ผมอยากแชร์เรื่องราวในชีวิตผม ทั้งประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับ คนที่มีฝัน

ผมขอออกตัวก่อนเลยนะ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งอะไรมากมาย ผมไม่ได้คิดว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ผมคิดและทำมันถูกทั้งหมด

และผมไม่ได้ทำธุรกิจแล้ว มีเงินสดมากมากมาย รวยเป็นร้อยล้านพันล้าน ผมแค่รู้สึกว่าเวลาที่ผมมีโอกาสได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง

คนที่ฟังมักบอกผมว่า เห้ยชีวิตโลดโผนจัง แต่ฟังแล้วได้แรงบัลดาลใจ ได้ความรู้ ได้แนวคิดในการทำธุรกิจหลายๆอย่าง

ผมอยากนำประสบการณ์ ความรู้ เหล่านั้นมาเล่าสู่คนรุ่นใหม่ที่สนใจ

โดยเฉพาะคนที่มีฝัน  ที่ไม่ได้รู้สึกพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อยากก้าวสูงขึ้นไปอีกนิดก็ยังดี

ผมแค่รู้สึกว่า " ถ้าวันนั้นที่ผมเริ่มต้นทำธุรกิจ มีใครซักคนมาบอกสิ่งเหล่านี้กับผม วันนี้ผมอาจปีนขึ้นไปได้สูงกว่านี้ " 

เพราะตอนที่ผมเริ่มทำธุรกิจผมยังเด็กมาก ผมมัวเสียทั้งเงินและเวลาไปกับการลองผิดลองถูก

เพราะพ่อผมก็ไม่ได้มีความรู้ที่จะถ่ายทอดให้ ในการทำธุรกิจที่เป็นระบบเหมือนกัน 

ปัจจุบัน ผมอายุ 30 ปี 

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของผม ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 11ปีก่อน ตอนสมัยเรียนมัธยมปลายผมเป็นเด็กเกเรที่ติดเกม

ชอบเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ตั้งใจเรียนเรียนจบม.ปลายด้วยเกรด  หนึ่งกว่าไม่ก็สองนิดๆ

จบช้ากว่าเพื่อนเป็นเดือนเพราะต้องไปแก้ 0 แก้ ร ที่โรงเรียนโดยการกวาดใบไม้แถวลานอเนกประสงค์

เมื่อเพื่อนถามผมว่าจะเข้ามหาลัยไหน ผมมักตอบเพื่อนๆว่าม.กรุงเทพจองตัวผมไว้แล้ว

เพราะผมรู้ตัวว่าคงไม่มีทางเอ็นติดมหาลัยดีๆได้แน่ พอเข้าม.กรุงเทพผมก็ยังเกเรเหมืนเดิม

ไม่ตั้งใจเรียนวันๆสิงอยู่แต่ในร้านเกม รอสอบอย่างเดียว แต่มันก็ความเซอร์ไพรส์ให้เพื่อนๆตรงที่ตอนสอบกลางภาคผมได้คะแนนวิชา

เศรษฐศาสตร์และเลข อันดับสองหรือสามนี่แหละ เพื่อนก็งงๆกันว่า ลอกใครว่ะ แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้ลอกใครหรอกนะ

ผมชอบตัวเลขและชอบศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจมันเลยทำให้ผมสามารถทำคะแนนสอบในสองวิชานั้นได้ดี

และจริงๆแล้วที่ผมไม่ตั้งใจเรียนเพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่สอนในห้องเรียน มันไม่ค่อยมีประโยชน์กับผมซักเท่าไหร่

ผมเบื่อการนั่งฟังครูสอนในสิ่งที่ผมไม่ได้สนใจ เบื่อการท่องหนังสือ

เพื่อทำข้อสอบให้ได้เกรดดีๆ แต่ผมอยากรีบเรียนให้จบและออกไปทำงาน หาเงิน 

“ผมอยากทำธุรกิจ” 

ครอบครัวผมมีฐานะปานกลาง พ่อผมเล่นการเมืองท้องถิ่นและทำธุรกิจรับเหมา

มันมีจุดเปลี่ยนในชีวิตผมคือตอนปี 2549 เกิดการปฏิวัติในประเทศไทย

ครอบครัวผมเริ่มมีรายได้น้อยลงจากธุรกิจรับเหมา มันน้อยลงจนผมรู้สึกได้เพราะพ่อมาบอกกับผมว่าหลังจากนี้ทุกคนในบ้านต้องช่วยกันประหยัดนะ

บ้านเราไม่เหมือนเดิมแล้ว พ่อเริ่มมองหาช่องทางทำธุรกิจใหม่ๆที่ไม่ใช่การเล่นการเมืองและการรับเหมา

ตอนนั้นอาผมเป็นตัวแทนจำหน่ายของสินค้าแบรนด์นึงในจังหวัดนครราชสีมา และเค้ามีโครงการที่อยากจะเปิดสาขาเพิ่มในระดับ อำเภอ

พ่อผมเลยอยากขอทำสาขานั้นแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน พ่อไปจัดการดูที่ทำสัญญาไว้เสร็จสรรพกับพี่ชายผม

พ่ออยากให้พี่ชายออกจากมหาลัยซึ่งตอนนั้นเขาเรียนอยู่ปี 2 แต่พี่ชายผมขอเรียนต่อ

พ่อไม่เคยคุยเรื่องนี้กับผมว่า อยากได้คนมาช่วยทำงาน คงเพราะด้วยความที่เห็นผมเกเรมาตลอด คิดว่าผมคงไม่สามารถช่วยอะไรได้

แต่หลังจากที่ผมรู้เรื่องราวทั้งหมดว่าพ่อกำลังจะทำอะไร และเกิดปัญหาอะไรขึ้น

ผมตัดสินใจเดินไปบอกพ่อเองว่า ผมจะออกจากมหาลัยเอง ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปเรียนอยู่แล้ว

ผมคิดว่าผมทำงานนี้ได้ ผมอยากทำ แต่ผมมีเงื่อนไขแค่ข้อเดียว

“ผมต้องเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบริษัทฯ”

พ่อผมตอบตกลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของผม

ซึ่งตอนนั้น ปี 2551 ผมอายุ 19

หลังจากนั้นผมเริ่มไปเรียนการทำธุรกิจกับอา เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งการขาย

อะไหล่ บริการ บัญชี เรียนไปได้เกือบเดือนผมรู้สึกว่าธุรกิจนี้มันโตได้ผมไม่อยากทำธุรกิจนี้แค่ระดับ อำเภอ

ผมอยากทำระดับจังหวัด อาชอบคุยให้ผมฟังว่าเค้าเป็นรายใหญ่ขายดีติด 1 ใน 3 ของประเทศเลยนะ ทั้งที่เพิ่งเริ่มธุรกิจนี้มาได้ไม่นาน

ผมเลยขอให้อาช่วยถามผู้บริหารบริษัทฯให้หน่อยว่า มีจังหวัดไหนยังว่างอยู่มั้ย ?

อาโทรถามให้เดี๋ยวนั้นเลย บริษัทฯบอกว่า มีจังหวัดชลบุรีและจันทบุรีที่ยังว่าง

อาบอกผู้บริหารว่าพี่ชายสนใจ รายละเอียดจะไปคุยอีกที ในวันนั้นผมกลับไปบอกพ่อผมในสิ่งที่เกิดขึ้น

วันต่อมา ผมกับพ่อมาคุยกับอาบอกว่าสนใจอยากทำธุรกิจนี้ระดับจังหวัด จังหวัดไหนก็ได้

อายื่นข้อเสนอว่าถ้าจะทำเรามา เข้าหุ้นทำด้วยกัน

ผมกับพ่อเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะมันมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งกันได้ง่าย เนื่องจากต่างคนถือว่ายังใหม่กับธุรกิจนี้

หากเข้าหุ้นกันอาจมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทั้งในด้านแนวทางการบริหาร การยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในด้านต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย

ผมและพ่อ เรามีความสัมพันธ์อันดีกับอาและคนในครอบครัวของอาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เราอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าหากเราทำธุรกิจนี้ เจ๊ง !

พวกเราคงต้องไปนั่งตบยุงรอขอทาน อยู่แถวสะพานลอยใกล้ห้างกันแล้วแหละ

นั่นคือสิ่งที่เราคุยเล่นกัน แต่จริงๆแล้วเราคิดกันว่า หากเกิดความผิดพลาดในการทำธุรกิจ แล้วมันเจ๊งขึ้นมาจริงๆ 

" เรายอมรับได้ ถ้าหากมันเจ๊งด้วยมือของเราเอง ดีกว่าให้คนอื่นพาเราเจ๊ง "

หลังจากวันนั้นหลายวันอาไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

ผมกับพ่อตัดสินใจเดินทางไปพบผู้บริหารบริษัทฯ เพื่อติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายเอง โดยไม่ผ่านอา

บริษัทฯบอกว่าเหลือแค่จังหวัดชลบุรี เราตอบตกลง หลังจากนั้นผมกับพ่อเริ่มมองหาสถานที่ในจังหวัดชลบุรี ที่เหมาะจะเปิดร้าน

ด้วยความไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับจังหวัดชลบุรี เราไม่รู้ว่าทำเลที่ตั้งบริษัทฯควรอยู่ตรงไหนถึงจะขายดี

เพราะเราข้าม เขาใหญ่มาสู่ทะเล " เราเลือกตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน " กับร้านที่ขายสินค้าประเภทเดียวกับเราแต่ คนล่ะแบรนด์ ห่างกัน 10 กม.

เราเริ่มต้นด้วยการเช่าอาหารพาณิชย์สองห้อง ค่าเช่าเดือนล่ะ 20,000 บาท จอดรถโชว์ได้สี่ห้าคัน มีห้องอะไหล่เล็กๆ และช่องซ่อม 1ช่อง

หลังจากที่เราเปิดร้านมาได้ 3เดือน ผมเริ่มขายสินค้าชิ้นแรกได้ โดยลูกค้าคนแรกบอกกับผมว่า

จริงๆแล้ว เขาไปสอบถามราคาและส่วนลดกับที่อื่นมาบ้างเหมือนกัน ที่อื่นลดมากกว่านี้หน่อยด้วยซ้ำ 

แต่เขาตกลงซื้อกับที่ร้าน เพราะพี่ชอบการบริการของน้อง ดูเอาใจใส่ในรายละเอียดและแนะนำหลายๆอย่างที่มีประโยชน์กับพี่ดี 

ซึ่งที่เขาซื้อไม่ใช่เพราะเห็นผมเป็นเจ้าของมาขายเอง เขาเข้าใจว่าผมเป็นเซลเด็กน้อยคนนึงที่เพิ่งเริ่มทำงาน 

พยายามบริการอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจจนตัดสินใจซื้อ จนเขามาได้คุยกับพ่อในวันส่งรถ ถึงรู้ความจริงว่าผมเป็นลูกเจ้าของ

หลังจากนั้นผมมองการขายเปลี่ยนไป ไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่ใช้เรื่องส่วนลดเป็นปัจจัยหลัก ในการตัดสินใจซื้อ

การขายมันไม่ใช่แค่การแนะนำ สินค้า ราคา โปรโมชั่น และข้อมูลต่างๆ

ผมเริ่มรู้สึกว่าการขายมันเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งมันควรเป็นรูปแบบที่เราศึกษาข้อมูลทั้งหมดในสิ่งที่เราจะขาย ให้เข้าใจจนถ่องแท้

แล้วค่อยสอบถามความต้องการของลูกค้าว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ปริมาณมากน้อยขนาดไหน

เซลค่อยแนะนำสิ่งที่เหมาะกับลูกค้าแต่ไม่เฉพาะเจาะจง เราต้องเสนอทางเลือกให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจ

เพราะบางครั้งลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากความต้องการ แต่ตัดสินใจซื้อจากความชอบส่วนตัว

และลูกค้าบางรายต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในลักษณะขอแค่พอมีไว้ใช้งาน ด้วยเหตุผลด้านการเงิน

เซลต้องเสนอสินค้าที่เหมาะกับลูกค้ารายนั้นๆ โดยดูจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งประสิทธิภาพการใช้งาน ความชอบส่วนตัว รวมทั้งด้านการเงิน

นำเสนอสินค้าและทางเลือกต่างๆที่เหมาะสมให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงความสำคัญจากการขายผ่านเซล

เพราะไม่เช่นนั้นลูกค้าจะตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัยพื้นฐานคือ ซื้อกับผู้ที่ขายในราคาถูกที่สุด  โดยเฉพาะหากสินค้านั้นมีผู้ขายหลายราย 

รวมทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีในระหว่างการขาย และเรื่องความเหมาะสมในการเลือกใช้คำพูด

เพื่อให้เกิดบรรยากาศ หลากหลายรูปแบบตาม สไตล์ของลูกค้าแต่ล่ะราย เช่น สนุกสนาน เป็นทางการ หรือให้ความเคารพนอบน้อม

แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน " ความสุภาพและให้เกียรติ "

" จุดสำคัญที่สุดคือเซลต้องปิดการขายโดยดูว่าลูกค้ารายนั้น ใช้ปัจจัยใดในการตัดสินใจซื้อ และปิดการขายให้เร็วที่สุด

เพื่อไม่ให้โอกาสลูกค้าได้นำข้อเสนอเราไปหาผู้ขายรายอื่น เพื่อขอข้อเสนอที่ดีกว่า "

ผมรู้สึกว่าหากในอนาคตผมต้องมีเซลในร้าน ผมจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับเขา

เพื่อให้เขาสามารถบริการลูกค้าให้ได้รับความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนที่ผมขาย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่