เรื่องสั้น: เมื่อผมกลับบ้านเกิด

เมื่อผมกลับบ้านเกิด

ผมได้ตัดสินใจไว้แล้ว และก็รู้อยู่แก่ใจว่าโอกาสนั้นมีไม่มาก ที่ที่ผมอยู่นั้นมันกำลังกลืนกินความทรงจำของผม กิจวัตรประจำวันที่นี่มันดูเหมือนค่อยๆทับถม ทีละชั้น ทีละชั้น จนผมเกือบลืมทุกสิ่งในวัยเด็ก ทุกสิ่งเกี่ยวกับสถานที่ที่ผมได้เติบโตมา ตอนนี้เหลือเพียงภาพลางๆในความคิด ผมต้องยอมรับว่ามันทรมานเหลือเกินที่รู้สึกเช่นนั้น และเมื่อโอกาสมาถึง แค่ปีละครั้งเท่านั้น ผมจะได้กลับบ้านเสียที

แต่เมื่อผมมาถึง ณ หมู่บ้านที่เคยเลี้ยงดูผมมา ทุกอย่างมันดูแปลกตาไปหมด มันดู… มีสีสัน บ้านทุกหลังถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ผ้าหลากสีรวมไปถึงแผ่นกระดาษเล็กๆและป้ายไวนิลเขียนข้อความเชิญชวน ถูกนำมาจัดวางไว้ที่ทางเข้า ตัดแปะเป็นรูปคล้ายซุ้มประตู ราวกับคอยต้อนรับบางสิ่งที่จะมาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ ผมก้าวเท้าเข้าไป จากนั้นจึงพบว่าตัวเองกำลังเดินไปตามถนนหลักของหมู่บ้าน ผมหันซ้ายที ขวาที ชื่นชมบ้านแต่ละหลังพร้อมอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดทุกบ้านจึงมีสิ่งของเหล่านั้น? เพราะเหตุใดทุกบ้านจึงมีวิธี “ต้อนรับ” ที่เป็นของตัวเอง? บางหลังมีอาหาร บางหลังมีของเล่น แม้แต่บางหลังยังมีเสื้อผ้าแขวนอยู่หน้าบ้านด้วย

จนผมมาถึงบ้านพ่อกับแม่ หรือที่ที่เคยเป็นบ้านหลังแรกของผม พวกท่านยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวเดิม

อีกอย่างที่ผมสังเกตเห็นคือ ชุดที่พวกท่านใส่ มันเป็นชุดผ้าไหมโบราณ สีน้ำตาล มีลวดลายที่ขอบ และไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ที่สวมชุดนั้น ทุกคนที่ผมเห็นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างพร้อมใจกันแต่งตัวเหมือนกัน และทันใดนั้นเอง ความทรงจำในวัยเด็กก็ค่อยๆเผยโฉมตนเองกับผม มันคือเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว พ่อกับแม่เคยแต่งชุดแบบเดียวกันนี้เนื่องในประเพณีบางอย่าง เพื่อต้อนรับน้องสาวผมเอง

“ลูกจำไม่ได้เหรอ? ในช่วงนี้ของปี ดวงวิญญาณของคนในครอบครัวเรา จะกลับบ้าน”

ผมจำคำพูดของแม่ในตอนนั้นได้ แม้ว่ามันผ่านมานานแล้ว แต่อยู่ๆมันก็ดังก้องขึ้นมาในหัวผมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“น้องน่าจะอยู่นี่แล้ว ทักทายน้องหน่อยสิลูก”

ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนั้นผมตื่นเต้นขนาดไหน เด็กชายตัวเล็กๆที่สูญเสียน้องสาวไปจากโรคไข้เลือดออก เขากำลังตะโกนเรียกชื่อน้อง พร้อมกับเดินไปรอบๆบ้าน คอยมองหาสัญญาณว่าน้องอยู่กับเรา

“ปิ่น! ปิ่นอยู่ไหน? มาหาพี่หน่อย พ่อกับแม่ก็อยู่ด้วยนะ มีตุ๊กตาเพียบเลย ออกมาเถอะ!”

ราวกับตอนนั้นผมโดนหักอก แม่โกหก ไม่มีใครสักคนมาที่นี่ แม่เอาแต่บอกว่าเราต้องมีความหวัง อย่าเพิ่งหมดหวังเพียงเพราะเรามองไม่เห็น แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้เพราะความคิดถึง และลึกๆก็ยังโกรธแม่นิดๆว่าทำไมต้องหลอกกันแบบนี้ด้วย ทั้งที่พวกเราก็มีกันอยู่แค่นี้จริงๆ

แต่ ณ ขณะนี้ กลิ่นควันธูปอันหอมอบอวล มันกวักมือเรียกผมให้เดินเข้าไป ข้าวไข่เจียวฝีมือแม่ของโปรดผม ถูกวางไว้หน้าบ้านพร้อมธูปหอมและตุ๊กตาบาร์บี้พวกนั้น ผมรู้แล้วตอนนี้ ว่าผมกินมันไม่ได้ และไม่มีใครเลยที่จะเห็นหรือรู้สึกว่าผมอยู่ที่นี่ เพียงแต่ผมเห็นทุกอย่าง ภาพตรงหน้าผมตอนนี้ เป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืม

มันคือภาพของคู่สามีภรรยาที่เศร้าโศก และคนที่ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีก

ปิ่นมาถึงทีนี่ก่อนผม

จบ…
---

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องสั้นเรื่องที่สองของผม ใครคิดเห็นหรือมีข้อติชมอะไรก็ลองคอมเมนต์ได้เต็มที่นะครับ ขอขอบคุณทุกท่านมากๆที่เข้ามาอ่านกัน สวัสดีครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่