น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล
“เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์กับมิตรภาพ”
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เป็นละครเวทีที่สร้างจากนวนิยายของ “วินทร์ เลียววาริน” ความยากแรกของละครเวทีเรื่องนี้คือการหยิบบทประพันธ์ที่มีเนื้อหาหนักแน่น เล่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และกินเวลายาวนานนับสิบปี มากด้วยตัวละคร มากด้วยเหตุการณ์สำคัญ แต่ต้องย่อยเป็นละครเวทีให้คนดูอินและเข้าใจภายในสามชั่วโมงกว่า
----------
ยากต่อมาคือการเลือกที่จะเล่าในรูปแบบของมิวสิคัล เป็นละครที่ร้องตลอดเรื่อง มีน้อยมากถึงมากที่สุดกับการที่ตัวละครสนทนาเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดา กับเรื่องราวที่เลี่ยงไม่ได้หากต้องเอ่ยถึงปีพ.ศ. เหตุการณ์สำคัญ หรือชื่อตัวละครต่างๆ ที่ทั้งเยอะและยาว...นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
----------
ยากที่สามคือ “น้ำเงินแท้” ไม่ได้เล่าในมุมมองที่เป็นกลาง นี่คือเรื่องราวของนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช ปี 2476 มุมมองของตัวละครหลักในเรื่องคือมุมของคนที่รักและศรัทธาสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งใด ท่ามกลางยุคปัจจุบันที่เราต่างตามหาสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย นับว่าค่ายนี้กล้ามากที่หยิบบทประพันธ์เรื่องนี้มาทำ ทำออกมาดีด้วยนะ เราไม่ได้รับรู้ถึงอคติหรือแรงเกลียดชังจนน่ากลัวที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามของตัวละครหลักในเรื่องเลย
----------
ยากสุดท้ายคือความยากสำหรับผู้ชม นี่คือละครเวทีเฉพาะกลุ่มเรื่องหนึ่งเลย ด้วยเนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ การเมือง ปฏิเสธได้เลยว่านี่คือละครเวทีที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย หากใครคิดจะไปดู เราแนะนำอย่างยิ่งว่าให้ศึกษาเนื้อเรื่อง ศึกษาข้อมูลตัวละครหลัก (ที่มีนับสิบ) เสียก่อน มิฉะนั้น มีโอกาสสูงมากที่คุณจะมึนงง โดยเฉพาะตัวละครชายที่มีเยอะมา มาเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งกลุ่มใญ่ที่ว่าสวมเครื่องแต่งกายเหมือนกันเป๊ะ คือเสื้อนักโทษสีน้ำเงิน...เราไปแบบไม่เคยอ่านบทประพันธ์ ไม่รู้จักตัวละครมาก่อน อึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่เลยกว่าจะปรับตัวได้
----------------
ข้อเขียนนี้จึงเป็นการพูดถึง “น้ำเงินแท้” เฉพาะในส่วนของละครเวที มิได้มีการเชื่อมโยงหรืออ้างถึงตัวบทประพันธ์แต่อย่างใด
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เป็นเรื่องราวของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มนามว่า “ต้นแสง” ที่เพียงเพราะปากกาด้ามเดียวก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นนักโทษการเมือง ด้วยข้อหากบฏ ต้องโทษตลอดชีวิต นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อแต่นั้นจึงตามด้วยเรื่องราวความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความเรียกร้องหาความยุติธรรม และความจริงอันปวดร้าว
----------
“ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่เราสองคนก็ไม่ควรจะเปลี่ยนไป
ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่มิตรภาพยืนยงได้ไม่เปลี่ยนตาม”
----------
เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ปฏิวัติปี 2475 ท่ามกลางความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างสองเพื่อนรักคือ “ต้นแสง” กับ “ประจักษ์” ทั้งสองให้สัญญา จับมือ มองตากันอย่างแม่นมั่นว่ามิตรภาพของทั้งคู่จะคงอยู่สืบไป...เกิดคำถามแรกในใจเรา...จริงหรือ ?
----------
ตลอด 3 ชั่วโมงเกือบ 4 ที่ได้ชม “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ทุกการขับเคลื่อนทางเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละคร ได้นำพาให้เราเกิดคำถามฉุกคิดในใจตัวเองมากมาย ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยความขัดแย้งของคนสองขั้ว สองมุม ไม่ยากเลยที่เราจะกลับมาตกผลึกกับตัวเองว่าเราคิดแบบไหน...นี่คือพลังของละครเวทีเรื่องนี้
----------
ไม่ว่าจะประเด็นของ “ปากกา” กับ “ปืน” ปากกาน่ากลัวกว่าปืนจริงหรือ? เหตุใดนักการเมืองในยุคนั้นจึงกลัวปากกายิ่งกว่าสิ่งใด? ปากกาจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของละครเวทีเรื่องนี้ที่ชวนให้ขบคิด โดยเฉพาะปากกาของต้นแสง ปากกาของนักหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลต่อนักการเมืองอย่างยิ่ง ปากกาของเขาน่ากลัวเพราะนี่คือเครื่องมือที่จะตีแผ่ความจริง ตีแผ่ความคิดของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน มันคือการชี้นำทางความคิดที่ทรงพลัง เมื่อต้นแสงเลือกแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่แปลกที่เหล่านักการเมืองจะกลัว กลัวเมื่อประชาชนอ่านข้อเขียนของผู้ชายคนนี้ ยิ่งเมื่อต้นแสงเชื่อว่าปืนน่ากลัว และสามารถเข่นฆ่าผู้คนได้มากกว่าปากกา โชคชะตาก็เหมือนทำร้ายเขาเพราะมันได้ดลให้เขาประสบหายนกรรมเพียงเพราะปากกาด้ามนี้ของเขานั่นเอง!
----------
สำหรับเหล่านักการเมืองในยุคนั้น ปากกาจึงน่ากลัวว่าปืน เพราะปืนเพียงใช้เข่นฆ่าให้ตาย แต่ปากกาคือเครื่องมือในการสร้างให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมา สร้างให้เกิดอุดมการณ์ เกิดความคิด และ...เกิดการตีแผ่ความจริง! มันน่าตลกที่คนซึ่งเรียกการปกครองประเทศของตนเองว่าประชาธิปไตยกลับไม่ต้องการให้มีการวิจารณ์ตนเองอย่างตรงไปตรงมา ตลกร้ายจริงๆ แหละ
----------
การชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตยในเรื่องยังมีให้เห็นอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะผ่านตัวละครชื่อ “ขุนยมเทเวศร์” ผู้คุมนักโทษการเมือง เพียงเพราะนักโทษเหล่านี้ต้องโทษเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ในสายตาขุนยมฯ คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ ชีวิตพวกมันไม่ได้มีความหมายอะไร หากเขาเผลอทำปืนลั่นใส่พวกมัน ก็ไม่สำคัญอะไร...ไม่เห็นเป็นอะไรเลย
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” นำพาให้เราได้เห็นโชคชะตาอันพลิกผันของหลายตัวละคร ตั้งแต่ต้นแต่และผองเพื่อนที่กลายเป็นนักโทษการเมือง ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินพวกเขาหรือลิขิตให้พวกเขาต้องอยู่ในคุกนับสิบปี ท้ายสุดคนที่เคยทำร้ายใช้อำนาจทำร้ายกลุ่มของต้นแสงก็กลับพลอยต้องตกต่ำตามมาด้วยเช่นกัน...เปล่า, น้ำเงินแท้ไม่ได้ให้เหตุผลหลักว่าเป็นเพราะเวรกรรม คนพวกนั้นจึงพบกับหายนะในบั้นปลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะสายลมที่เปลี่ยนทิศ อำนาจไม่เคยอยู่ที่ใครคนหนึ่งไปตลอด ลมที่น่ากลัว ลมที่เกิดคาดหมายที่สุด คือลมแห่งการเมืองที่เรรวนและเปลี่ยนทิศทาง มิใช่จากสูงสุดคือสู่สามัญ แต่เป็นจากสูงสุดมาสู่ต่ำสุด...ต่ำสุดเกินกว่าที่ตนจะคิด! ลมเปลี่ยนทิศดังกล่าวนำพาซึ่งสัจธรรมที่ทำให้ทุกตัวละครได้เข้าใจ “เราต่างตกเป็นเหยื่อของการเมือง”
----------
หลายตัวละครใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ใช้อำนาจของตนเอง กดขี่ฝ่ายตรงข้ามตกเป็นเหยื่อ หรือหลอกล่อให้ผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่อ่อนแรงกว่าจะต้องทำในสิ่งที่พวกเขาอยากให้ทำ ครั้นเมื่อความจริงเปิดเผยออกมา ปมปัญหา แรงอัดอั้น แรงจูงใจที่ทำให้แต่ละคนกระทำบางสิ่งอย่างออกมา...บางสิ่งที่พลิกผันชีวิตใครอีกหลายคน แรงผลักดันดังกล่าวมิใช่แค่เพราะอุดมการณ์การเมืองที่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่านั้นคือความรู้สึกส่วนตัว ไม่ว่าจะความรัก หรือแม้กระทั่งความแค้น เรื่องของการเมือง และความรู้สึกส่วนตัวจึงขับเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างแยกจากกันไม่ได้
----------
หลายตัวละครใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ตกเป็นเหยื่อ เหตุผลสำคัญคือความไม่รู้ ความอ่อนปัญญา ความไร้เดียงสา กับประโยคบอกเล่าตลกๆ เรื่องมีประชาชนเข้าใจว่า “”ประชา ธิปไตย” คือชื่อผู้ปกครองประเทศคนใหม่ มันคือความตลกที่ไม่ตลก มันคือตลกร้ายที่ขำไม่ออก และมันทำให้สะท้อนความจริงว่าสิ่งที่ต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยิ่งคือความรู้และการศึกษา
----------
เพราะพลังแห่งการศึกษานั้นสำคัญยิ่ง ต่อให้ได้ระบอบการปกครองที่ดีเลิศ เท่าเทียมอารยะสักแค่ไหน แต่ขาดความรู้ ประโยชน์นั้นย่อมพลันสลายกลายเป็นธุลีในพริบตา เพราะเห็นพลังแห่งการศึกษา จึงนำมาให้ “สอ เศรษฐบุตร” คิดจัดทำปทานุกรมขึ้นมา...พลังแห่งความคิดที่จะถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชนในประเทศ แม้แต่กำแพงคุกก็มิอาจกั้นขวางบุคคลผู้นี้ได้
----------
และเพราะการที่หลายตัวละครต่างตกเป็นเหยื่อของการเมือง จึงทำให้ทั้งตัวละครและผู้ชมต่างก็ตระหนักถึงความจริงบางเรื่องโดยพร้อมเพรียงกัน ความจริงอันว่าด้วยการพยายามตามหาและเรียกร้องความยุติธรรมให้กลับคืนสู่ทุกชีวิต ความจริงเรื่องความยุติธรรมนั้นกระจ่างแจ้งผ่านบทเพลงนี้
----------
“ความยุติธรรมอยู่ไหนกัน
อาจอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า
อยู่ในมหาสมุทรสุดสายตา
ในความคิดจินตนา
แต่ในโลกมนุษย์เดินดินธรรมดา
ไม่จำเป็นที่จะต้องตามหา
เพราะว่ามันไม่เคยมี”
----------
พอตระหนักได้ว่าความยุติธรรมไม่เคยมีอยู่จริงในโลกนี้ ราวกับว่านั่นยังทำร้ายต้นแสงไม่พอ ต้นแสง (ซึ่งตอนนี้อับแสงเสียแล้ว) ก็ยังต้องตอบคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ว่าระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ข้าว 1 จาน” เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือก เขาจะเลือกอะไร ข้าวที่หล่อเลี้ยงชีวิต อุดมการณ์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจ...ไม่ควร ไม่ควรเลยที่ต้องเลือก การต้องอยู่ในประเทศ อยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกสองสิ่งนี้ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการรับรู้ว่าความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงเสียอีก
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ดำเนินเรื่องด้วยภาวะกดดัน ความสิ้นหวังที่รุมเร้า แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงเปี่ยมด้วยความหวัง กับเรื่องราวของคำศัพท์สองคำ ในภาวะที่ความสัมพันธ์ของตัวละครถึงจุดแตกหักอย่างไม่มีวันบรรจบกันได้ มีคำศัพท์สองคำที่ถ่ายทอดมายังผู้ชม นั่นคือคำว่า “possible” และ “impossible”
----------
“impossible ต่างกับ possible อย่าให้ I กับ M มาขวางทางเราได้
ก็แค่กำจัดสองตัวอักษรหน้าออกไป ทุกอย่างก็เป็นไปได้ดั่งใจ”
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ยังคงมอบความหวังให้กับต้นแสง ให้กับผู้ชม ยังคงให้ความสำคัญกับพลังของความเชื่อ ทุกสิ่งอย่างจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งอย่างจะสำเร็จได้ ปัจจัยแรกควรเริ่มจากความเชื่อ เชื่อว่าเราทำได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะสำเร็จ...ตัวละคร “แก้วตา” จึงเป็นตัวแทนแห่งเด็กน้อย ตัวแทนของความสดใส ไร้เดียงสา ดอกไม้ในวันเยาว์ที่กำลังแบ่งบานสะพรั่ง ชั่วขณะที่ด่ำดิ่งกับความสิ้นหวัง ความสดใสนี้กลับเยียวยาและหยิบยื่นความหวังยังใจต้นแสงได้
----------
ระหว่างทางเลือกสองทางคือ “เป็นไปได้” กับ “เป็นไปไม่ได้” นั่นจึงทำให้เราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดได้อีกครั้ง ด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน ด้วยเพราะยืนอยู่คนละฝั่งทำให้มิตรภาพระหว่างต้นแสงกับประจักษ์ต้องขาดสะบั้น ต่างยืนอยู่ฝั่งตัวเองเสมือนเส้นขนาน และด้วยอุดมการณ์ของต้นแสงที่ยืนอยู่กันละฝั่งกับผู้มีอำนาจ สถานะนักโทษการเมืองจึงเป็นรางวัลสำหรับความต่างนั้น
----------
บทเพลงที่ “สุนันท์” กับ “แม่จำปูน” ร้อง จึงจับใจเราอย่างยิ่ง
----------
“พวกเขาเป็นคนที่มีความฝัน เหมือนกับท่าน เหมือนกับดิฉัน และคนร้อยพันมากมาย
แม้จะมีบ้างที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่งดงาม”
----------
มองภาพเหตุการณ์ใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เมื่อราวแปดสิบปีก่อน แล้วจึงกลับมามองภาพประเทศที่เรายังยืนหยัด และดำรงชีพอยู่ ณ ปัจจุบัน มันจะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราจะอยู่ในประเทศแห่งนี้ อยู่ร่วมกับคนที่อุดมการณ์ต่างกับเรา อยู่ร่วมกับคนที่มีความฝันต่างจากเรา ขอเพียงอุดมการณ์นั้นไม่ลุกล้ำและไปทำร้ายทำลายกันและกัน
----------
เพราะคนทุกคนต่างล้วนมีความฝันและมีอุดมการณ์
เพราะคนทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะเดิน มีสิทธิ์เลือกที่จะคิด มีสิทธิ์เลือกที่จะทำ
บนเส้นทางที่แตกต่างนั้น...เราจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” มิได้ฟันธงคำตอบหรือยืนยันเป็นแม่นมั่นว่ามันทำได้ หากแต่สิ่งที่ทรงพลังหลากจากดูละครเรื่องนี้จนจบ คือการมุ่งสร้างพลังไปยังจิตใจของทุกคน
----------
ขอเพียงเชื่อมั่นว่าทำได้ ขอเพียงเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้, นั่นสำคัญที่สุดแล้ว
----------
#อุ้มสม
#น้ำเงินแท้เดอะมิวสิคัล
ป.ล. ถ้าชอบการรีวิวของเรา สามารถเข้าไปกดไลก์ได้ที่เพจ "อุ้มสม" ครับ (มีรีวิว วรรณกรรม / นิยาย / ละคร / ภาพยนตร์ / ละครเวที ฯลฯ)
https://www.facebook.com/aumsomjakkri
[CR] น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล : ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์กับมิตรภาพ
“เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์กับมิตรภาพ”
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เป็นละครเวทีที่สร้างจากนวนิยายของ “วินทร์ เลียววาริน” ความยากแรกของละครเวทีเรื่องนี้คือการหยิบบทประพันธ์ที่มีเนื้อหาหนักแน่น เล่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และกินเวลายาวนานนับสิบปี มากด้วยตัวละคร มากด้วยเหตุการณ์สำคัญ แต่ต้องย่อยเป็นละครเวทีให้คนดูอินและเข้าใจภายในสามชั่วโมงกว่า
----------
ยากต่อมาคือการเลือกที่จะเล่าในรูปแบบของมิวสิคัล เป็นละครที่ร้องตลอดเรื่อง มีน้อยมากถึงมากที่สุดกับการที่ตัวละครสนทนาเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดา กับเรื่องราวที่เลี่ยงไม่ได้หากต้องเอ่ยถึงปีพ.ศ. เหตุการณ์สำคัญ หรือชื่อตัวละครต่างๆ ที่ทั้งเยอะและยาว...นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
----------
ยากที่สามคือ “น้ำเงินแท้” ไม่ได้เล่าในมุมมองที่เป็นกลาง นี่คือเรื่องราวของนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช ปี 2476 มุมมองของตัวละครหลักในเรื่องคือมุมของคนที่รักและศรัทธาสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งใด ท่ามกลางยุคปัจจุบันที่เราต่างตามหาสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย นับว่าค่ายนี้กล้ามากที่หยิบบทประพันธ์เรื่องนี้มาทำ ทำออกมาดีด้วยนะ เราไม่ได้รับรู้ถึงอคติหรือแรงเกลียดชังจนน่ากลัวที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามของตัวละครหลักในเรื่องเลย
----------
ยากสุดท้ายคือความยากสำหรับผู้ชม นี่คือละครเวทีเฉพาะกลุ่มเรื่องหนึ่งเลย ด้วยเนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ การเมือง ปฏิเสธได้เลยว่านี่คือละครเวทีที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย หากใครคิดจะไปดู เราแนะนำอย่างยิ่งว่าให้ศึกษาเนื้อเรื่อง ศึกษาข้อมูลตัวละครหลัก (ที่มีนับสิบ) เสียก่อน มิฉะนั้น มีโอกาสสูงมากที่คุณจะมึนงง โดยเฉพาะตัวละครชายที่มีเยอะมา มาเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งกลุ่มใญ่ที่ว่าสวมเครื่องแต่งกายเหมือนกันเป๊ะ คือเสื้อนักโทษสีน้ำเงิน...เราไปแบบไม่เคยอ่านบทประพันธ์ ไม่รู้จักตัวละครมาก่อน อึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่เลยกว่าจะปรับตัวได้
----------------
ข้อเขียนนี้จึงเป็นการพูดถึง “น้ำเงินแท้” เฉพาะในส่วนของละครเวที มิได้มีการเชื่อมโยงหรืออ้างถึงตัวบทประพันธ์แต่อย่างใด
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เป็นเรื่องราวของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มนามว่า “ต้นแสง” ที่เพียงเพราะปากกาด้ามเดียวก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นนักโทษการเมือง ด้วยข้อหากบฏ ต้องโทษตลอดชีวิต นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อแต่นั้นจึงตามด้วยเรื่องราวความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ความเรียกร้องหาความยุติธรรม และความจริงอันปวดร้าว
----------
“ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่เราสองคนก็ไม่ควรจะเปลี่ยนไป
ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่มิตรภาพยืนยงได้ไม่เปลี่ยนตาม”
----------
เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ปฏิวัติปี 2475 ท่ามกลางความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างสองเพื่อนรักคือ “ต้นแสง” กับ “ประจักษ์” ทั้งสองให้สัญญา จับมือ มองตากันอย่างแม่นมั่นว่ามิตรภาพของทั้งคู่จะคงอยู่สืบไป...เกิดคำถามแรกในใจเรา...จริงหรือ ?
----------
ตลอด 3 ชั่วโมงเกือบ 4 ที่ได้ชม “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ทุกการขับเคลื่อนทางเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละคร ได้นำพาให้เราเกิดคำถามฉุกคิดในใจตัวเองมากมาย ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยความขัดแย้งของคนสองขั้ว สองมุม ไม่ยากเลยที่เราจะกลับมาตกผลึกกับตัวเองว่าเราคิดแบบไหน...นี่คือพลังของละครเวทีเรื่องนี้
----------
ไม่ว่าจะประเด็นของ “ปากกา” กับ “ปืน” ปากกาน่ากลัวกว่าปืนจริงหรือ? เหตุใดนักการเมืองในยุคนั้นจึงกลัวปากกายิ่งกว่าสิ่งใด? ปากกาจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของละครเวทีเรื่องนี้ที่ชวนให้ขบคิด โดยเฉพาะปากกาของต้นแสง ปากกาของนักหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลต่อนักการเมืองอย่างยิ่ง ปากกาของเขาน่ากลัวเพราะนี่คือเครื่องมือที่จะตีแผ่ความจริง ตีแผ่ความคิดของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน มันคือการชี้นำทางความคิดที่ทรงพลัง เมื่อต้นแสงเลือกแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่แปลกที่เหล่านักการเมืองจะกลัว กลัวเมื่อประชาชนอ่านข้อเขียนของผู้ชายคนนี้ ยิ่งเมื่อต้นแสงเชื่อว่าปืนน่ากลัว และสามารถเข่นฆ่าผู้คนได้มากกว่าปากกา โชคชะตาก็เหมือนทำร้ายเขาเพราะมันได้ดลให้เขาประสบหายนกรรมเพียงเพราะปากกาด้ามนี้ของเขานั่นเอง!
----------
สำหรับเหล่านักการเมืองในยุคนั้น ปากกาจึงน่ากลัวว่าปืน เพราะปืนเพียงใช้เข่นฆ่าให้ตาย แต่ปากกาคือเครื่องมือในการสร้างให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมา สร้างให้เกิดอุดมการณ์ เกิดความคิด และ...เกิดการตีแผ่ความจริง! มันน่าตลกที่คนซึ่งเรียกการปกครองประเทศของตนเองว่าประชาธิปไตยกลับไม่ต้องการให้มีการวิจารณ์ตนเองอย่างตรงไปตรงมา ตลกร้ายจริงๆ แหละ
----------
การชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตยในเรื่องยังมีให้เห็นอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะผ่านตัวละครชื่อ “ขุนยมเทเวศร์” ผู้คุมนักโทษการเมือง เพียงเพราะนักโทษเหล่านี้ต้องโทษเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน ในสายตาขุนยมฯ คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ ชีวิตพวกมันไม่ได้มีความหมายอะไร หากเขาเผลอทำปืนลั่นใส่พวกมัน ก็ไม่สำคัญอะไร...ไม่เห็นเป็นอะไรเลย
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” นำพาให้เราได้เห็นโชคชะตาอันพลิกผันของหลายตัวละคร ตั้งแต่ต้นแต่และผองเพื่อนที่กลายเป็นนักโทษการเมือง ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินพวกเขาหรือลิขิตให้พวกเขาต้องอยู่ในคุกนับสิบปี ท้ายสุดคนที่เคยทำร้ายใช้อำนาจทำร้ายกลุ่มของต้นแสงก็กลับพลอยต้องตกต่ำตามมาด้วยเช่นกัน...เปล่า, น้ำเงินแท้ไม่ได้ให้เหตุผลหลักว่าเป็นเพราะเวรกรรม คนพวกนั้นจึงพบกับหายนะในบั้นปลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะสายลมที่เปลี่ยนทิศ อำนาจไม่เคยอยู่ที่ใครคนหนึ่งไปตลอด ลมที่น่ากลัว ลมที่เกิดคาดหมายที่สุด คือลมแห่งการเมืองที่เรรวนและเปลี่ยนทิศทาง มิใช่จากสูงสุดคือสู่สามัญ แต่เป็นจากสูงสุดมาสู่ต่ำสุด...ต่ำสุดเกินกว่าที่ตนจะคิด! ลมเปลี่ยนทิศดังกล่าวนำพาซึ่งสัจธรรมที่ทำให้ทุกตัวละครได้เข้าใจ “เราต่างตกเป็นเหยื่อของการเมือง”
----------
หลายตัวละครใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ใช้อำนาจของตนเอง กดขี่ฝ่ายตรงข้ามตกเป็นเหยื่อ หรือหลอกล่อให้ผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่อ่อนแรงกว่าจะต้องทำในสิ่งที่พวกเขาอยากให้ทำ ครั้นเมื่อความจริงเปิดเผยออกมา ปมปัญหา แรงอัดอั้น แรงจูงใจที่ทำให้แต่ละคนกระทำบางสิ่งอย่างออกมา...บางสิ่งที่พลิกผันชีวิตใครอีกหลายคน แรงผลักดันดังกล่าวมิใช่แค่เพราะอุดมการณ์การเมืองที่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่านั้นคือความรู้สึกส่วนตัว ไม่ว่าจะความรัก หรือแม้กระทั่งความแค้น เรื่องของการเมือง และความรู้สึกส่วนตัวจึงขับเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างแยกจากกันไม่ได้
----------
หลายตัวละครใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ตกเป็นเหยื่อ เหตุผลสำคัญคือความไม่รู้ ความอ่อนปัญญา ความไร้เดียงสา กับประโยคบอกเล่าตลกๆ เรื่องมีประชาชนเข้าใจว่า “”ประชา ธิปไตย” คือชื่อผู้ปกครองประเทศคนใหม่ มันคือความตลกที่ไม่ตลก มันคือตลกร้ายที่ขำไม่ออก และมันทำให้สะท้อนความจริงว่าสิ่งที่ต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยิ่งคือความรู้และการศึกษา
----------
เพราะพลังแห่งการศึกษานั้นสำคัญยิ่ง ต่อให้ได้ระบอบการปกครองที่ดีเลิศ เท่าเทียมอารยะสักแค่ไหน แต่ขาดความรู้ ประโยชน์นั้นย่อมพลันสลายกลายเป็นธุลีในพริบตา เพราะเห็นพลังแห่งการศึกษา จึงนำมาให้ “สอ เศรษฐบุตร” คิดจัดทำปทานุกรมขึ้นมา...พลังแห่งความคิดที่จะถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชนในประเทศ แม้แต่กำแพงคุกก็มิอาจกั้นขวางบุคคลผู้นี้ได้
----------
และเพราะการที่หลายตัวละครต่างตกเป็นเหยื่อของการเมือง จึงทำให้ทั้งตัวละครและผู้ชมต่างก็ตระหนักถึงความจริงบางเรื่องโดยพร้อมเพรียงกัน ความจริงอันว่าด้วยการพยายามตามหาและเรียกร้องความยุติธรรมให้กลับคืนสู่ทุกชีวิต ความจริงเรื่องความยุติธรรมนั้นกระจ่างแจ้งผ่านบทเพลงนี้
----------
“ความยุติธรรมอยู่ไหนกัน
อาจอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า
อยู่ในมหาสมุทรสุดสายตา
ในความคิดจินตนา
แต่ในโลกมนุษย์เดินดินธรรมดา
ไม่จำเป็นที่จะต้องตามหา
เพราะว่ามันไม่เคยมี”
----------
พอตระหนักได้ว่าความยุติธรรมไม่เคยมีอยู่จริงในโลกนี้ ราวกับว่านั่นยังทำร้ายต้นแสงไม่พอ ต้นแสง (ซึ่งตอนนี้อับแสงเสียแล้ว) ก็ยังต้องตอบคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ว่าระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ข้าว 1 จาน” เมื่อถึงจุดที่ต้องเลือก เขาจะเลือกอะไร ข้าวที่หล่อเลี้ยงชีวิต อุดมการณ์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจ...ไม่ควร ไม่ควรเลยที่ต้องเลือก การต้องอยู่ในประเทศ อยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกสองสิ่งนี้ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการรับรู้ว่าความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงเสียอีก
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ดำเนินเรื่องด้วยภาวะกดดัน ความสิ้นหวังที่รุมเร้า แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงเปี่ยมด้วยความหวัง กับเรื่องราวของคำศัพท์สองคำ ในภาวะที่ความสัมพันธ์ของตัวละครถึงจุดแตกหักอย่างไม่มีวันบรรจบกันได้ มีคำศัพท์สองคำที่ถ่ายทอดมายังผู้ชม นั่นคือคำว่า “possible” และ “impossible”
----------
“impossible ต่างกับ possible อย่าให้ I กับ M มาขวางทางเราได้
ก็แค่กำจัดสองตัวอักษรหน้าออกไป ทุกอย่างก็เป็นไปได้ดั่งใจ”
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” ยังคงมอบความหวังให้กับต้นแสง ให้กับผู้ชม ยังคงให้ความสำคัญกับพลังของความเชื่อ ทุกสิ่งอย่างจะเกิดขึ้น ทุกสิ่งอย่างจะสำเร็จได้ ปัจจัยแรกควรเริ่มจากความเชื่อ เชื่อว่าเราทำได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะสำเร็จ...ตัวละคร “แก้วตา” จึงเป็นตัวแทนแห่งเด็กน้อย ตัวแทนของความสดใส ไร้เดียงสา ดอกไม้ในวันเยาว์ที่กำลังแบ่งบานสะพรั่ง ชั่วขณะที่ด่ำดิ่งกับความสิ้นหวัง ความสดใสนี้กลับเยียวยาและหยิบยื่นความหวังยังใจต้นแสงได้
----------
ระหว่างทางเลือกสองทางคือ “เป็นไปได้” กับ “เป็นไปไม่ได้” นั่นจึงทำให้เราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดได้อีกครั้ง ด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน ด้วยเพราะยืนอยู่คนละฝั่งทำให้มิตรภาพระหว่างต้นแสงกับประจักษ์ต้องขาดสะบั้น ต่างยืนอยู่ฝั่งตัวเองเสมือนเส้นขนาน และด้วยอุดมการณ์ของต้นแสงที่ยืนอยู่กันละฝั่งกับผู้มีอำนาจ สถานะนักโทษการเมืองจึงเป็นรางวัลสำหรับความต่างนั้น
----------
บทเพลงที่ “สุนันท์” กับ “แม่จำปูน” ร้อง จึงจับใจเราอย่างยิ่ง
----------
“พวกเขาเป็นคนที่มีความฝัน เหมือนกับท่าน เหมือนกับดิฉัน และคนร้อยพันมากมาย
แม้จะมีบ้างที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนมีจุดมุ่งหมายที่งดงาม”
----------
มองภาพเหตุการณ์ใน “น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” เมื่อราวแปดสิบปีก่อน แล้วจึงกลับมามองภาพประเทศที่เรายังยืนหยัด และดำรงชีพอยู่ ณ ปัจจุบัน มันจะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราจะอยู่ในประเทศแห่งนี้ อยู่ร่วมกับคนที่อุดมการณ์ต่างกับเรา อยู่ร่วมกับคนที่มีความฝันต่างจากเรา ขอเพียงอุดมการณ์นั้นไม่ลุกล้ำและไปทำร้ายทำลายกันและกัน
----------
เพราะคนทุกคนต่างล้วนมีความฝันและมีอุดมการณ์
เพราะคนทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะเดิน มีสิทธิ์เลือกที่จะคิด มีสิทธิ์เลือกที่จะทำ
บนเส้นทางที่แตกต่างนั้น...เราจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่
----------
“น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล” มิได้ฟันธงคำตอบหรือยืนยันเป็นแม่นมั่นว่ามันทำได้ หากแต่สิ่งที่ทรงพลังหลากจากดูละครเรื่องนี้จนจบ คือการมุ่งสร้างพลังไปยังจิตใจของทุกคน
----------
ขอเพียงเชื่อมั่นว่าทำได้ ขอเพียงเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้, นั่นสำคัญที่สุดแล้ว
----------
#อุ้มสม
#น้ำเงินแท้เดอะมิวสิคัล
ป.ล. ถ้าชอบการรีวิวของเรา สามารถเข้าไปกดไลก์ได้ที่เพจ "อุ้มสม" ครับ (มีรีวิว วรรณกรรม / นิยาย / ละคร / ภาพยนตร์ / ละครเวที ฯลฯ)
https://www.facebook.com/aumsomjakkri
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น