ซึมเศร้าภัยเงียบที่ทำร้ายจนเกือบตาย

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ เราขอใช้นามว่าหมูหวานนะคะ เราอายุ 23 ปี ปัจจุบันทำงานอิสระค่ะ ก่อนอื่นเราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นโรคยอดฮิตของคนในยุคปัจจุบันนี้เลย 
เมื่อก่อนเราเป็นคนยิ้มเก่งมาก ตลก ยิ้มง่าย ใครๆก็ชอบอยู่ใกล้เรา แต่ในช่วงที่เราเรียนปวส. เราเรียนสายช่างจำเป็นต้องไปฝึกงานในกรุงเทพ สองปีแรกไม่มีปัญหาอะไรอาจจะเพราะยังพักอยู่กับเพื่อน พี่ เลยไม่มีอาการใดๆ แต่พอหนึ่งปีหลังเราได้ย้ายที่ทำงานใหม่มาอยู่ในตัวเมืองที่รถโคตะระติด พักอยู่หอคนเดียว
ไม่มีเพื่อนในที่ทำงานที่เป็นรุ่นเดียวกันเลย พอเวลามีปัญหาก็เลยไม่รู้จะปรึกษาใคร เป็นช่วงที่แย่มากสำหรับเรา เราลืมบอกเราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนะ ไม่ได้ขอเงินที่บ้านใช้เลยตลอดสามปี สถานะทางบ้านไม่ดีเท่าไร พ่อเสียตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้อยู่กับแม่ อยู่กับยายมาตลอด เราเลยโตมาแบบที่มีอะไรก็ตัดสินใจคนเดียวไม่อยากปรึกษาใครให้เขามาทุกข์กับเรา เราต้องเห็นยาย เห็นแม่ เหนื่อยมาตลอดชีวิตเรา เราเลยไม่อยากเอาปัญหาของเราไปให้พวกเขาอีก พอมาพักหลังๆที่ย้ายที่ทำงานในตัวเมืองเราก็ยิ่งเก็บปัญหาเยอะกว่าเดิม เพราะงานใหม่ที่เราได้มันยากมาก ไม่เหมาะกับเรา เรากลับมาร้องไห้ทุกวัน กดดันตัวเองตลอด แล้วช่วงหลังๆ มีเรื่องเรียนเรื่องโปรเจคจบที่กลัวไม่จบ ตอนนั่นมันมีหลายความรู้สึกมาก ทั้งท้อเรื่องงาน ทั้งคิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงกลุ่มที่ทำโปรเจคจบ คิดมาก กดดันตัวเองสุดๆ จนวันหนึ่งเมื่อปลายปี 61 เรามีอาการแปลกๆ เราต้องกลับมาร้องไห้ที่ห้องตัวเองทุกเย็นหลังเลิกงาน พอเดินผ่านสะพานเรามีความรู้สึกว่าเราอยากลงไปที่ใต้น้ำนั่นเพราะมันน่าจะเย็นสบายไม่ต้องเจอผู้คน พอมาช่วงกลับบ้านจากปีใหม่อาการเล่านั้นก็เริ่มจะดีขึ้น แต่พอต้นเดือนกุมภาอาการมันก็กำเริบขึ้นมาอีก อาจจะเพราะกับมาเจอกับงานกับคนที่ทำงาน และก็เรื่องเรียน หลายคนอาจจะดูว่าเราอ่อนแอ่มาก ปัญหาแค่นี้ทำไมทนไม่ได้ เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เราพยายามทนกับอาการตัวเองมาตลอดจนวันหนึ่งเราเครียดเรื่องงานมาก เราโดนกดดันสุดๆ พอเราถึงห้องเราก็ร้องไห้หนักมาก หนักจนไม่มีสติ รู้ตัวอีกทีเพราะเสียงโทรศัพท์ตอนนั้นมือซ้ายเราก็ถือมีดวางที่ข้อมือด้านขวากำลังจะปาดแล้ว พอเราได้สติเราเอาแต่ด่าตัวเองว่าทำไมถึงจะทำอะไรโง่ๆแบบนั้น ทำไมไม่นึกถึงแม่กับยาย เราคิดว่าตัวเองเริ่มไม่ปกติแล้ว เราทำแบบทดสอบในเน็ตตลอดว่าเราเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า ทำทุกสองอาทิตย์ และสุดท้ายก็ทนกับอาการตัวเองไม่ไหวจนต้องไปหาหมอที่เค้าเรียกว่าจิตแพทย์ ตอนนั้นเรากลัวกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราเป็นบ้า เราแอบมากใส่แว่น เอาผมมาปิดหน้าเผื่อเจอคนรู้จักเขาจะได้จำไม่ได้ และสุดท้ายเราก็ได้พบหมอ หมอบอกอาการที่เราเป็นมันถึงขั้นเป็นโรคประจำตัวไปแล้ว ไม่ใช่อาการธรรมดา เราต้องพบหมอทุกอาทิตย์เพื่อติดตามอาการ แต่อาการของเราก็ไม่ดีขึ้นเลย คิดอยากจะฆ่าตัวตายตลอด คิดว่าไม่อยากอยู่เลยบนโลกนี้โลกนี้มันโหดร้ายกับเราเกินไป เราจากที่ร่าเริง กินเก่ง ยิ้มง่าย กลายเป็นคนเก็บตัว กินอะไรไม่ได้เลย บนใบหน้ามีแต่คิ้วขมวดตลอดเวลา จนถึงแบบนี้เราก็ยังไม่ได้บอกที่บ้านนะว่าเราเป็นแบบนี้ พอกลับบ้านเราก็ฝืนร่าเริง ฝืนยิ้มให้ครอบครัวสบายใจ เราคิดจะตายวันละหลายรอบ อาการหนัก จนหมอขอร้องให้บอกที่บ้านแล้วให้ที่บ้านมาพบหมอ เราเลือกที่จะบอกแม่ก่อนและคิดว่าจะบอกแค่แม่คนเดียว แต่ก็นะแม่เราอดไม่ได้ที่จะบอกยาย แม่รู้ ยายรู้ 5555 เราเลยพาทั้งแม่ ทั้งยายมาเจอหมอ 
เราไม่รู้ว่าหมอคุยอะไรกับแม่กับยายบ้างเพราะหมอให้เราออกมารอข้างนอก หลังจากที่บ้านรับรู้อาการของเราพวกเขาก็เป็นห่วงบ่นจะให้กลับบ้าน ไม่อยากให้อยู่คนเดียว แต่เรายังรั้นที่จะทำงานต่อเราบอกกับพวกท่านว่าเราไหว(แต่จริงๆเราไม่ไหว แต่เราไม่อยากให้เค้าห่วง) ท่านก็ตามใจเรายอมให้เราทำงานต่อ เราทนทำงานต่อบวกกับอาการของเราที่แย่ลงๆ เพราะเรื่องงานเรื่องเรียนแถมช่วงหลังทะเลาะกับเพื่อนอีก มันเลยหนักมากสำหรับเรา เราคิดว่าอยากตายอย่างเดียว ไม่อยากอยู่แล้ว ไม่ได้นึกถึงแม่กับยายเลย อาการหนักจนหมอต้องขอพบแม่ของเราอีกครั้ง ครั้งนี้เราทำร้ายตัวเอง คิดอยากตายอย่างเดียวปล่อยให้อยุ่คนเดียวไม่ได้ เราโดนสั่งให้แอทมิดที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา แม่เป็นคนพาไป เราต้องลาออกจากงานประจำที่ทำเพื่อเข้าบำบัด แม่เป็นคนพาไป พอเราไปถึงที่สถาบันเราดันไปมีปัญหากับพนักงานที่สถาบัน เราจำได้ว่าเราโกรธหนักมาก ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ จิกแขน จิกขาตัวเองตลอด จนพี่ๆ บุรุษพยาบาลเข้ามาจับตัวเราไว้ เขามัดเราไว้กับเตียงมัดทั้งแขนทั้งขาเพื่อให้เราสงบสติอารมณ์ตัวเองแล้วก็รอหมอมาตรวจ เราเห็นแม่ยืนร้องไห้ข้างๆ เราไม่เคยเห็นน้ำตาแม่เลย เพราะแม่เราเป็นคนร้องไห้ยาก น้ำตาของแม่มันทำให้เราสงบขึ้น  พอเราสงบเราก็ถูกปล่อยตัวจากการมัดเพื่อไปพบหมอ เราก็เล่านู่นนี่นั่นให้หมอฟัง เล่าไปร้องไห้ไป ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย หมอจะให้เราแอทมิดให้ได้ กลัวเราจะทำร้ายตัวเอง ที่เรายืนยันกับหมอว่าเราจะไม่ทำร้ายตัวเอง แม่เราก็ช่วยยืนยันว่าจะดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หมอเลยยอมให้กลับ เราเลยตัดสินใจบอกแม่ว่าเราจะบวชชีพราห์ม แม่ก็พาเราไป เราไปบวชได้ครึ่งเดือน อาการก็เริ่มดีขึ้น และพอเราได้กลับมาอยู่บ้านอาการเราก็ดีขึ้น แต่เราต้องไปพบหมอทุกสองอาทิตย์ตามนัด และกินยาตามที่หมอแนะนำจนปัจจุบันเราก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ  ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมากับโรคนี้ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น  แฟนที่คบมาสี่ปีก็มาบอกเลิก ตอนนี้เราเลยโสด มันเลยทำให้เราคิดได้มาใครสำคัญกับเราที่สุด ตอนนี้เวลาเราทำอะไร คิดอะไร เราก็จะคิดถึงแม่ถึงยายก่อนเสมอ เราอยากจะบอกว่าเราขอบคุณตัวเราเองมากๆที่เราอดทนมาได้ไม่ยอมแพ้กับความคิดบ้าๆ ถึงตอนนี้จะยังไม่หายแต่เราก็ดีขึ้นเยอะมาก ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่อ่านบทความของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เราขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่นะคะ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่