เมื่อสามีเป็นชู้กับเมียคนอื่นตอนเราท้อง กับการให้อภัยที่ไร้ค่า (ตอนที่ 2/2)

อ่านตอนแรก ---> https://pantip.com/topic/39180514

พี่สาวเรารู้เรื่องนี้ตลอด ครั้งนี้พี่เราเลยส่งไลน์ไปหาสามีเรา สรุปได้ประมาณว่าครั้งนี้เขาทำเกินไป ที่จริงครั้งแรกก็เกินจะให้อภัยแล้ว แต่ทุกคนก็ยังให้โอกาส มีแต่เขาสองคนที่ยังพยายามทำตามความต้องการของตัวเอง และยังยึดความสุขของตัวเองมากกว่าครอบครัว ทั้งที่ปากก็บอกว่าเลือกครอบครัว ความรักของเขาทั้งสองคนมันผิดที่ ผิดเวลา สามีเราก็รู้ดีว่าพี่สาวเราใช้เหตุผลและคุยกับเขาแบบเตือนสติตลอด และตอบกลับพี่สาวเราไปประมาณว่า “เขารู้ว่าเขาทำผิด ขอบคุณที่พี่เราคอยสอนเขา ขอโทษพี่เราและครอบครัวเราที่ทำให้ผิดหวัง เป็นเขาที่โง่เอง ไม่มีบุญ ไม่มีสติพอที่จะนำคำสอนไปใช้”

ตอนแรกที่รู้เรื่องพี่เราไม่ได้ติดต่อทางผู้หญิงเลยเพราะคิดว่าถ้าเราคุยกับคนของเรารู้เรื่องก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับฝ่ายโน่น แต่ครั้งนี้พี่เราโทรไปหาผู้หญิงคนนั้นแต่เขาไม่ยอมรับสาย พี่เราเลยส่งไลน์ไปหาและพยายามพูดให้เห็นความสำคัญของครอบครัวของตัวผู้หญิงเอง และให้นึกถึงว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเขา เขาจะรับได้ไหมที่สามีไปเป็นชู้กับคนอื่นขณะที่ตัวเองกำลังท้อง เป็นลูกผู้หญิงเหมือนกันก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนยันและตอบกลับมาว่า “ไม่ได้ไปเจอกัน เป็นการเข้าใจผิด และไม่ได้ติดต่อกันตั้งแต่เคลียร์กันครั้งแรกแล้ว อนาคตมันเป็นเรื่องไม่แน่นอนค่ะ แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็ต้องใช้ความพยายามกันทุกคน บางทีมันก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่บางทีถ้ามันเกิดขึ้นแล้วมันก็เปลี่ยนยาก แต่สิ่งที่เขาตัดสินใจทำตอนนี้คือจะไม่เข้าไปยุ่ง” (ความจริงคือไปเจอกันมา แต่ไม่ยอมรับทั้งคู่)

จากที่ได้คุยกับสามีเราและผู้หญิงคนนั้นทำให้พี่สาวเรามั่นใจว่าเขาสองคนกำลังโกหกและกู่ไม่กลับ!! ซึ่งเราก็เห็นด้วยว่าทุกอย่างมันชัดเจนมาก เราทั้งคู่ตกลงกันว่าพรุ่งนี้เราจะต้องบอกแม่สามีเรื่องที่เราตัดสินใจกลับบ้าน สามีเราถามขึ้นมาว่า เขาจะสามารถพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นต่อได้เลยหรือเปล่า เราตอบกลับไปว่า ก็แล้วแต่เธอแล้วกัน..เราไม่ยุ่ง!! แต่ใจเราก็คิดนะว่านี่เรายังไม่ทันก้าวเท้าออกจากบ้านเลย รีบสานต่อความสัมพันธ์กันเร็วจังน่ะ

24 มิถุนายน 2019 เป็นวันที่ได้คุยกับแม่สามีว่าเราตัดสินใจกลับบ้าน แต่แม่สามีไม่ยอมให้เรากลับและต่อว่าลูกชายเขาที่ทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก แม่ขอโอกาสแทนเขาอีกครั้ง และบอกสามีเราว่าแม่ไม่ยอมรับผู้หญิงคนนั้น ไม่ต้องเอาเข้ามาบ้าน แม่สามีก็บอกพี่เราว่าขอให้รอคุยกับพี่ชายก่อน พี่เราเลยขอร้องว่าถ้าเกิดสามีเรายืนยันว่าจะเลือกทางนู่น หรือโกหกเราอีกก็อย่ารั้งให้เราอยู่ต่อ

ตอนพี่ชายเขามาคุยกันนานมากแต่ไม่ค่อยได้คำตอบอะไรจากสามีเรา สรุปได้แค่ว่า  ได้คุยกับผู้หญิงคนนั้นแล้วรู้สึกดี สบายใจ เหมือนรู้จักกันมาก่อน (ค่ะ! คงเป็นรักแต่ชาติปางก่อน) และที่ไปเจอเพราะผู้หญิงบอกว่าเลิกกับสามีแล้ว พี่ชายก็บอกว่าเขาเลิกกันแล้วมาเกี่ยวอะไรกับเรา? เขาบอกว่าความรู้สึกของเขากับเราไม่เหมือนเดิม ไม่รู้ว่าจะไปต่อกันได้ไหม ถ้าอยู่กันแบบฝืนใจต่อไปลูกโตขึ้นก็จะรู้อยู่ดีว่าพ่อแม่มีปัญหากัน พี่ชายเลยถามกลับไปว่า ก่อนที่จะบอกว่าไปต่อกับเราไม่ได้อ่ะ สามีเราได้พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง นี่ยังไม่ได้พยายามเลย กลับมาไม่มั่นใจว่าจะไปกับเราต่อได้ไหม แล้วไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะไปกับผู้หญิงคนนั้นได้

สามีเราขอเวลาคิดอีกรอบบอกว่า วันเสาร์ ที่ 29 มิถุนายน 2019 จะให้คำตอบว่าจะเลือกใคร!! เหตุการณ์แบบกลับมารั้งให้เราอยู่ต่ออีก เราหนักใจมากว่าจะเอายังไงดี เพราะเรารู้ดีอยู่แก่ใจว่าสามีเราเขาไม่กลับมาแล้วแน่นอน เพราะใจเขาไปอยู่กับผู้หญิงนั้นหมดแล้ว

25 มิถุนายน 2019 ใช่ค่ะ! เพียงแค่ 1 วันหลังจากคุยกันและยังไม่ถึงกำหนด สามีมาถามเราว่า "เธอ! ถ้าหากเราเลิกคุยกับ พี่... (ชื่อผู้หญิง ใช่ค่ะ! เขาอายุมากกว่าสามีเราราวๆ 4 ปี) ลูกจะอยู่ที่นี้ เธอจะไม่เอาลูกกลับบ้านใช่ไหม?" เราเลยบอกว่า นี่คิดแต่จะเอาลูก ไม่คิดถึงเราเลยหรอ? สามีเราพูดขึ้นมาว่า ก็ถ้าลูกอยู่ เธอก็ต้องอยู่ไง!! แต่ความรู้สึกของเราอ่ะคือเขากลัวจะสูญเสียลูกมากกว่าสูญเสียเรา

26 มิถุนายน 2019 สามีเราได้เดินเข้ามาขอโอกาสเองอีกครั้ง!! เราปรึกษาที่บ้านแล้วทุกคนเคารพการตัดสินใจของเรา พี่สาวเรากับเราก็ยังแอบลังเลนะว่าเขาจะเปลี่ยนได้จริงไหม แต่อย่างน้อยก็ลองดูอีกสักตั้ง ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ความสุขของลูก ก็เลยลองกลับมาคุยกันและใช้ชีวิตแบบปกติ

29 มิถุนายน 2019 วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน เขาก็พาเราไปกินข้าวฉลองครบรอบแต่งงาน ทุกอย่างปกติดี

2 กรกฎาคม 2019 เราเช็คมือถือเขาค่ะ (เป็นข้อตกลงกันไว้นะคะว่าเขาจะโปร่งใสให้เราสามารถเช็คมือถือเขาได้) เราเจอบันทึกข้อความที่เขาสองคนคุยกันประมาณว่าสามีของผู้หญิงเจอเฟรชไดร์ที่เซฟรูปของทั้งคู่ และเขาน่าจะเรียบเรียงเหตุการณ์ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จากรูปได้ ว่าแอบคบกันตั้งแต่เมื่อไร ไปไหน ไปทำอะไรมาบ้าง และบอกสามีเราว่าต้องรีบกลับไปเคลียร์กับสามีก่อนเพราะกลัวว่าสามีจะแชร์รูปลงโซเซียล

12 กรกฎาคม 2019 วันนี้เป็นวันที่เรารู้สึกสบายใจและโล่งใจมาก เพราะเราอึดอัดมานาน สิ่งที่เราสงสัยและระแวงมาหลายวันได้คลี่คลายลง เราเจอข้อความและรูปของสามีเราและผู้หญิงคนนั้นส่งอัพเดทชีวิตความเป็นอยู่ผ่านไลน์กันแทบทุกวัน ยาวไปจนถึงรูปสวีท ทั้งกอด ทั้งจูบกันที่ริมหาดและบนเรือในช่วงที่เขาลงไปใต้ด้วยกัน (ตอนนั้นเราคลอดลูกได้ประมาณ 1 เดือน) ทำให้เรารู้ว่าเขาก็ยังคงติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา ปากบอกเลิกคุย แต่การกระทำตรงกันข้าม

14 กรกฎาคม 2019 เรานัดญาติของสามีเข้ามาคุยและบอกว่าเราจะไม่อยู่แล้วจริงๆ เพราะถึงสามีจะมาขอโอกาสจากเราด้วยตัวเองแต่เขาก็ยังแอบคุยกันอยู่กับผู้หญิงคนนั้นมาโดยตลอด เขาทำแบบนี้ก็คือตั้งใจมาหลอกกัน มาแทงข้างหลัง มาสวมเขาให้เราครั้งแล้วครั้งเล่า ขนาดเราเคยพูดแล้วนะว่า ถ้าทำอีกแม้แต่ความเป็นเพื่อนก็จะไม่มีเหลือ แต่เขายังกล้าทำ  และต่อให้เขาไม่รักเราแล้ว แต่ในเมื่อบอกว่ารักลูก อยากให้ลูกมีครอบครัวที่อบอุ่น และอยากเห็นทุกพัฒนาการของลูก เขายิ่งไม่ควรทำ เราบอกทุกคนว่าเราก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ เราอยากให้ลูกเรามีพ่อ แต่สามีเรามีแต่ความไม่ซื่อสัตย์ และหลอกลวงเรามาตลอด เท่ากับเขาเลือกเดินจากไปเอง เรารู้สึกว่าการให้อภัยและโอกาสที่เราให้มันสูญเปล่า เพราะเขาไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลย เขาไม่สมควรได้รับโอกาสหรือการให้อภัยอีก หลังจากนี้ถ้าต้องติดต่อกันก็ทำเพื่อลูกเป็นหลัก ติดต่อกันเท่าที่จำเป็น

ตอนแรกสามีเราไม่ยอมรับนะว่าเขาคุยกัน เราก็เลยเอามือถือเขามาและเปิดสิ่งที่เราเจอให้ทุกคนดู เขาพูดว่าแค่ส่งรูปหากันเฉยๆ แต่ไม่ได้คุยกัน พี่เราสวนกลับเลยว่า สามีเราเข้าใจความหมายของคำว่าติดต่อสื่อสารไหม ในเมื่อบอกว่าจะเลิกติดต่อกันไม่ว่าจะส่งอะไรถึงกันในรูปแบบไหนมันก็คือการติดต่อ และถามย้ำอีกว่าแน่ใจนะว่าไม่ได้คุยแค่ส่งรูปเฉยๆ สามีเราเงียบ จนพี่เราบอกว่ามีอะไรให้พูดออกมาให้หมดเพราะยังไงก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีกแล้ว ทุกอย่างมันชัดเจนมากว่าสามีเราไม่ซื่อสัตย์ เพียงแค่อยากรู้ว่าตัวเขาจะกล้ายอมรับไหม และถ้ายังกล้าโกหกได้แม้กระทั่งแม่และครอบครัวตัวเอง ก็ถือว่าเขาไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความน่าเชื่อถืออีก จนสามีเราจนมุมต้องสารภาพออกมาว่าคุยกันจริง

สุดท้ายพี่สาวเราพูดในฐานะตัวแทนที่บ้าน (อันนี้ปกติพี่เราจะคอยดูแลเรื่องต่างๆ ให้ที่บ้านอยู่แล้ว พ่อแม่เราพูดไม่เก่ง) ปกติแล้วถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ไม่มีใครรับได้ ถ้าไม่มีลูกก็คงยอมให้เราเดินออกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้หลาน (ลูกเรา) และเรามีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เลยพยายามพูดให้เราลองให้โอกาสสามีเพื่อสร้างครอบครัวใหม่อีกครั้ง และเพราะคิดว่าสามีเราอาจหลงผิดชั่วขณะ แต่จากที่ได้คุยกับสองคนนั้นก็รู้แล้วว่าเป็นความตั้งใจ  ทางฝ่ายเราพยายามประคับประคองทุกอย่างเพื่อลูก แต่สามีเราไม่เห็นคุณค่า ที่ผ่านมาทางเราไม่เคยเรียกร้องอะไรนอกจากให้คิดให้ดี ถ้าบอกว่าเลือกทางโน่นตั้งแต่แรก อย่างน้อยก็ยังจากกันด้วยดี เก็บความเป็นเพื่อนกันไว้ แต่กลับมาโกหก หลอกลวง พี่เราบอกว่าเขาพยายามให้เกียรติทุกคนแม้แต่ตอนคุยไลน์กับผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่เคยด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่สามีเราต่างหากที่ไม่เคยให้เกียรติเรา พี่เรา และพ่อแม่เราเลย (พี่พูดมาถึงตรงนี้เราถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่) พี่ขอโทษผู้ใหญ่บ้านสามีที่ต้องพูดตรงๆ ในฐานะตัวแทนของที่บ้านก็ยังเคารพทุกคนเหมือนเดิมเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร คนที่ผิดคือสามีเรา

สรุปไทม์ไลน์ปิดท้าย

ผู้หญิงคนนั้นกับสามีของเขาคบกันมา 14-15 ปีและเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน (ประมาณ 2 ปี น่าจะได้) ขอแทนชื่อผู้หญิงคนนั้นว่า อ. นะคะ อ. เข้ามาทำงานที่เดียวกับสามีเราช่วงปลายเดือนตุลาคม 2018 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบคุณภาพสินค้า (ผจก QC) จากนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกันมาตลอด ซึ่งช่วงนั้นเราท้องได้ 4-5 เดือน

ต้นเดือนมกราคม 2019 สามี อ. จับได้ว่า อ. เริ่มสนิทสนมกับสามีเรามากกว่าเพื่อนร่วมงาน แต่หาทางติดต่อเราไม่ได้ พอปลายเดือนทั้งคู่ก็ได้ไปมีความสัมพันธ์แบบลึกซึ้ง ตอนนั้นเราท้องแก่ 7 เดือน (ก่อนหน้านี้เราเคยคุยกับสามีเรื่องความต้องการระหว่างเราท้อง เขาก็บอกเราว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา)

ปลายเดือนพฤษภาคม 2019 สามีเราได้พาพี่ อ. ลงบ้านที่ใต้ ตอนนั้นเราเพิ่งคลอดลูกได้ 1 เดือน (ตามที่เล่าไปแล้วก่อนหน้านี้)

มีอยู่ช่วงหนึ่งพี่ที่ทำงานเขาก็เตือนเรานะว่า สามีเราเฟรนลี่มากเกินไป ความเฟรนลี่และความเจ้าชู้มันคือเส้นบางๆ แต่เราเห็นว่าสามีเราก็เป็นแบบนี้กับทุกคนและไม่เคยมีปัญหา เราเลยบอกพี่เขาไปว่าไม่มีอะไรหรอก เราเชื่อใจสามีเรา

ตอนหลังเรามารู้ว่าเคยมีคนเห็นเขาสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันแต่เพราะเราท้องอยู่ก็เลยไม่กล้าบอกเรา บอกตรงๆ และฝ่ายบุคคลก็เคยเรียกสามีเราไปเตือนเรื่องที่เขาสนิทสนมกับพี่ อ. มากเกินไป แต่สามีเราปฏิเสธบอกว่าไม่มีอะไร คือสามีเราทำตัวปกติมาก ตั้งแต่เริ่มคุยกับพี่ อ. จนถึงวันที่ลงใต้ ไม่มีอะไรให้น่าสงสัย หรือเป็นเพราะเราไว้ใจเขามากเกินไป เพราะคิดว่าเขาจะมั่นคงต่อเราคนเดียว อีกอย่างมีลูกแล้วด้วยเขาคงไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ

เรื่องนี้ทำให้เราคิดได้ว่าต่อให้เราจะไว้ใจเขามากขนาดไหน หรือในทางกลับกันเราจะแสดงออกว่าเราหึงหวง ตามเช็ค ตามจิก แต่ถ้าใจของเขาไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีความยับยั้งชั่งใจเขาก็เลือกที่จะนอกใจเราอยู่ดี

ที่เราเอาเรื่องของตัวเองมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ดี หรือน่าภูมิใจหรอกนะคะ เราเพียงอยากจะแชร์ปะสบการณ์และเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่อาจจะเจอปัญหาเหมือนเรา เราอยากบอกว่า อะไรที่เราเคยคิดว่าดีที่สุด เมื่อวันเวลาผ่านไป "สิ่งที่ว่าดี" ก็จะเปลี่ยนเป็น "สิ่งที่เลวร้ายที่สุด" ในชีวิตเราก็ได้ แต่อย่างน้อย...สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มันจะทำให้เรารู้ว่า...เราเข้มแข็งขนาดไหน!!

เราโชคดีที่มีลูกเป็นกำลัง เป็นแรงใจ ให้เราผ่านเรื่องร้ายๆ ไปในแต่ละวัน และเรายิ่งโชคดีไปอีกที่มีครอบครัวที่ใจกว้างมากและรับได้ทุกอย่างไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกเดินทางไหน ทุกคนพร้อมที่จะสนับสนุนและเดินเคียงข้างไปด้วยกัน ทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราจะสามารถเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำให้ลูกเรามีความสุขได้ท่ามกลางความรักของแม่ ลุง ป้า ตา ยาย โดยที่เขาจะไม่รู้สึกขาด เพราะความรักที่ทุกคนมีให้ทั้งเราและลูกเป็นความรักที่แท้จริง บริสุทธิ์ เชื่อถือได้ อบอุ่น และมั่นใจว่าเราจะปลอดภัยในที่ที่เหมาะสมกับเรา

ก่อนหน้านี้เราเคยอ่านเรื่องของคนอื่นก็ได้แต่ส่งกำลังใจให้เขาก้าวผ่านเรื่องราวร้ายๆ ไปให้ได้ ครั้งนี้เราขอส่งกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังเจอสถานการณ์เดียวกันไม่ว่าเหตุการณ์จะมากจะน้อย ก็ขอให้พยายามตั้งสติ รักตัวเองให้มากๆ นะคะ ทำทุกอย่างให้มันชัดเจน แล้วเราจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างสง่างาม

หลังจากเราจัดการเอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย วันนี้เป็นวันที่เราเดินออกจากบ้านหลังนั้นเพื่อกลับไปหาอ้อมกอดและความรักที่ปราศจากเงื่อนไขใดๆ

กลับบ้านกับแม่นะลูก!!

ขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็นและกำลังใจนะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่