อยู่ใต้ปกครองจีนโดยตรง เช่น โชซอน หรือไดเวียต
สำหรับรัฐห่างไกลอย่างสยาม ได้รับพระราชลัญจกรโลโต (รูปอูฐหมอบ) ในฐานะรัฐประเทศราช เมื่อผลัดแผ่นดินก็ต้องส่งพระราชสาส์นจิ้มก้องขอหองเป็นตราตั้งพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ซึ่งจีนมอบให้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าอธิราชที่เหนือกว่าสามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกษัตริย์รัฐอื่นได้ แต่ในทางปฏิบัติจีนก็ไม่เคยมาควบคุมการเมืองรัฐที่ห่างไกลอย่างไทยเป็นสิทธิขาดได้ อย่างมากก็มีแต่การแทรกแซงด้วยการส่งพระราชสาส์นมาตักเตือนห้ามปรามบ้าง
นอกจากนี้ การยอมทำการค้าภายใต้ระบบบรรณาการของจีนทำให้ได้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก เช่น การยกเว้นภาษีสินค้าบางประเภท ได้รับอนุญาตให้ค้าขายในเมืองจีน หรือได้ของกำนัลที่จักรพรรดิพระราชทานตอบแทนคณะทูตตามธรรมเนียม และได้รับการอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ได้กำไรมูลค่าสูงกว่าบรรณาการที่ส่งไปหลายเท่า ในสมัยอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์จึงนิยมส่งคณะทูตไปจิ้มก้องจีนมากแทบทุกปี จนมีเหตุว่าจีนต้องออกคำสั่งให้มาส่งแค่สามปีต่อครั้งก็พอ เพราะถ้าคณะทูตมาบ่อยเกินจีนก็ต้องเสียงบประมาณในการจัดหาของกำนัลและอำนวยความสะดวกคณะทูตมาก
กษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุทธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ไม่ปรากฏจะมองว่าการยอมรับอำนาจจีนเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรีแต่ประการใด พิจารณาจากข้อความในพระราชสาส์นภาษาไทยที่ส่งไปจิ้มก้องแล้วน่าเชื่อว่ากษัตริย์สมัยโบราณรู้ว่าจีนมองไทยในฐานะประเทศราช และให้เกียรติยอมรับว่าจีนเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่กว่าตน เมื่อจะจัดคณะทูตไปจิ้มก้องก็ต้องจัดพิธีการอย่างใหญ่โต
จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จีนอ่อนแอลงจากการแพ้สงครามฝิ่น การค้าในระบบบรรณาการไม่ได้กำไรมากเท่าในอดีต และการเดินทางทำได้ลำบากเนื่องจากกำลังมีสงครามกับชาติตะวันตกและมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ประกอบกับรัชกาลที่ ๔ ทรงมองว่าจีนแปลงพระราชสาส์นทำให้สยามเสื่อมพระเกียรติยศ จึงได้ยกเลิกการจิ้มก้องไปครับ
ความคิดเห็นที่ 4
การค้าขายในระดับรัฐต่อรัฐสมัยราชวงศ์หมิงและชิงซึ่งร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุทธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ รัฐต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องทำการจิ้มก้องหรือถวายบรรณาการต่อราชสำนักก่อนครับ จึงจะได้รับพระราชทานสิทธิพิเศษหลายประการ ข้อนี้ปรากฏชัดเจนในหลักฐานชั้นต้นของจีนจำนวนมาก ทั้งหมิงสือลู่ (明實錄) กับ ชิงสือลู่ (清實錄) หรือจดหมายเหตุเรื่องจริงของราชวงศ์หมิงและชิง ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักฐานต่างๆ ทั้งบันทึกพระราชกรณียกิจ กระแสพระราชดำรัสของจักรพรรดิแต่ละพระองค์ที่จดบันทึกแบบวันต่อวัน เมื่อจักรพรรดิพระองค์นั้นสวรรคตแล้วก็จะเรียบเรียกเป็นบรรพหนึ่ง จึงจัดได้ว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยนั้นชิ้นหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น หมิงสือลู่วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๑๙๔๕ ความว่า
“ราชสำนักส่งราชทูตนำประกาศแจ้งเรื่องการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้ากรุงจีนพระองค์ใหม่ไปประเทศอันหนาน สยาม หลิวฉิว ญี่ปุ่น ซีหยาง สมุทระ แลจัมปา ก่อนหน้านั้น หวางตี้มีหมายรับสั่งไปยังข้าราชการกรมพิธีการว่า “ระหว่างรัชกาลหวางตี้ไท่จู่ บรรดาประเทศต่างด้าวเจ้าต่างแดนต่างส่งราชทูตมาถวายบังคม ณ ราชสำนัก แลได้รับการดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีด้วยความจริงใจ บรรดาที่มาพร้อมด้วยสิ่งของพื้นเมืองได้รับอนุญาตให้ค้าขายโดยสะดวกทุกประการ เมื่อมีบุคคลใดมิอาจควบคุมความละโมบแลละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ได้รับอภัยโทษ เพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้มาจากแดนไกล บัดนี้ ประเทศทั้งหลายในมหาสมุทรทั้งสี่ต่างเป็นเสมือนครอบครัวเดียว จึงเป็นการสมควรที่เราจะประกาศว่าไม่มีใครเป็นบุคคลภายนอก บรรดาประเทศทั้งหลายที่ปรารถนาแสดงความจริงใจที่จักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้ ขอให้ท่านได้ส่งแจ้งความนี้ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อจักได้ทราบเจตนารมณ์ของเราได้ชัดเจน”
นอกจากนี้ยังปรากฏอีกหลายครั้งที่มีการพระราชทานสิทธิพิเศษในการค้าระบบบรรณาการ โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิงที่จีนเกิดภาวะขาดแคลนข้าว จึงสนับสนุนให้มีคณะทูตสยามเดินทางเข้ามาเพื่อนำข้าวมาขาย ให้ยกเว้นภาษีข้าว รวมถึงสินค้าอับเฉาอื่นๆ ที่บรรจุมาในสำเภาด้วย ลูกเรือชาวจีนจากสยามซึ่งถือว่าผิดกฎหมายของราชวงศ์ชิงที่ห้ามชาวจีนเดินทางไปโพ้นทะเลก็ได้รับการเว้นโทษ รวมถึงมีการลดจำนวนเครื่องบรรณาการที่ต้องจิ้มก้องให้น้อยลงด้วย
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/1901348896595238/
หลักฐานรายละเอียดเรื่องสิทธิพิเศษทางการค้าของรัฐบรรณาการสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก "หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง" จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ครับ
หอง (封) หรือในสำเนียงจีนกลางว่า เฟิง ไม่ใช่แค่หนังสืออนุญาตทำการค้าขาย แต่คือตราตั้งพระราชโองการสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินที่จักรพรรดิจีนพระราชทานให้กับกษัตริย์ประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการรับรองสถานะของประมุขรัฐที่มีอำนาจค้าขายกับจีนไปในตัวครับ ซึ่งเป็นที่สิ่งที่บ่งชี้ว่าจีนมองไทยเป็น "ประเทศราช" หรือ "เมืองขึ้น" ในอาณัตของตนอย่างชัดเจน นอกจากนี้จีนยังมอบตราโลโต (駱駝 ลั่วถัว หรือ ถัวหนิ่ว 駝鈕 รูปอูฐหมอบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศราชที่ยอมอ่อนน้อมต่อจีน) ประจำตำแหน่งกษัตริย์สยาม สำหรับประทับในพระราชสาส์นเมื่อติดต่อจีนด้วย ไม่ต่างจากประเทศราชใกล้ชิดอย่างริวกิว
ทั้งหมิงสือลู่ กับ ชิงสือลู่ได้บันทึกเนื้อหาพระราชสาส์นที่จีนส่งถึงเมืองไทยไว้หลายฉบับ และบ่งบอกชัดเจนว่าในสายตาจีนมองกษัตริย์กรุงอยุทธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเจ้าประเทศราชในอาณัติของตน ซึ่งจีนสามารถมีพระราชโองการสถาปนาพร้อมทั้งมอบโอวาทสั่งสอนแก่กษัตริย์พระองค์ใหม่ และหลายครั้งที่จีนที่คิดว่าตนเองเป็น "เจ้าอธิราช" ใช้อำนาจทางการทูตแจ้งมาถึงสยามที่เป็นประเทศราชให้ปฏิบัติตามหลายครั้ง (แต่ในทางปฏิบัติสยามอาจจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้) แต่สำหรับไทยในยุคหลังๆ ก็มองว่าการจิ้มก้องเชิญหองจากจีนนั้นเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมามากกว่าจะมองว่าจีนมีอำนาจเหนือตนจริงในทางปฏิบัติ
เช่น ในพระราชสาส์นของจักรพรรดิเฉียนหลงฉบับแปลภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ ๑ มีพระราชสาส์นอัญเชิญหองและตราโลโตมาพระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ความตอนหนึ่งว่า "...สมเด็จพระเจ้ากรุงมหานครผู้ใหญ่ ยังทรงพระอุสาหขวนขวาย จัดแต่งราชทูตแลเครื่องราชบรรณาการ ออกมาจิ้มก้องขอหองด้วยตราราชประเพณีแต่กาลก่อนนั้น เห็นว่ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยา ยังมีความรักใคร่ในทางพระราชไมตรีกรุงปกิงอยู่ สมเดชพระเจ้ากรุงตาฉิงผู้ใหญ่ มีความยินดีนัก บัดนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงตาฉิงหองให้สมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาเปนเสียนโลกักอ๋อง แปลว่าสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าครองพิภพแผ่นดินกรุงสยามสืบไป แลให้ตราโลโตสำหรับประทับพระราชสาส์นคำนับเข้ามาด้วยดวงหนึ่ง..."
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อจุลศักราช ๑๑๗๒ (พ.ศ. ๒๓๕๓) ไทยส่งบรรณาการไปให้จีนเพื่อขอหองในโอกาสที่ผลัดแผ่นดินใหม่ จักรพรรดิเจียชิ่งก็พระราชทานหอง สถาปนาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นกษัตริย์ต่อไป เป็นการแสดงออก "เชิงสัญลักษณ์" ว่าไทยอยู่ใต้อำนาจจีน ดังที่ปรากฏในคำแปลพระราชสาส์นกรุงปักกิ่งตอบบรรณาการ จ.ศ. ๑๑๗๒ ว่า
"พระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่ ได้ครองราชสมบัติเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระไทยเมตตารอบคอบคิดถึงทุกประเทศ ด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาใหม่รับครองราชสมบัติตามราชประเพณีพระมหากษัตริย์สืบมานั้นชอบนักหนา ด้วยเป็นอย่างธรรมเนียมราชประเพณีสืบมาแต่กาลก่อน กรุงพระมหานครศรีอยุทธยากับกรุงปักกิ่งเป็นทางพระราชไมตรีแล้วก็ได้หองมา ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาใหม่ได้รับครองราชสมบัติ มีพระทัยคิดถึงทางพระราชไมตรีจึงมีพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการออกมาจิ้มก้องกรุงปักกิ่ง อนึ่งพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยามีความกตัญญูสัตย์ซื่อกระทำทั้งนี้ชอบนักหนา สมควรซึ่งรับครองราชสมบัติให้จำเริญสุขสืบไป ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยามาขอหองนั้น สมเด็จพระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่มีความยินดีนัก บัดนี้สมเด็จพระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่หองให้สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาผู้ใหญ่ คงเป็นสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าครองพิภพกรุงศรีอยุธยาสืบไป ให้ตั้งพระทัยรักษาแผ่นดินแลเสนาบดีไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมมูลกับบ้านเมืองจะได้มั่งคั่งบริบูรณ์ได้จำเริญทางพระราชไมตรีสืบไป"
หลายครั้งจีนใช้อำนาจที่ต้นเป็น "เจ้าอธิราช" ที่เหนือกว่าในการแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ในหมิงสือลู่ รัชศกเซฺวียนเต๋อปีที่ ๖ เดือน ๒ วันเหรินอิ๋น (๒๐ มีนาคม ค.ศ. ๑๔๓๑) ระบุว่า กษัตริย์มะละกาส่งทูตมาร้องเรียนว่าสยามพยายามคุกคามตน จักรพรรดิเซฺวียนเต๋อจึงมีพระราชโองการให้เจิ้งเหอ อัญเชิญพระราชโองการไปถ่ายทอดแก่กษัตริย์สยาม (ตามหลักฐานจีนคือสมเด็จพระบรมราชาธิราช หรือ เจ้าสามพระญา) ตำหนิไม่ให้คุกคามมะละกาอีก
滿喇加國頭目巫寶赤納等至京,言「國王欲躬來朝貢,但為暹羅國王所阻。暹羅素欲侵害本國,本國欲奏,無能書者。今王令臣三人潛附蘇門答喇貢舟來京,乞朝廷遣人諭暹羅王無肆欺凌,不勝感恩之至。」上命行在禮部賜賫巫寶赤納等,遣附太監鄭和舟還國。令和齎敕諭暹羅國王,曰:「朕主宰天下,一視同仁。爾能恭事朝廷,屢遣使朝貢,朕用爾嘉。比聞滿喇加國王欲躬來朝而阻於王國,以朕度之,必非王意,皆王左右之人不能深思遠慮,阻絕道路,與鄰邦啟釁,斯豈長保富貴之道?王宜恪遵朕命,睦鄰通好,省諭下人,勿肆侵侮,則王能敬天事大,保國安民,和睦鄰境,以副朕同仁之心。」
“ประมุขแห่งประเทศหมานหล่าเจีย (มะละกา) อู๋เป่าชื่อน่า (มูฮัมหมัด ชาห์) และคณะเดินทางมายังราชธานี กราบทูลว่า อาณาจักร (มะละกา) ประสงค์มาถวายบรรณาการแด่ราชสำนัก แต่ถูกขัดขวางโดยกษัตริย์แห่งเซียนหลัว เซียนหลัวต้องการจะโจมตีรุกรานประเทศนี้ ประเทศนี้ต้องการถวายฎีกา แต่หาผู้เขียนไม่ได้ บัดนี้กษัตริย์มีพระราชโองการให้ขุนนางสามคนแอบเดินทางมากับเรือบรรณาการของซูเหมินต๋าหลามายังราชธานี ขอร้องให้ราชสำนักส่งคนไปสั่งสอนกษัตริย์แห่งเซียนหลัวยุติความยโสโอหังไม่ให้กดขี่รังแก จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ มีพระราชโองการให้กรมพิธีการพระราชทานสิ่งของแก่อู๋เป่าชื่อน่าและคณะ ให้เดินทางขึ้นเรือไปพร้อมกับหัวหน้าขันทีเจิ้งเหอกลับไปยังประเทศของตน มีพระราชโองการให้เหออัญเชิญพระราชโองการไปสั่งสอนกษัตริย์แห่งเซียนหลัว ความว่า
“เจิ้น (สรรพนามแทนตัวจักรพรรดิ) เป็นอธิราชครองใต้ฟ้า สอดส่องด้วยความกรุณาเท่าเทียมกัน ตัวท่านสามารถเคารพต่อราชสำนัก ส่งราชทูตมาถวายบรรณาการอยู่เสมอ เจิ้นยินดีกับการปฏิบัติของท่าน อย่างไรเสียได้ข่าวว่ากษัตริย์แห่งหมานหล่าเจียประสงค์จะมาเข้าเฝ้ายังราชสำนักแต่ถูกขัดขวางไว้ ทำให้เจิ้นเห็นว่า เรื่องนี้หาใช่การกระทำของกษัตริย์ (สยาม) แต่เป็นคนซ้ายขวารอบองค์กษัตริย์ที่หาได้ไตร่ตรองมองการณ์ไกล การขวางกั้นเส้นทาง รุกรานประเทศข้างเคียง สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิถีไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองสถาพรได้หรือ กษัตริย์ (สยาม) สมควรปฏิบัติตามพระราชโองการแห่งเจิ้น มีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน ตรวจตราสั่งสอนข้ารับใช้ อย่าได้รุกรานเข่นฆ่าหยามหมิ่น จึงจะทำให้เห็นว่ากษัตริย์ (สยาม) สามารถเคารพสวรรค์และทำการใหญ่ได้ รักษาประเทศสงบไพร่ฟ้า มีสันติไมตรีต่อเพื่อนบ้าน เป็นไปตามหัวใจของเจิ้นที่มีความกรุณาเท่าเทียมกัน”
แต่ด้วยมุมมองของจีนที่กระทำเหมือนไทยเป็นประเทศราชในอำนาจของตน ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ โดยทรงเห็นว่าเป็นผลจากชาวจีนแปลงเนื้อหาพระราชสาส์นของไทยให้"ขออ่อนน้อมยอมตัวถวาย เปนข้าขอบขัณธเสมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง จนทรงมี "ประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี" ความว่า
"ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลานั้นหลงไหล เชื่อคำพวกจีนเหล่านั้นกราบทูลหลอกลวงต่างๆ ช่างโง่เง่าทั้งพระเจ้าแผ่นดินแลเสนาบดี จึงยอมให้จีนพวกเหล่านั้น แต่งพระราชสาส์นเปนหนังสือจีน แต่ว่ารับสั่งว่าให้ล่ามจีนพวกนั้นแต่งตามฉบับสำเนาความในพระราชสาส์นซึ่งเปนอักษรไทยแลความไทย ฝ่ายพวกจีนทั้งนั้นก็แต่งย้ายเสียใหม่ตามชอบใจของตัว ไม่ให้ไทยทราบด้วย ครั้นแต่งเปนหนังสือจีน ก็กลับความเสียอย่างอื่น เขียนใจความว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยลุกขึ้นยืนกุ๋ยไปถึงพระเจ้าแผ่นดินกรุงปักกิ่ง ขออ่อนน้อมยอมตัวถวาย เปนข้าขอบขัณธเสมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง แลขอถวายเมืองเปนเมืองก้อง ๓ ปีครั้งหนึ่ง พอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงปักกิ่งซึ่งเปนเอกอุดมยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงทั่วโลก จะขอให้พระเจ้ากรุงปักกิ่งทรงพระมหากรุณาอนุญาตให้สำเภาของพระเจ้าแผ่นดินไทยได้ไปมาค้าขายที่เมืองจีน เหมือนได้โปรดให้ซื้อสิ่งของบนสวรรค์มาใช้ในเมืองไทยไกลทะเลกันดารนั้นเถิด"
อีกตอนหนึ่งความว่า "ข้อความในพระราชสาส์นดังนี้ ไทยได้ทราบต่อภายหลังล่วงกาลนานมากว่า ๒๐๐ ปีเศษ คำว่ากุ๋ยนั้นแปลว่าถวายบังคมฤๅคำนับ คำว่าก้องนั้นแปลว่า ขึ้นเปนเมืองขึ้นในบังคับ...พระเจ้ากรุงปักกิ่งก็เสด็จออกรับพระราชสาส์นแลทูตไทย รับเมืองไทยเปนเมืองก้อง คือรับอย่างหัวเมืองขึ้น พระเจ้ากรุงปักกิ่งพระราชทานหองตั้งพระเจ้าแผ่นดินไทยเปนเมืองก้องจีนมา คือตั้งเมืองไทยเปนเมืองขึ้นแก่กรุงปักกิ่ง คำว่าหองนั้นเปรียบเหมือนว่าสัญญาบัตร์ตั้งหัวเมืองทั้งหลาย" (แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานที่เก่ากว่าอย่างพระราชสาส์นด้านบน เข้าใจว่าชนชั้นนำไทยก็เข้าใจสถานะของคำว่า 'จิ้มก้อง' กับ 'หอง' ดีว่าเป็นการยอมรับอำนาจจีนแบบกลายๆ)
ตอนหนึ่งก็ว่า "อนึ่งพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงปักกิ่งนั้น เปนหนังสือตาดท่อนหนึ่ง แล้วม้วนเข้าไว้ในกลักไม้ไผ่ทาสีเหลือง เขียนเปนรูปตัวมังกร ๕ เล็บ หนังสือหองนั้น เขียนเปนกระดาดสีเสนประทองเปนเม็ดๆ ม้วนมีดูกไม้อยู่กลาง มีหยกติดท้ายไม้ดูก ๒ ข้าง แล้วมีสายรัดผูกรอบสลักทำด้วยหยกเจียระไน มอบส่งให้ทูตานุทูตไทยไปตามการ เหมือนเช่นหนังสือฝากกันตามเมืองต่างๆ ทั้งหลาย เช่นกันกับท้องตราบังคับไปยังหัวเมืองขึ้นของพวกจีน จีนไม่ได้ยกย่องขึ้นนับถือเปนพระราชสาส์นสนองตอบแทนในทางไมตรีนั้นเลย"
ประกาศฉบับเต็มอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาคปกิรณกะ-ส่วนที่-๑/๓๐๗-ประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี
ตัวอย่างเช่น หมิงสือลู่วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๑๙๔๕ ความว่า
“ราชสำนักส่งราชทูตนำประกาศแจ้งเรื่องการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้ากรุงจีนพระองค์ใหม่ไปประเทศอันหนาน สยาม หลิวฉิว ญี่ปุ่น ซีหยาง สมุทระ แลจัมปา ก่อนหน้านั้น หวางตี้มีหมายรับสั่งไปยังข้าราชการกรมพิธีการว่า “ระหว่างรัชกาลหวางตี้ไท่จู่ บรรดาประเทศต่างด้าวเจ้าต่างแดนต่างส่งราชทูตมาถวายบังคม ณ ราชสำนัก แลได้รับการดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีด้วยความจริงใจ บรรดาที่มาพร้อมด้วยสิ่งของพื้นเมืองได้รับอนุญาตให้ค้าขายโดยสะดวกทุกประการ เมื่อมีบุคคลใดมิอาจควบคุมความละโมบแลละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ได้รับอภัยโทษ เพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้มาจากแดนไกล บัดนี้ ประเทศทั้งหลายในมหาสมุทรทั้งสี่ต่างเป็นเสมือนครอบครัวเดียว จึงเป็นการสมควรที่เราจะประกาศว่าไม่มีใครเป็นบุคคลภายนอก บรรดาประเทศทั้งหลายที่ปรารถนาแสดงความจริงใจที่จักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้ ขอให้ท่านได้ส่งแจ้งความนี้ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อจักได้ทราบเจตนารมณ์ของเราได้ชัดเจน”
นอกจากนี้ยังปรากฏอีกหลายครั้งที่มีการพระราชทานสิทธิพิเศษในการค้าระบบบรรณาการ โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ชิงที่จีนเกิดภาวะขาดแคลนข้าว จึงสนับสนุนให้มีคณะทูตสยามเดินทางเข้ามาเพื่อนำข้าวมาขาย ให้ยกเว้นภาษีข้าว รวมถึงสินค้าอับเฉาอื่นๆ ที่บรรจุมาในสำเภาด้วย ลูกเรือชาวจีนจากสยามซึ่งถือว่าผิดกฎหมายของราชวงศ์ชิงที่ห้ามชาวจีนเดินทางไปโพ้นทะเลก็ได้รับการเว้นโทษ รวมถึงมีการลดจำนวนเครื่องบรรณาการที่ต้องจิ้มก้องให้น้อยลงด้วย
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/1901348896595238/
หลักฐานรายละเอียดเรื่องสิทธิพิเศษทางการค้าของรัฐบรรณาการสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก "หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง" จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ครับ
หอง (封) หรือในสำเนียงจีนกลางว่า เฟิง ไม่ใช่แค่หนังสืออนุญาตทำการค้าขาย แต่คือตราตั้งพระราชโองการสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินที่จักรพรรดิจีนพระราชทานให้กับกษัตริย์ประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการรับรองสถานะของประมุขรัฐที่มีอำนาจค้าขายกับจีนไปในตัวครับ ซึ่งเป็นที่สิ่งที่บ่งชี้ว่าจีนมองไทยเป็น "ประเทศราช" หรือ "เมืองขึ้น" ในอาณัตของตนอย่างชัดเจน นอกจากนี้จีนยังมอบตราโลโต (駱駝 ลั่วถัว หรือ ถัวหนิ่ว 駝鈕 รูปอูฐหมอบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศราชที่ยอมอ่อนน้อมต่อจีน) ประจำตำแหน่งกษัตริย์สยาม สำหรับประทับในพระราชสาส์นเมื่อติดต่อจีนด้วย ไม่ต่างจากประเทศราชใกล้ชิดอย่างริวกิว
ทั้งหมิงสือลู่ กับ ชิงสือลู่ได้บันทึกเนื้อหาพระราชสาส์นที่จีนส่งถึงเมืองไทยไว้หลายฉบับ และบ่งบอกชัดเจนว่าในสายตาจีนมองกษัตริย์กรุงอยุทธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเจ้าประเทศราชในอาณัติของตน ซึ่งจีนสามารถมีพระราชโองการสถาปนาพร้อมทั้งมอบโอวาทสั่งสอนแก่กษัตริย์พระองค์ใหม่ และหลายครั้งที่จีนที่คิดว่าตนเองเป็น "เจ้าอธิราช" ใช้อำนาจทางการทูตแจ้งมาถึงสยามที่เป็นประเทศราชให้ปฏิบัติตามหลายครั้ง (แต่ในทางปฏิบัติสยามอาจจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้) แต่สำหรับไทยในยุคหลังๆ ก็มองว่าการจิ้มก้องเชิญหองจากจีนนั้นเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมามากกว่าจะมองว่าจีนมีอำนาจเหนือตนจริงในทางปฏิบัติ
เช่น ในพระราชสาส์นของจักรพรรดิเฉียนหลงฉบับแปลภาษาไทยสมัยรัชกาลที่ ๑ มีพระราชสาส์นอัญเชิญหองและตราโลโตมาพระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ความตอนหนึ่งว่า "...สมเด็จพระเจ้ากรุงมหานครผู้ใหญ่ ยังทรงพระอุสาหขวนขวาย จัดแต่งราชทูตแลเครื่องราชบรรณาการ ออกมาจิ้มก้องขอหองด้วยตราราชประเพณีแต่กาลก่อนนั้น เห็นว่ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยา ยังมีความรักใคร่ในทางพระราชไมตรีกรุงปกิงอยู่ สมเดชพระเจ้ากรุงตาฉิงผู้ใหญ่ มีความยินดีนัก บัดนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงตาฉิงหองให้สมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยาเปนเสียนโลกักอ๋อง แปลว่าสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าครองพิภพแผ่นดินกรุงสยามสืบไป แลให้ตราโลโตสำหรับประทับพระราชสาส์นคำนับเข้ามาด้วยดวงหนึ่ง..."
ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อจุลศักราช ๑๑๗๒ (พ.ศ. ๒๓๕๓) ไทยส่งบรรณาการไปให้จีนเพื่อขอหองในโอกาสที่ผลัดแผ่นดินใหม่ จักรพรรดิเจียชิ่งก็พระราชทานหอง สถาปนาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นกษัตริย์ต่อไป เป็นการแสดงออก "เชิงสัญลักษณ์" ว่าไทยอยู่ใต้อำนาจจีน ดังที่ปรากฏในคำแปลพระราชสาส์นกรุงปักกิ่งตอบบรรณาการ จ.ศ. ๑๑๗๒ ว่า
"พระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่ ได้ครองราชสมบัติเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระไทยเมตตารอบคอบคิดถึงทุกประเทศ ด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาใหม่รับครองราชสมบัติตามราชประเพณีพระมหากษัตริย์สืบมานั้นชอบนักหนา ด้วยเป็นอย่างธรรมเนียมราชประเพณีสืบมาแต่กาลก่อน กรุงพระมหานครศรีอยุทธยากับกรุงปักกิ่งเป็นทางพระราชไมตรีแล้วก็ได้หองมา ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาใหม่ได้รับครองราชสมบัติ มีพระทัยคิดถึงทางพระราชไมตรีจึงมีพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการออกมาจิ้มก้องกรุงปักกิ่ง อนึ่งพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุทธยามีความกตัญญูสัตย์ซื่อกระทำทั้งนี้ชอบนักหนา สมควรซึ่งรับครองราชสมบัติให้จำเริญสุขสืบไป ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยามาขอหองนั้น สมเด็จพระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่มีความยินดีนัก บัดนี้สมเด็จพระเจ้าเกียเข้งผู้ใหญ่หองให้สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาผู้ใหญ่ คงเป็นสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าครองพิภพกรุงศรีอยุธยาสืบไป ให้ตั้งพระทัยรักษาแผ่นดินแลเสนาบดีไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมมูลกับบ้านเมืองจะได้มั่งคั่งบริบูรณ์ได้จำเริญทางพระราชไมตรีสืบไป"
หลายครั้งจีนใช้อำนาจที่ต้นเป็น "เจ้าอธิราช" ที่เหนือกว่าในการแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ในหมิงสือลู่ รัชศกเซฺวียนเต๋อปีที่ ๖ เดือน ๒ วันเหรินอิ๋น (๒๐ มีนาคม ค.ศ. ๑๔๓๑) ระบุว่า กษัตริย์มะละกาส่งทูตมาร้องเรียนว่าสยามพยายามคุกคามตน จักรพรรดิเซฺวียนเต๋อจึงมีพระราชโองการให้เจิ้งเหอ อัญเชิญพระราชโองการไปถ่ายทอดแก่กษัตริย์สยาม (ตามหลักฐานจีนคือสมเด็จพระบรมราชาธิราช หรือ เจ้าสามพระญา) ตำหนิไม่ให้คุกคามมะละกาอีก
滿喇加國頭目巫寶赤納等至京,言「國王欲躬來朝貢,但為暹羅國王所阻。暹羅素欲侵害本國,本國欲奏,無能書者。今王令臣三人潛附蘇門答喇貢舟來京,乞朝廷遣人諭暹羅王無肆欺凌,不勝感恩之至。」上命行在禮部賜賫巫寶赤納等,遣附太監鄭和舟還國。令和齎敕諭暹羅國王,曰:「朕主宰天下,一視同仁。爾能恭事朝廷,屢遣使朝貢,朕用爾嘉。比聞滿喇加國王欲躬來朝而阻於王國,以朕度之,必非王意,皆王左右之人不能深思遠慮,阻絕道路,與鄰邦啟釁,斯豈長保富貴之道?王宜恪遵朕命,睦鄰通好,省諭下人,勿肆侵侮,則王能敬天事大,保國安民,和睦鄰境,以副朕同仁之心。」
“ประมุขแห่งประเทศหมานหล่าเจีย (มะละกา) อู๋เป่าชื่อน่า (มูฮัมหมัด ชาห์) และคณะเดินทางมายังราชธานี กราบทูลว่า อาณาจักร (มะละกา) ประสงค์มาถวายบรรณาการแด่ราชสำนัก แต่ถูกขัดขวางโดยกษัตริย์แห่งเซียนหลัว เซียนหลัวต้องการจะโจมตีรุกรานประเทศนี้ ประเทศนี้ต้องการถวายฎีกา แต่หาผู้เขียนไม่ได้ บัดนี้กษัตริย์มีพระราชโองการให้ขุนนางสามคนแอบเดินทางมากับเรือบรรณาการของซูเหมินต๋าหลามายังราชธานี ขอร้องให้ราชสำนักส่งคนไปสั่งสอนกษัตริย์แห่งเซียนหลัวยุติความยโสโอหังไม่ให้กดขี่รังแก จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ มีพระราชโองการให้กรมพิธีการพระราชทานสิ่งของแก่อู๋เป่าชื่อน่าและคณะ ให้เดินทางขึ้นเรือไปพร้อมกับหัวหน้าขันทีเจิ้งเหอกลับไปยังประเทศของตน มีพระราชโองการให้เหออัญเชิญพระราชโองการไปสั่งสอนกษัตริย์แห่งเซียนหลัว ความว่า
“เจิ้น (สรรพนามแทนตัวจักรพรรดิ) เป็นอธิราชครองใต้ฟ้า สอดส่องด้วยความกรุณาเท่าเทียมกัน ตัวท่านสามารถเคารพต่อราชสำนัก ส่งราชทูตมาถวายบรรณาการอยู่เสมอ เจิ้นยินดีกับการปฏิบัติของท่าน อย่างไรเสียได้ข่าวว่ากษัตริย์แห่งหมานหล่าเจียประสงค์จะมาเข้าเฝ้ายังราชสำนักแต่ถูกขัดขวางไว้ ทำให้เจิ้นเห็นว่า เรื่องนี้หาใช่การกระทำของกษัตริย์ (สยาม) แต่เป็นคนซ้ายขวารอบองค์กษัตริย์ที่หาได้ไตร่ตรองมองการณ์ไกล การขวางกั้นเส้นทาง รุกรานประเทศข้างเคียง สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิถีไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองสถาพรได้หรือ กษัตริย์ (สยาม) สมควรปฏิบัติตามพระราชโองการแห่งเจิ้น มีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน ตรวจตราสั่งสอนข้ารับใช้ อย่าได้รุกรานเข่นฆ่าหยามหมิ่น จึงจะทำให้เห็นว่ากษัตริย์ (สยาม) สามารถเคารพสวรรค์และทำการใหญ่ได้ รักษาประเทศสงบไพร่ฟ้า มีสันติไมตรีต่อเพื่อนบ้าน เป็นไปตามหัวใจของเจิ้นที่มีความกรุณาเท่าเทียมกัน”
แต่ด้วยมุมมองของจีนที่กระทำเหมือนไทยเป็นประเทศราชในอำนาจของตน ทำให้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ โดยทรงเห็นว่าเป็นผลจากชาวจีนแปลงเนื้อหาพระราชสาส์นของไทยให้"ขออ่อนน้อมยอมตัวถวาย เปนข้าขอบขัณธเสมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง จนทรงมี "ประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี" ความว่า
"ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยในเวลานั้นหลงไหล เชื่อคำพวกจีนเหล่านั้นกราบทูลหลอกลวงต่างๆ ช่างโง่เง่าทั้งพระเจ้าแผ่นดินแลเสนาบดี จึงยอมให้จีนพวกเหล่านั้น แต่งพระราชสาส์นเปนหนังสือจีน แต่ว่ารับสั่งว่าให้ล่ามจีนพวกนั้นแต่งตามฉบับสำเนาความในพระราชสาส์นซึ่งเปนอักษรไทยแลความไทย ฝ่ายพวกจีนทั้งนั้นก็แต่งย้ายเสียใหม่ตามชอบใจของตัว ไม่ให้ไทยทราบด้วย ครั้นแต่งเปนหนังสือจีน ก็กลับความเสียอย่างอื่น เขียนใจความว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยลุกขึ้นยืนกุ๋ยไปถึงพระเจ้าแผ่นดินกรุงปักกิ่ง ขออ่อนน้อมยอมตัวถวาย เปนข้าขอบขัณธเสมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง แลขอถวายเมืองเปนเมืองก้อง ๓ ปีครั้งหนึ่ง พอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงปักกิ่งซึ่งเปนเอกอุดมยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงทั่วโลก จะขอให้พระเจ้ากรุงปักกิ่งทรงพระมหากรุณาอนุญาตให้สำเภาของพระเจ้าแผ่นดินไทยได้ไปมาค้าขายที่เมืองจีน เหมือนได้โปรดให้ซื้อสิ่งของบนสวรรค์มาใช้ในเมืองไทยไกลทะเลกันดารนั้นเถิด"
อีกตอนหนึ่งความว่า "ข้อความในพระราชสาส์นดังนี้ ไทยได้ทราบต่อภายหลังล่วงกาลนานมากว่า ๒๐๐ ปีเศษ คำว่ากุ๋ยนั้นแปลว่าถวายบังคมฤๅคำนับ คำว่าก้องนั้นแปลว่า ขึ้นเปนเมืองขึ้นในบังคับ...พระเจ้ากรุงปักกิ่งก็เสด็จออกรับพระราชสาส์นแลทูตไทย รับเมืองไทยเปนเมืองก้อง คือรับอย่างหัวเมืองขึ้น พระเจ้ากรุงปักกิ่งพระราชทานหองตั้งพระเจ้าแผ่นดินไทยเปนเมืองก้องจีนมา คือตั้งเมืองไทยเปนเมืองขึ้นแก่กรุงปักกิ่ง คำว่าหองนั้นเปรียบเหมือนว่าสัญญาบัตร์ตั้งหัวเมืองทั้งหลาย" (แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานที่เก่ากว่าอย่างพระราชสาส์นด้านบน เข้าใจว่าชนชั้นนำไทยก็เข้าใจสถานะของคำว่า 'จิ้มก้อง' กับ 'หอง' ดีว่าเป็นการยอมรับอำนาจจีนแบบกลายๆ)
ตอนหนึ่งก็ว่า "อนึ่งพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงปักกิ่งนั้น เปนหนังสือตาดท่อนหนึ่ง แล้วม้วนเข้าไว้ในกลักไม้ไผ่ทาสีเหลือง เขียนเปนรูปตัวมังกร ๕ เล็บ หนังสือหองนั้น เขียนเปนกระดาดสีเสนประทองเปนเม็ดๆ ม้วนมีดูกไม้อยู่กลาง มีหยกติดท้ายไม้ดูก ๒ ข้าง แล้วมีสายรัดผูกรอบสลักทำด้วยหยกเจียระไน มอบส่งให้ทูตานุทูตไทยไปตามการ เหมือนเช่นหนังสือฝากกันตามเมืองต่างๆ ทั้งหลาย เช่นกันกับท้องตราบังคับไปยังหัวเมืองขึ้นของพวกจีน จีนไม่ได้ยกย่องขึ้นนับถือเปนพระราชสาส์นสนองตอบแทนในทางไมตรีนั้นเลย"
ประกาศฉบับเต็มอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาคปกิรณกะ-ส่วนที่-๑/๓๐๗-ประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี
ความคิดเห็นที่ 5
เหตุผลการยกเลิกการจิ้มก้องในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีหลายปัจจัย เพราะนับตั้งแต่ส่งคณะทูตไปจิ้มก้องเชิญหองจากจักรพรรดิเสียนเฟิง (ฮำฮอง) ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ ในขากลับเกิดเหตุโจรปล้น จึงงดการส่งคณะทูตไปจิ้มก้อง ต่อมาก็เกิดสงครามฝื่นระหว่างจีนกับอังกฤษ และชาติยุโรปอื่นๆ และมีผู้รายชุกชุม เมื่อจีนส่งพระราชสาส์นมาทวงก้อง สยามจึงตอบกลับไปใน พ.ศ. ๒๔๐๕ ว่า
“เมื่อปีชวด จัตวาศก ที่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาได้แต่งทูตานุทูตออกไปจิ้มก้องขอหองกรุงปักกิ่ง ครั้นทูตกลับไปถึงตำบลห้อหนำ แขวงเมืองเอียงเซียงกุ้ย มีโจรเข้าตีชิงเอาของทรงยินดีตอบแทนและของทูตไปสิ้น แล้วฆ่าจีนหงทองสื่อใหญ่ตายเสียคน ๑ จงต๊กมิได้ชำระเอาตัวโจรมาทำโทษให้ได้ ที่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาก็ได้ความอัประยศไปครั้ง ๑ ครั้นจะแต่งทูตานุทูตออกมาตอบแทนหองก็เห็นว่าโจรผู้ร้ายยังกำเริบมากอยู่ จึงได้งดทูตไว้ ครั้นถึงมรสุมปีเถาะสัปตศก กำหนดก้อง ก็ได้สืบทราบว่าพวกกบฏกำเริบมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน จึงต้องงดก้องไว้ ครั้นมรสุม ปีมะแม เอกศก กำหนดก้องอีกครั้ง ๑ ก็ได้สืบทราบว่าเมืองกวางตุ้งเกิดรบขึ้นกับอังกฤษ จงต๊กก็ไม่ได้อยู่ที่เมืองกวางตุ้ง จะแต่งทูตานุทูตออกมาก็ไม่มีผู้ใดจะรับรอง ครั้นมาถึงปีระกา ตรีศก ก็ได้สืบทราบว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส ขึ้นไปรบกวนถึงกรุงปักกิ่ง ๆ มีการศึกใหญ่อยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม มีพระราชวิตกถึงทางพระราชไมตรีสมเด็จพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ให้เจ้าพนักงานสืบสวนข่าวราชการซึ่งเกิดในแผ่นดินจีน ก็ได้ความแต่เรือลูกค้าเข้าออกเสมอทุกเดือนทุกปี ครั้นจะแต่งทูตานุทูตออกมาตามกำหนดก้อง และเยี่ยมพระศพสมเด็จพระเจ้าฮำฮอง และก้องสมเด็จพระเจ้าถ้องตี้แผ่นดินใหม่ ไม่ให้เสียอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน เห็นว่าพวกกบฎและโจรผู้ร้ายยังกำเริบอยู่ ทูตจะขึ้นไปกรุงปักกิ่งก็จะได้ความลำบากเหมือนครั้งก่อน ถ้าท่านเสนาบดีกรุงปักกิ่ง ปราบปรามพวกกบฏและโจรผู้ร้ายเสร็จสิ้นแล้ว บ้านเมืองราบคาบเป็นแผ่นดินเดียวไม่มีเสี้ยนหนาม กรุงพระมหานครศรีอยุธยาก็จะได้แต่งทูตานุทูตออกมาเจริญทางพระราชไมตรี สมเด็จพระเจ้ากรุงปักกิ่งตามอย่างประเพณี ไม่ให้เสื่อมเสียทางพระราชไมตรี ขอให้นายห้างปุนกังแจ้งความแก่จงต๊ก บอกความขึ้นไปยังลีปูตาทั่งเสนาบดีกรุงปักกิ่งให้ทราบด้วย หนังสือลงวันเดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำ ปีจอ จัตวาศก[๒]”
เมื่อจีนมีหนังสือส่งมาทวงก้องอีก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าว่าการที่จะแต่งทูตไปขึ้นที่เมืองกวางตุ้งเหมือนในอดีตเป็นการลำบากนัก แล้วโจรผู้ร้ายก็ชุกชุม จึงพระราชดำริคิดจะแต่งทูตออกไปขึ้นที่เมืองเทียนจิน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ปรึกษาพระบรมวงศานุวงศ์กับเสนาบดีทั้งหลาย ซึ่งได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า
“พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พณฯ ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม เรียงคำปรึกษาขึ้นทูลเกล้าๆ ถวาย มีความว่า ด้วยเจ้าพระยารวิวงศมหาโกษาธิบดี เชิญพระกระแสพระราชดำริมาแจ้งแก่ข้าพระพุทธเจ้า ว่าการที่จงต๊กเตือนเข้ามาให้แต่งทูตไปจิ้มก้อง ข้อ ๑ ถ้าฝ่ายเราจะว่าไปด้วยจะให้ทูตไปทางเมืองกวางตุ้ง พวกกบฏและโจรผู้ร้ายก็ยังไม่สงบ ผู้ที่จะเป็นทูตไปก็ครั่นคร้ามอยู่จะหักหาญให้ไปก็ไม่ควร ถ้าฝ่ายจีนจะตอบมาว่าไทยกลัวอยู่ดังนั้น ก็ให้ส่งพระราชศาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปณเมืองกวางตุ้ง จงต๊กจะรับส่งไปให้ ความข้อ ๑ จะว่าผู้ซึ่งเป็นทูตครั่นคร้ามอยู่นั้นไม่ควรจะว่า ด้วยคนอยู่ในพระราชอาญาแล้วจะใช้ไปก็คงจะต้องไปจนถึง ข้อ ๒ ฝ่ายเราจะขอแต่งทูตไปขึ้นที่เมืองเทียนจิ๋น ความข้อนี้ ถ้าจีนยอมให้ไปเหมือนอย่างว่า ก็จะต้องแต่งทูตออกไป เรือที่จะไปส่งทูตต้องใช้เรือกลไฟ หรือเรือใบที่โตใหญ่จึงจะไปได้ การต้องลงทุนมากโดยจะได้ของตอบแทนก็ไม่คุ้มทุน ความข้อ ๒ ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมว่าไม่ควรจะต้องเสียทุนรอนมาก เพราะการก้องนั้นก็ชอบอยู่ ด้วยในการนี้ไม่ได้หาผลกำไรในการค้าขายเหมือนแต่ก่อนยกเสียไม่ว่าก็ได้ ข้อ ๓ ถ้าจะต้องแต่งทูตไปจริงๆ แล้ว พระราชศาสน์อักษรจีนกับอักษรไทยก็ไม่ต้องกัน จะต้องประกาศให้ชาวยุโรปรู้ว่า เรามีพระราชศาสน์ไปความว่าอย่างนี้ๆ ดอก แต่เสมียนจีนผู้แต่งแปลพระราชศาสน์เป็นคำจีน ไปดัดแปลงเสียเอาตามโบราณ ความข้อ ๓ ซึ่งจะคัดข้อความในพระราชศาสน์ไปลงพิมพ์ประกาศนั้นเห็นไม่ควร ข้อ ๔ ถ้าฝ่ายเราจะไม่ไปจิ้มก้อง ลูกค้าที่แต่งเรือไปค้าขายเมืองจีนอยู่ก็จะร้องว่าขาดผลประโยชน์ หรือเจ๊กจีนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นอันมาก จะคิดการกำเริบไปต่างๆ อย่างไรบ้าง ให้ข้าพระพุทธเจ้าตริตรองปรึกษาหารือกันให้ตกลง เห็นความอย่างไรจะดีจะควรมีหนังสือตอบไปอย่างไร ก็สุดแต่จะเห็นพร้อมกันเถิด ความข้อ ๔ นั้นคิดดูก็เป็นที่ควรจะวิตกอยู่ ด้วยคนซึ่งเป็นใจพาลกำเริบก็จะผูกพันเอาเหตุอันนี้ยกขึ้นเป็นต้น ชักชวนเกลี้ยกล่อมให้เป็นเหตุร้ายมีขึ้นต่างๆ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ซึ่งพระราชศาสน์และหนังสือจงต๊กมีเข้ามานั้นอย่าเพิ่งตอบก่อน ให้แต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐีมีหนังสือไปถึงห้างปุนกังว่ามรสุมปีนี้ก็สิ้นแล้ว เรือซึ่งจะเป็นฮูก้องเจียก้อง ซึ่งเคยใช้อยู่แต่ก่อนก็ผุเสียไปหมด ยังหาได้จัดแจงขึ้นไม่ การต่อไปภายหน้าจึงจะคิดจัดเรือซึ่งควรจะเชิญพระราชศาสน์จึงค่อยพูดคิดอ่านกันต่อไป ว่าเลยๆ กันอยู่แต่เพียงเท่านี้ก็เห็นจะดีอยู่ จะจับเอาว่าจะไปหรือไม่ไปจะเอาเป็นแน่ก็ไม่ได้ เมื่อมีหนังสือเตือนมาภายหลังจึงค่อยหาเหตุพูดต่อไปอีก
ความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว หนังสือที่ร่างไว้จะมีไปนั้น รับสั่งให้งดไว้ก่อน”
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมที่
https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๑๑๒-พระราชศาสน์ถึงเจ้ากรุงจีน
https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๑๒๗-เรื่องราชศาสน์เจ้ากรุงจีน
ส่วนเรื่องราชวงศ์สุพรรณภูมิอาศัยจีนยึดอำนาจจากราชวงศ์อู่ทองยังมีปัญหาความขัดแย้งของหลักฐานครับ ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้นี้ครับ
https://pantip.com/topic/39056591/comment7
“เมื่อปีชวด จัตวาศก ที่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาได้แต่งทูตานุทูตออกไปจิ้มก้องขอหองกรุงปักกิ่ง ครั้นทูตกลับไปถึงตำบลห้อหนำ แขวงเมืองเอียงเซียงกุ้ย มีโจรเข้าตีชิงเอาของทรงยินดีตอบแทนและของทูตไปสิ้น แล้วฆ่าจีนหงทองสื่อใหญ่ตายเสียคน ๑ จงต๊กมิได้ชำระเอาตัวโจรมาทำโทษให้ได้ ที่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาก็ได้ความอัประยศไปครั้ง ๑ ครั้นจะแต่งทูตานุทูตออกมาตอบแทนหองก็เห็นว่าโจรผู้ร้ายยังกำเริบมากอยู่ จึงได้งดทูตไว้ ครั้นถึงมรสุมปีเถาะสัปตศก กำหนดก้อง ก็ได้สืบทราบว่าพวกกบฏกำเริบมากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อน จึงต้องงดก้องไว้ ครั้นมรสุม ปีมะแม เอกศก กำหนดก้องอีกครั้ง ๑ ก็ได้สืบทราบว่าเมืองกวางตุ้งเกิดรบขึ้นกับอังกฤษ จงต๊กก็ไม่ได้อยู่ที่เมืองกวางตุ้ง จะแต่งทูตานุทูตออกมาก็ไม่มีผู้ใดจะรับรอง ครั้นมาถึงปีระกา ตรีศก ก็ได้สืบทราบว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส ขึ้นไปรบกวนถึงกรุงปักกิ่ง ๆ มีการศึกใหญ่อยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม มีพระราชวิตกถึงทางพระราชไมตรีสมเด็จพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ให้เจ้าพนักงานสืบสวนข่าวราชการซึ่งเกิดในแผ่นดินจีน ก็ได้ความแต่เรือลูกค้าเข้าออกเสมอทุกเดือนทุกปี ครั้นจะแต่งทูตานุทูตออกมาตามกำหนดก้อง และเยี่ยมพระศพสมเด็จพระเจ้าฮำฮอง และก้องสมเด็จพระเจ้าถ้องตี้แผ่นดินใหม่ ไม่ให้เสียอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน เห็นว่าพวกกบฎและโจรผู้ร้ายยังกำเริบอยู่ ทูตจะขึ้นไปกรุงปักกิ่งก็จะได้ความลำบากเหมือนครั้งก่อน ถ้าท่านเสนาบดีกรุงปักกิ่ง ปราบปรามพวกกบฏและโจรผู้ร้ายเสร็จสิ้นแล้ว บ้านเมืองราบคาบเป็นแผ่นดินเดียวไม่มีเสี้ยนหนาม กรุงพระมหานครศรีอยุธยาก็จะได้แต่งทูตานุทูตออกมาเจริญทางพระราชไมตรี สมเด็จพระเจ้ากรุงปักกิ่งตามอย่างประเพณี ไม่ให้เสื่อมเสียทางพระราชไมตรี ขอให้นายห้างปุนกังแจ้งความแก่จงต๊ก บอกความขึ้นไปยังลีปูตาทั่งเสนาบดีกรุงปักกิ่งให้ทราบด้วย หนังสือลงวันเดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำ ปีจอ จัตวาศก[๒]”
เมื่อจีนมีหนังสือส่งมาทวงก้องอีก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าว่าการที่จะแต่งทูตไปขึ้นที่เมืองกวางตุ้งเหมือนในอดีตเป็นการลำบากนัก แล้วโจรผู้ร้ายก็ชุกชุม จึงพระราชดำริคิดจะแต่งทูตออกไปขึ้นที่เมืองเทียนจิน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ปรึกษาพระบรมวงศานุวงศ์กับเสนาบดีทั้งหลาย ซึ่งได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า
“พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พณฯ ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหม เรียงคำปรึกษาขึ้นทูลเกล้าๆ ถวาย มีความว่า ด้วยเจ้าพระยารวิวงศมหาโกษาธิบดี เชิญพระกระแสพระราชดำริมาแจ้งแก่ข้าพระพุทธเจ้า ว่าการที่จงต๊กเตือนเข้ามาให้แต่งทูตไปจิ้มก้อง ข้อ ๑ ถ้าฝ่ายเราจะว่าไปด้วยจะให้ทูตไปทางเมืองกวางตุ้ง พวกกบฏและโจรผู้ร้ายก็ยังไม่สงบ ผู้ที่จะเป็นทูตไปก็ครั่นคร้ามอยู่จะหักหาญให้ไปก็ไม่ควร ถ้าฝ่ายจีนจะตอบมาว่าไทยกลัวอยู่ดังนั้น ก็ให้ส่งพระราชศาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปณเมืองกวางตุ้ง จงต๊กจะรับส่งไปให้ ความข้อ ๑ จะว่าผู้ซึ่งเป็นทูตครั่นคร้ามอยู่นั้นไม่ควรจะว่า ด้วยคนอยู่ในพระราชอาญาแล้วจะใช้ไปก็คงจะต้องไปจนถึง ข้อ ๒ ฝ่ายเราจะขอแต่งทูตไปขึ้นที่เมืองเทียนจิ๋น ความข้อนี้ ถ้าจีนยอมให้ไปเหมือนอย่างว่า ก็จะต้องแต่งทูตออกไป เรือที่จะไปส่งทูตต้องใช้เรือกลไฟ หรือเรือใบที่โตใหญ่จึงจะไปได้ การต้องลงทุนมากโดยจะได้ของตอบแทนก็ไม่คุ้มทุน ความข้อ ๒ ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมว่าไม่ควรจะต้องเสียทุนรอนมาก เพราะการก้องนั้นก็ชอบอยู่ ด้วยในการนี้ไม่ได้หาผลกำไรในการค้าขายเหมือนแต่ก่อนยกเสียไม่ว่าก็ได้ ข้อ ๓ ถ้าจะต้องแต่งทูตไปจริงๆ แล้ว พระราชศาสน์อักษรจีนกับอักษรไทยก็ไม่ต้องกัน จะต้องประกาศให้ชาวยุโรปรู้ว่า เรามีพระราชศาสน์ไปความว่าอย่างนี้ๆ ดอก แต่เสมียนจีนผู้แต่งแปลพระราชศาสน์เป็นคำจีน ไปดัดแปลงเสียเอาตามโบราณ ความข้อ ๓ ซึ่งจะคัดข้อความในพระราชศาสน์ไปลงพิมพ์ประกาศนั้นเห็นไม่ควร ข้อ ๔ ถ้าฝ่ายเราจะไม่ไปจิ้มก้อง ลูกค้าที่แต่งเรือไปค้าขายเมืองจีนอยู่ก็จะร้องว่าขาดผลประโยชน์ หรือเจ๊กจีนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นอันมาก จะคิดการกำเริบไปต่างๆ อย่างไรบ้าง ให้ข้าพระพุทธเจ้าตริตรองปรึกษาหารือกันให้ตกลง เห็นความอย่างไรจะดีจะควรมีหนังสือตอบไปอย่างไร ก็สุดแต่จะเห็นพร้อมกันเถิด ความข้อ ๔ นั้นคิดดูก็เป็นที่ควรจะวิตกอยู่ ด้วยคนซึ่งเป็นใจพาลกำเริบก็จะผูกพันเอาเหตุอันนี้ยกขึ้นเป็นต้น ชักชวนเกลี้ยกล่อมให้เป็นเหตุร้ายมีขึ้นต่างๆ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า ซึ่งพระราชศาสน์และหนังสือจงต๊กมีเข้ามานั้นอย่าเพิ่งตอบก่อน ให้แต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐีมีหนังสือไปถึงห้างปุนกังว่ามรสุมปีนี้ก็สิ้นแล้ว เรือซึ่งจะเป็นฮูก้องเจียก้อง ซึ่งเคยใช้อยู่แต่ก่อนก็ผุเสียไปหมด ยังหาได้จัดแจงขึ้นไม่ การต่อไปภายหน้าจึงจะคิดจัดเรือซึ่งควรจะเชิญพระราชศาสน์จึงค่อยพูดคิดอ่านกันต่อไป ว่าเลยๆ กันอยู่แต่เพียงเท่านี้ก็เห็นจะดีอยู่ จะจับเอาว่าจะไปหรือไม่ไปจะเอาเป็นแน่ก็ไม่ได้ เมื่อมีหนังสือเตือนมาภายหลังจึงค่อยหาเหตุพูดต่อไปอีก
ความทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว หนังสือที่ร่างไว้จะมีไปนั้น รับสั่งให้งดไว้ก่อน”
รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมที่
https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๑๑๒-พระราชศาสน์ถึงเจ้ากรุงจีน
https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดาร-กรุงรัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-๔/๑๒๗-เรื่องราชศาสน์เจ้ากรุงจีน
ส่วนเรื่องราชวงศ์สุพรรณภูมิอาศัยจีนยึดอำนาจจากราชวงศ์อู่ทองยังมีปัญหาความขัดแย้งของหลักฐานครับ ผมเคยเขียนไว้ในกระทู้นี้ครับ
https://pantip.com/topic/39056591/comment7
ความคิดเห็นที่ 13
ผมควรจะตอบเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกท่านอื่นที่ตั้งใจมาแลกเปลี่ยนความรู้ครับ
คห. 4-1
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่กล่าวหาว่าหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดเชื่อถือไม่ได้หรือเป็นความเท็จเพียงเพราะมาจากพงศาวดาร แต่ต้องใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พิจารณาหลักฐานและการใช้หลักฐาน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
หลักฐานชั้นต้น หรือ หลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources) คือ หลักฐานที่ถูกจัดทำขึ้นร่วมสมัย ถูกบันทึกไว้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือรู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง เช่น กฎหมาย จดหมายเหตุ สนธิสัญญา พระราชสาส์น คำให้การ บันทึกการเดินทาง
หลักฐานชั้นรอง หรือ หลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources) คือ ข้อมูลหลักฐานที่ถูกจัดทำขึ้นภายหลัง อาจจะเป็นบันทึกของผู้ที่ได้รับทราบเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่ง หนังสือประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นภายหลัง หรือการค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาจากหลักฐานชั้นต้น เช่น พงศาวดาร ตำนาน
บางแห่งมี หลักฐานตติยภูมิ (Tertiary sources) คือ หลักฐานที่เขียนหรือรวบรวมขึ้น จากหลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอ้างอิง เช่น สารานุกรม หนังสือแบบเรียน และบทความทางประวัติศาสตร์ต่างๆ
โดยทั่วไปหลักฐานชั้นต้นมักมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรองที่ถูกสร้างขึ้นทีหลัง แต่หลักฐานชั้นต้นก็สามารถให้ข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดได้ บางครั้งหลักฐานชั้นรองที่มีการตรวจสอบค้นคว้าที่ดีอาจให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมากกว่าได้
หลังจากนั้นจึงทำการวิพากษ์หลักฐาน ได้แก่
การวิพากษ์ภายนอก (external criticism) คือการตรวจสอบความแท้ (authencity) ของหลักฐาน โดยพิจารณาถึง อายุของหลักฐาน สภาพแวดล้อมที่หลักฐานถูกสร้างขึ้น ผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐาน วัตถุประสงค์ของการสร้างหลักฐาน และรูปแบบเดิมของหลักฐาน
การวิพากษ์ภายใน (internal criticism) คือการตีความเนื้อหาที่ปรากฏภายในหลักฐาน และการประเมินคุณค่าข้อสนเทศว่าหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
หลักฐานที่ผมใช้อ้างอิงมีหลักฐานชั้นต้นคือ หมิงสือลู่กับชิงสือลู่ คำแปลพระราชสาส์นกรุงปักกิ่งตอบบรรณาการ จ.ศ. ๑๑๗๒ สมัยรัชกาลที่ ๒ และประกาศรัชกาลที่ ๔ เรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน มีทั้งของไทยและของจีน แต่ล้วนบ่งชี้ตรงกันว่าจีนมองไทยเป็นประเทศราช
หลักฐานชั้นรองคือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ และ ๔ แม้จะเป็นหลักฐานสมัยชั้นหลัง แต่เรียบเรียงจากหลักฐานชั้นต้นโดยตรงหลายชิ้น ดังที่ปรากฏในบานแพนกของพงศาวดารเล่าถึงขั้นตอนการเรียบเรียงว่า "ท่านจึงได้ค้นหาเรื่องความเก่า ณ ที่ต่างๆ ได้ที่ปูมบ้าง แลค้นได้ที่กรมมหาดไทย กรมพระกระลาโหม กรมพระอาลักษณบ้าง จนสิ้นเชิงแล้ว จึงได้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์ เจ้าฟ้ามหามาลากรมขุนบำราบปรปักษ์ ขอจดหมายเหตุตำราเก่า ๆ ท่านก็มีพระไทยยินดีจัดมาให้ แลช่วยสืบหาที่อ่าน ๆ ได้อิกบ้างได้ความเปนอันมากแลในกรมท่า ความเรื่องจีนยวนเก่า ๆ มีอยู่โดยมาก..."
เนื้อหาที่อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๑ มีคำแปลพระราชสาส์นของจักรพรรดิเฉียนหลงสมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนพระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๔ มีหนังสือตอบพระยาโชฎึกราชเศรษฐีถึงจงต๊กหมูอี้ผู้สำเร็จราชการเมืองกวางตุ้ง และคำปรึกษาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหมนำขึ้นทูลเกล้าถวายเกี่ยวกับเรื่องการจิ้มก้อง ทั้งหมดนี้เป็นเอกสารที่เรียบเรียงมาจากหลักฐานชั้นต้นโดยตรง และยังมีเนื้อหาสอดคล้องกันกับหลักฐานชั้นต้น
เราไม่อาจสรุปได้ว่าพงศาวดารหรือหลักฐานที่อ้างอิงจากพงศาวดารทั้งหมด "ขาดความน่าเชื่อถือ" บ่อยครั้งที่พบว่าพงศาวดารระบุข้อมูลไว้เที่ยงตรงสอดคล้องกับหลักฐานชั้นต้น และเมื่อวิพากษ์หลักฐานแล้วพบว่ามีความน่าเชื่อถือใช้อ้างอิงได้ ในขณะที่บางครั้งอาจมีความน่าเชื่อถือต่ำ ดังนั้นหากต้องการนำเสนอว่าหลักฐานที่ผมใช้อ้างอิง "ขาดความน่าเชื่อถือ" ก็สมควรมีอธิบายหักล้างโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ มากกว่าการกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักครับ
เรื่องตราพระราชลัญจกรหรือตราประทับ เนื่องจากเอกสารส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ตีพิมพ์ในหนังสือยุคปัจจุบัน หรือเป็นสำเนาที่คัดลอกมาภายหลัง โดยปกติเวลาตีพิมพ์หรือคัดลอกมาจึงมีแต่เนื้อหาเป็นปกติ ถ้าอยากศึกษาเอกสารต้นฉบับตัวเขียนคงต้องทำเรื่องติดต่อสถานที่รักษาเอกสารโดยตรง เอกสารบางชิ้นอาจไม่มีต้นฉบับจริงหลงเหลืออยู่แล้ว มีแต่สำเนาที่คัดลอกไว้ใน
ทั้งนี้หลักฐานลายลักษณ์อักษรจำนวนมากทั่วโลก ถูกจดบันทึกคัดลอกมารวบรวมไว้ในจดหมายเหตุต่างๆ หรือนำมาตีพิมพ์จำนวนมากโดยไม่ได้หลงเหลือเอกสารต้นฉบับไว้ เช่น จดหมายเหตุยี่สิบสี่ประวัติศาสตร์ (二十四史) ของจีน ที่เป็นจดหมายเหตุพงศาวดารแบบแผนประเพณีในแต่ละราชวงศ์ ก็เรียบเรียงขึ้นโดยอาลักษณ์ในราชวงศ์ถัดมาทั้งสิ้น เท่าที่ทราบไม่เคยเห็นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์คนไหนกล่าวว่าหลักฐานเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือด้วยเหตุผลเพียงว่าเป็นเอกสารฉบับคัดลอกหรือตีพิมพ์ นอกจากนี้ต่อให้มีข้อสงสัยในตัวหลักฐานก็สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ตรวจสอบได้
ถ้าจะสรุปว่าหลักฐานอ้างอิง "ขาดความน่าเชื่อถือ" ด้วยเหตุทำนองว่าไม่ใช่เอกสารต้นฉบับที่ไม่มีรูปพระราชลัญจกรหรือตราประทับ โดยไม่มีเหตุผลอื่นสนับสนุน หลักฐานประวัติศาสตร์ลายลักษณ์อักษรที่เป็นหลักฐานชั้นรองเกือบทั้งหมดบนโลกนี้คงไม่สามารถเชื่อถือได้ครับ
คห. 5-1
เหตุผลการเลิกจิ้มก้องตามที่อธิบายไว้ไม่น่าเข้าใจยากครับ ในอดีตสยามเคยได้รับผลประโยชน์ก็ส่งสำเภาไปเป็นประจำ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ มีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างที่ทำให้การจิ้มก้องไม่ได้ผลประโยชน์เหมือนในอดีตก็เลิกไป
สถานการณ์ระหว่างประเทศไม่ได้เป็นสิ่งคงที่ แต่เปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของยุคสมัยครับ
คห. 5-5, 5-6
เรื่องลัญจกรตอบไปแล้วครับ
คุณกล่าวว่าการให้ข้อมูลของผม “แบบนี้มันไม่ต่างกับการเขียนเรียงความไม่ใช่ประวัติศาสตร์”
เข้าใจอาจไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการศึกษาวิธีการทางประวัติศาสตร์หรือการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ เพราะเท่าที่ศึกษาหนังสือ งานวิจัย หรือบทความวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการเรียบเรียงเนื้อหาจากหลักฐานต่างๆ พร้อมกับระบุแหล่งอ้างอิง โดยไม่จำเป็นต้องนำภาพหลักฐานต้นฉบับมาลงทุกครั้ง ปกติไม่เห็นมีข้อวิจารณ์ว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์เหล่านี้เชื่อถือไม่ได้เพียงเพราะไม่มีภาพหลักฐานประกอบ
คุณพยายามอธิบายว่า รัชกาลที่ ๔ ทรงเลิกจิ้มก้องกับจีนเปลี่ยนไปเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกเพราะเรื่องการเมืองอย่างเดียว พร้อมทั้งนำภาพพระราชสาส์นกับเครื่องบรรณาการที่พระราชทานไปถึงอังกฤษและฝรั่งเศสให้ชม แต่ภาพดังกล่าวก็ให้ข้อมูลเพียงว่าสยามมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกเท่านั้น ไม่สามารถใช้บ่งชี้สยามเจริญสัมพันธไมตรีกับตะวันตกเพราะต้องการเปลี่ยนข้างจากจีนเพราะเรื่องการเมือง
นอกจากนี้ผมยังไม่เห็นคุณยกหลักฐานข้อมูลใดสนับสนุนสมมติฐานของคุณเลย ถ้าคุณมีหลักฐานก็ควรจะนำเสนอตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ มิฉะนั้นจะไม่ต่างจากการ “อ้างลอยๆ” ตามที่คุณกล่าวครับ
คห. 6
ขออธิบายเพิ่มเติมเป็นความรู้ว่าพระราชลัญจกรในภาพที่ยกมาเป็นพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ พบแต่ประทับในเงินพดด้วงคู่กับตราจักรที่เป็นตราประจำแผ่นดิน หรือประทับบนใบปกคัมภีร์ใบลานประจำรัชกาลเท่านั้น ไม่ได้ประทับในเอกสารราชการ โดยปกติหากเป็นเอกสารราชการสำคัญจะประทับด้วยพระราชลัญจกรเก่าสำหรับแผ่นดิน ๔ ดวง คือ
๑. พระราชลัญจกรมหาโองการ
๒. พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์
๓. พระราชลัญจกรหงสพิมาน
๔. พระราชลัญจกรไอราพต
หากเป็นพระราชสาส์นที่จะส่งไปเมืองจีนจะประทับตราโลโต หรือถ้าไม่มีตราโลโตก็ประทับตราไอยราพตแทน ปรากฏในพระราชสาส์นที่ส่งไปเมืองจีนในสมัยธนบุรี พ.ศ. ๒๓๒๔ และสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๗ ระบุว่า “พระราชสาส์นคำหับปิดตราโลโต ครั้งนี้หาตราโลโตมิได้ ปิดตราพระไอยราพตมาเป็นสำคัญ”
มีจดหมายเหตุการแต่งพระราชสาสน์ไปกรุงปักกิ่งสมัยธนบุรี ที่อ้างอิงกฎหมายสมัยอยุทธยาระบุว่า มีแต่การประทับตราโลโตในพระราชสาส์น แล้วประทับครั่งด้วยตราครุฑพ่าห์กับตรามังกรหก
“ครั้นฤกษ์จะได้จารึกพระราชสาส์นแผ่นทองและคำหับกระดาษเหลือง ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท กรมท่าหมายบอกจตุสดมภ์ทั้ง ๓ พระไชยะทัน พระคลังใน พระคลังสินค้า พระคลังวิเศษ ทูตทั้ง ๓ ท่องสื่อ ปันสื่อ นายสำเภา ล้าต้า มาพร้อมกันพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ชาวพระมาลาเชิญหีบตราครุฑพาห ตรามังกรหก สำหรับตีประจำคลั่งใส่พระเสลี่ยงมีสัปปะทนแพรเหลือง ๔ คัน แห่แต่โรงแสงในมายังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระคลังในเชิญหีบตราโลโตและชาดมาสำหรับตีพระราชสาส์นคำหับกระดาษเหลือง สนมเบิกผ้าขาวตราล้าวมาให้รองจารึกพระราชสาส์นแผ่นทองพับหนึ่ง รองตีตราพระราชสาส์นคำหับพับหนึ่ง มูลครั่งสมกำยานเป็นพนักงานอาลักสน์ ลง กอรเจียด ถุง นวม พนักงานพระคลังวิเศษ”
เอกสารที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องประทับพระราขลักญจกรเสมอไปครับ หากเป็นพระสุพรรณบัฏซึ่งเป็นแผ่นทองจะไม่มีการประทับพระราชลัญจกรเลย หรือ กฎหมายตราสามดวงที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้ชำระขึ้น ก็ประทับตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ ตราบัวแก้วของเสนาบดี เอกสารประเภทวรรณกรรมพระราชนิพนธ์ ก็ไม่เคยมีการประทับพระราชลัญจกรแต่อย่างใด
ตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลแบบในภาพนั้น เพิ่งปรากฏหลักฐานว่าใช้ประทับในเอกสารราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมาเท่านั้นครับ
รายละเอียดแนะนำศึกษาเพิ่มที่ https://th.wikisource.org/wiki/พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง
คห. 8
ภาพนี้เป็นงานเขียนพู่กันชื่อ โป๋หย่วนเทีย《伯远帖》หรือ จดหมายถึงโป๋หย่วน ของ หวังสวิน (王珣) สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ตราประทับในภาพเป็นการประทับเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนเจ้าของมาจำนวนมากครับ
หากต้องการนำเสนอหลักฐาน ก็ควรตรวจสอบบริบทของหลักฐานนั้นก่อนนะครับ เพราะบริบทการใช้ตราประทับในที่นี้ไม่ใช้เอกสารราชการ
คห. 9
การที่ราชสำนักจีนเป็นฝ่ายเดินทางไปค้าขายเอง ย่อมไม่เหมือนกับการที่ต่างประเทศเป็นฝ่ายที่ต้องเดินทางไปค้าขายกับจีน ซึ่งจะต้องมีการถวายบรรณาการตามธรรมเนียม แม้แต่ตอนที่กองเรือมหาสมบัติเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ก็ปรากฏในหมิงสือลู่อย่างชัดเจนว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้ “บรรดาประเทศทั้งหลายที่ปรารถนาแสดงความจริงใจที่จักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้” ตามที่ได้ระบุไว้ใน คห. 4 แล้ว
ส่วนเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดด้านบนแล้ว ถ้าคุณมีความเห็นต่างจากผม คุณควรนำเสนอหลักฐานพร้อมเหตุผลประกอบด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อหักล้าง มากกว่าการกล่าวอ้างว่าผู้อื่นนำเสนอ “โปปะกันดา” ครับ ผมเองก็อยากเห็น “การอ้างอิงประวัติศาสตร์ต้องอ้างอิงด้วยวิชาตรรกศาสตร์และเอกสารหลักฐานของแท้” จากคุณบ้างครับ
และคงต้องทำความเข้าใจความหมายของ “ประเทศราช” ใหม่ครับ การเป็นประเทศราชไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแพ้สงครามหรือต้องถูกควบคุมเรื่องภายในทุกอย่าง เพื่อแค่ยอมอยู่ใต้อาณาบารมีของรัฐเอกราชก็นับเป็นประเทศราชได้
ประเทศราชมีหลายระดับ ส่วนใหญ่มีอิสระในการปกครองตนเองสูง เช่น เมืองตานี เมืองไทรเป็นประเทศราชถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง แต่อยุทธยาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในเลย ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มองว่าตนเป็นประเทศราชแต่ถวายของขวัญเป็นไมตรี ที่บางเมืองอาจถูกแทรกแซงการปกครอง ต้องส่งองค์ประกันมาถวาย หรือถูกเกณฑ์ไพร่พล เช่น กัมพูชา
ใกล้เคียงกับจีนที่มองนานาประเทศที่แสดงออกว่ายอมรับในบารมีของตนว่าเป็นประเทศราช แม้ว่าจะไม่ต้องปกครองโดยตรงก็ตามครับ
คห. 4-1
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่กล่าวหาว่าหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดเชื่อถือไม่ได้หรือเป็นความเท็จเพียงเพราะมาจากพงศาวดาร แต่ต้องใช้ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พิจารณาหลักฐานและการใช้หลักฐาน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
หลักฐานชั้นต้น หรือ หลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources) คือ หลักฐานที่ถูกจัดทำขึ้นร่วมสมัย ถูกบันทึกไว้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือรู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง เช่น กฎหมาย จดหมายเหตุ สนธิสัญญา พระราชสาส์น คำให้การ บันทึกการเดินทาง
หลักฐานชั้นรอง หรือ หลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources) คือ ข้อมูลหลักฐานที่ถูกจัดทำขึ้นภายหลัง อาจจะเป็นบันทึกของผู้ที่ได้รับทราบเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่ง หนังสือประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้นภายหลัง หรือการค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาจากหลักฐานชั้นต้น เช่น พงศาวดาร ตำนาน
บางแห่งมี หลักฐานตติยภูมิ (Tertiary sources) คือ หลักฐานที่เขียนหรือรวบรวมขึ้น จากหลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอ้างอิง เช่น สารานุกรม หนังสือแบบเรียน และบทความทางประวัติศาสตร์ต่างๆ
โดยทั่วไปหลักฐานชั้นต้นมักมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรองที่ถูกสร้างขึ้นทีหลัง แต่หลักฐานชั้นต้นก็สามารถให้ข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดได้ บางครั้งหลักฐานชั้นรองที่มีการตรวจสอบค้นคว้าที่ดีอาจให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมากกว่าได้
หลังจากนั้นจึงทำการวิพากษ์หลักฐาน ได้แก่
การวิพากษ์ภายนอก (external criticism) คือการตรวจสอบความแท้ (authencity) ของหลักฐาน โดยพิจารณาถึง อายุของหลักฐาน สภาพแวดล้อมที่หลักฐานถูกสร้างขึ้น ผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐาน วัตถุประสงค์ของการสร้างหลักฐาน และรูปแบบเดิมของหลักฐาน
การวิพากษ์ภายใน (internal criticism) คือการตีความเนื้อหาที่ปรากฏภายในหลักฐาน และการประเมินคุณค่าข้อสนเทศว่าหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
หลักฐานที่ผมใช้อ้างอิงมีหลักฐานชั้นต้นคือ หมิงสือลู่กับชิงสือลู่ คำแปลพระราชสาส์นกรุงปักกิ่งตอบบรรณาการ จ.ศ. ๑๑๗๒ สมัยรัชกาลที่ ๒ และประกาศรัชกาลที่ ๔ เรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี ทั้งหมดเป็นหลักฐานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน มีทั้งของไทยและของจีน แต่ล้วนบ่งชี้ตรงกันว่าจีนมองไทยเป็นประเทศราช
หลักฐานชั้นรองคือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ และ ๔ แม้จะเป็นหลักฐานสมัยชั้นหลัง แต่เรียบเรียงจากหลักฐานชั้นต้นโดยตรงหลายชิ้น ดังที่ปรากฏในบานแพนกของพงศาวดารเล่าถึงขั้นตอนการเรียบเรียงว่า "ท่านจึงได้ค้นหาเรื่องความเก่า ณ ที่ต่างๆ ได้ที่ปูมบ้าง แลค้นได้ที่กรมมหาดไทย กรมพระกระลาโหม กรมพระอาลักษณบ้าง จนสิ้นเชิงแล้ว จึงได้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์ เจ้าฟ้ามหามาลากรมขุนบำราบปรปักษ์ ขอจดหมายเหตุตำราเก่า ๆ ท่านก็มีพระไทยยินดีจัดมาให้ แลช่วยสืบหาที่อ่าน ๆ ได้อิกบ้างได้ความเปนอันมากแลในกรมท่า ความเรื่องจีนยวนเก่า ๆ มีอยู่โดยมาก..."
เนื้อหาที่อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๑ มีคำแปลพระราชสาส์นของจักรพรรดิเฉียนหลงสมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนพระราชพงศาวดารฯ รัชกาลที่ ๔ มีหนังสือตอบพระยาโชฎึกราชเศรษฐีถึงจงต๊กหมูอี้ผู้สำเร็จราชการเมืองกวางตุ้ง และคำปรึกษาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหมนำขึ้นทูลเกล้าถวายเกี่ยวกับเรื่องการจิ้มก้อง ทั้งหมดนี้เป็นเอกสารที่เรียบเรียงมาจากหลักฐานชั้นต้นโดยตรง และยังมีเนื้อหาสอดคล้องกันกับหลักฐานชั้นต้น
เราไม่อาจสรุปได้ว่าพงศาวดารหรือหลักฐานที่อ้างอิงจากพงศาวดารทั้งหมด "ขาดความน่าเชื่อถือ" บ่อยครั้งที่พบว่าพงศาวดารระบุข้อมูลไว้เที่ยงตรงสอดคล้องกับหลักฐานชั้นต้น และเมื่อวิพากษ์หลักฐานแล้วพบว่ามีความน่าเชื่อถือใช้อ้างอิงได้ ในขณะที่บางครั้งอาจมีความน่าเชื่อถือต่ำ ดังนั้นหากต้องการนำเสนอว่าหลักฐานที่ผมใช้อ้างอิง "ขาดความน่าเชื่อถือ" ก็สมควรมีอธิบายหักล้างโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ มากกว่าการกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักครับ
เรื่องตราพระราชลัญจกรหรือตราประทับ เนื่องจากเอกสารส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ตีพิมพ์ในหนังสือยุคปัจจุบัน หรือเป็นสำเนาที่คัดลอกมาภายหลัง โดยปกติเวลาตีพิมพ์หรือคัดลอกมาจึงมีแต่เนื้อหาเป็นปกติ ถ้าอยากศึกษาเอกสารต้นฉบับตัวเขียนคงต้องทำเรื่องติดต่อสถานที่รักษาเอกสารโดยตรง เอกสารบางชิ้นอาจไม่มีต้นฉบับจริงหลงเหลืออยู่แล้ว มีแต่สำเนาที่คัดลอกไว้ใน
ทั้งนี้หลักฐานลายลักษณ์อักษรจำนวนมากทั่วโลก ถูกจดบันทึกคัดลอกมารวบรวมไว้ในจดหมายเหตุต่างๆ หรือนำมาตีพิมพ์จำนวนมากโดยไม่ได้หลงเหลือเอกสารต้นฉบับไว้ เช่น จดหมายเหตุยี่สิบสี่ประวัติศาสตร์ (二十四史) ของจีน ที่เป็นจดหมายเหตุพงศาวดารแบบแผนประเพณีในแต่ละราชวงศ์ ก็เรียบเรียงขึ้นโดยอาลักษณ์ในราชวงศ์ถัดมาทั้งสิ้น เท่าที่ทราบไม่เคยเห็นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์คนไหนกล่าวว่าหลักฐานเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือด้วยเหตุผลเพียงว่าเป็นเอกสารฉบับคัดลอกหรือตีพิมพ์ นอกจากนี้ต่อให้มีข้อสงสัยในตัวหลักฐานก็สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ตรวจสอบได้
ถ้าจะสรุปว่าหลักฐานอ้างอิง "ขาดความน่าเชื่อถือ" ด้วยเหตุทำนองว่าไม่ใช่เอกสารต้นฉบับที่ไม่มีรูปพระราชลัญจกรหรือตราประทับ โดยไม่มีเหตุผลอื่นสนับสนุน หลักฐานประวัติศาสตร์ลายลักษณ์อักษรที่เป็นหลักฐานชั้นรองเกือบทั้งหมดบนโลกนี้คงไม่สามารถเชื่อถือได้ครับ
คห. 5-1
เหตุผลการเลิกจิ้มก้องตามที่อธิบายไว้ไม่น่าเข้าใจยากครับ ในอดีตสยามเคยได้รับผลประโยชน์ก็ส่งสำเภาไปเป็นประจำ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ มีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างที่ทำให้การจิ้มก้องไม่ได้ผลประโยชน์เหมือนในอดีตก็เลิกไป
สถานการณ์ระหว่างประเทศไม่ได้เป็นสิ่งคงที่ แต่เปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทของยุคสมัยครับ
คห. 5-5, 5-6
เรื่องลัญจกรตอบไปแล้วครับ
คุณกล่าวว่าการให้ข้อมูลของผม “แบบนี้มันไม่ต่างกับการเขียนเรียงความไม่ใช่ประวัติศาสตร์”
เข้าใจอาจไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการศึกษาวิธีการทางประวัติศาสตร์หรือการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ เพราะเท่าที่ศึกษาหนังสือ งานวิจัย หรือบทความวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นการเรียบเรียงเนื้อหาจากหลักฐานต่างๆ พร้อมกับระบุแหล่งอ้างอิง โดยไม่จำเป็นต้องนำภาพหลักฐานต้นฉบับมาลงทุกครั้ง ปกติไม่เห็นมีข้อวิจารณ์ว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์เหล่านี้เชื่อถือไม่ได้เพียงเพราะไม่มีภาพหลักฐานประกอบ
คุณพยายามอธิบายว่า รัชกาลที่ ๔ ทรงเลิกจิ้มก้องกับจีนเปลี่ยนไปเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกเพราะเรื่องการเมืองอย่างเดียว พร้อมทั้งนำภาพพระราชสาส์นกับเครื่องบรรณาการที่พระราชทานไปถึงอังกฤษและฝรั่งเศสให้ชม แต่ภาพดังกล่าวก็ให้ข้อมูลเพียงว่าสยามมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกเท่านั้น ไม่สามารถใช้บ่งชี้สยามเจริญสัมพันธไมตรีกับตะวันตกเพราะต้องการเปลี่ยนข้างจากจีนเพราะเรื่องการเมือง
นอกจากนี้ผมยังไม่เห็นคุณยกหลักฐานข้อมูลใดสนับสนุนสมมติฐานของคุณเลย ถ้าคุณมีหลักฐานก็ควรจะนำเสนอตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ มิฉะนั้นจะไม่ต่างจากการ “อ้างลอยๆ” ตามที่คุณกล่าวครับ
คห. 6
ขออธิบายเพิ่มเติมเป็นความรู้ว่าพระราชลัญจกรในภาพที่ยกมาเป็นพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ พบแต่ประทับในเงินพดด้วงคู่กับตราจักรที่เป็นตราประจำแผ่นดิน หรือประทับบนใบปกคัมภีร์ใบลานประจำรัชกาลเท่านั้น ไม่ได้ประทับในเอกสารราชการ โดยปกติหากเป็นเอกสารราชการสำคัญจะประทับด้วยพระราชลัญจกรเก่าสำหรับแผ่นดิน ๔ ดวง คือ
๑. พระราชลัญจกรมหาโองการ
๒. พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์
๓. พระราชลัญจกรหงสพิมาน
๔. พระราชลัญจกรไอราพต
หากเป็นพระราชสาส์นที่จะส่งไปเมืองจีนจะประทับตราโลโต หรือถ้าไม่มีตราโลโตก็ประทับตราไอยราพตแทน ปรากฏในพระราชสาส์นที่ส่งไปเมืองจีนในสมัยธนบุรี พ.ศ. ๒๓๒๔ และสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๗ ระบุว่า “พระราชสาส์นคำหับปิดตราโลโต ครั้งนี้หาตราโลโตมิได้ ปิดตราพระไอยราพตมาเป็นสำคัญ”
มีจดหมายเหตุการแต่งพระราชสาสน์ไปกรุงปักกิ่งสมัยธนบุรี ที่อ้างอิงกฎหมายสมัยอยุทธยาระบุว่า มีแต่การประทับตราโลโตในพระราชสาส์น แล้วประทับครั่งด้วยตราครุฑพ่าห์กับตรามังกรหก
“ครั้นฤกษ์จะได้จารึกพระราชสาส์นแผ่นทองและคำหับกระดาษเหลือง ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท กรมท่าหมายบอกจตุสดมภ์ทั้ง ๓ พระไชยะทัน พระคลังใน พระคลังสินค้า พระคลังวิเศษ ทูตทั้ง ๓ ท่องสื่อ ปันสื่อ นายสำเภา ล้าต้า มาพร้อมกันพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ชาวพระมาลาเชิญหีบตราครุฑพาห ตรามังกรหก สำหรับตีประจำคลั่งใส่พระเสลี่ยงมีสัปปะทนแพรเหลือง ๔ คัน แห่แต่โรงแสงในมายังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท พระคลังในเชิญหีบตราโลโตและชาดมาสำหรับตีพระราชสาส์นคำหับกระดาษเหลือง สนมเบิกผ้าขาวตราล้าวมาให้รองจารึกพระราชสาส์นแผ่นทองพับหนึ่ง รองตีตราพระราชสาส์นคำหับพับหนึ่ง มูลครั่งสมกำยานเป็นพนักงานอาลักสน์ ลง กอรเจียด ถุง นวม พนักงานพระคลังวิเศษ”
เอกสารที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องประทับพระราขลักญจกรเสมอไปครับ หากเป็นพระสุพรรณบัฏซึ่งเป็นแผ่นทองจะไม่มีการประทับพระราชลัญจกรเลย หรือ กฎหมายตราสามดวงที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้ชำระขึ้น ก็ประทับตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ ตราบัวแก้วของเสนาบดี เอกสารประเภทวรรณกรรมพระราชนิพนธ์ ก็ไม่เคยมีการประทับพระราชลัญจกรแต่อย่างใด
ตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลแบบในภาพนั้น เพิ่งปรากฏหลักฐานว่าใช้ประทับในเอกสารราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมาเท่านั้นครับ
รายละเอียดแนะนำศึกษาเพิ่มที่ https://th.wikisource.org/wiki/พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง
คห. 8
ภาพนี้เป็นงานเขียนพู่กันชื่อ โป๋หย่วนเทีย《伯远帖》หรือ จดหมายถึงโป๋หย่วน ของ หวังสวิน (王珣) สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ตราประทับในภาพเป็นการประทับเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนเจ้าของมาจำนวนมากครับ
หากต้องการนำเสนอหลักฐาน ก็ควรตรวจสอบบริบทของหลักฐานนั้นก่อนนะครับ เพราะบริบทการใช้ตราประทับในที่นี้ไม่ใช้เอกสารราชการ
คห. 9
การที่ราชสำนักจีนเป็นฝ่ายเดินทางไปค้าขายเอง ย่อมไม่เหมือนกับการที่ต่างประเทศเป็นฝ่ายที่ต้องเดินทางไปค้าขายกับจีน ซึ่งจะต้องมีการถวายบรรณาการตามธรรมเนียม แม้แต่ตอนที่กองเรือมหาสมบัติเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ก็ปรากฏในหมิงสือลู่อย่างชัดเจนว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้ “บรรดาประเทศทั้งหลายที่ปรารถนาแสดงความจริงใจที่จักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้” ตามที่ได้ระบุไว้ใน คห. 4 แล้ว
ส่วนเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดด้านบนแล้ว ถ้าคุณมีความเห็นต่างจากผม คุณควรนำเสนอหลักฐานพร้อมเหตุผลประกอบด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อหักล้าง มากกว่าการกล่าวอ้างว่าผู้อื่นนำเสนอ “โปปะกันดา” ครับ ผมเองก็อยากเห็น “การอ้างอิงประวัติศาสตร์ต้องอ้างอิงด้วยวิชาตรรกศาสตร์และเอกสารหลักฐานของแท้” จากคุณบ้างครับ
และคงต้องทำความเข้าใจความหมายของ “ประเทศราช” ใหม่ครับ การเป็นประเทศราชไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแพ้สงครามหรือต้องถูกควบคุมเรื่องภายในทุกอย่าง เพื่อแค่ยอมอยู่ใต้อาณาบารมีของรัฐเอกราชก็นับเป็นประเทศราชได้
ประเทศราชมีหลายระดับ ส่วนใหญ่มีอิสระในการปกครองตนเองสูง เช่น เมืองตานี เมืองไทรเป็นประเทศราชถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง แต่อยุทธยาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในเลย ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มองว่าตนเป็นประเทศราชแต่ถวายของขวัญเป็นไมตรี ที่บางเมืองอาจถูกแทรกแซงการปกครอง ต้องส่งองค์ประกันมาถวาย หรือถูกเกณฑ์ไพร่พล เช่น กัมพูชา
ใกล้เคียงกับจีนที่มองนานาประเทศที่แสดงออกว่ายอมรับในบารมีของตนว่าเป็นประเทศราช แม้ว่าจะไม่ต้องปกครองโดยตรงก็ตามครับ
แสดงความคิดเห็น
กรุงศรีอยุธยา กับกรุงจีน มีความสัมพันธ์กันในสถานะแบบไหนครับ
ทีแรกก็เข้าใจว่า แจ้งเพื่อให้จักรพรรดิจีนรับทราบเฉย ๆ จะได้ทำการค้ากันต่อไป
แต่หลัง ๆ เริ่มเจอรายละเอียดตรงเชิงอรรถ (ในหนังสือ การปรับแก้เทียบศักราช และการอธิบายความ พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ โดย ดร.ตรงใจ หุตางกูร) ว่า จศ.844 ขาลศก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทูลขอให้จักรพรรดิจีนสถาปนารัชทายาทของพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แทน เพราะทรงพระชราภาพมาก และทรงเหนื่อยล้าจากพระราชกิจ (ในหนังสือ อ้างจากบันทึกของ หม่าจงซี)
ข้อนี้เลยทำให้รู้สึกว่า ทำไมฝ่ายอยุธยาต้องให้ฝ่ายจีนเป็นคนสถาปนาด้วย ?
เรากับจีน อยู่ในสถานะคู่ค้าที่ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ หรือเป็นสถานะที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นครับ ?
ถือว่าเป็นกระทู้ชวนคุย แลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับทุกท่าน