กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกในชีวิตและคงเป็นกระทู้เดียว เราตั้งขึ้นมาเพื่อบันทึกเรื่องราวในช่วงชีวิตที่เรียกว่าชีวิตครอบครัวของเราเอง เกิดจากความต้องการอยากระบายเรื่องราวในชีวิตออกมาบ้างให้ใครซักคนได้รับรู้โดยไม่มีเงื่อนไง จึงตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ต้นสายปลายเหตุของเรื่องร่ายยาวเยอะแยะมากมายบรรยายหลายหน้ากระดาษ และเป็นกระทู้แรกยังไม่เชี่ยวชาญ สมาชิกแนะนำให้ซ่อนรายละเอียดไว้ในสปอยแทน จขกท.จึงเข้ามาแก้ไขค่ะ หากท่านใดว่างๆอยากแชร์ประสบการณ์ ก็แวะเข้าไปอ่านเล่นๆนะคะ ขอบคุณค่ะ
เราาจะสรุปประเด็นปัญหาของเราเลยคือเรากับแฟนแต่งงานกัน รักกันดี แต่พอมีลูก หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป ภาระที่มากขึ้น ปัญหาจากหน้าที่การงาน เงิน ครอบครัว ปัญหาต่างๆเหล่านี้แฟนเราเขาจะไม่เคยสนไม่รับรู้อะไร เราอยู่ต่างที่เนื่องจากหน้าที่การงาน ลูกสองคนอยู่กับเราค่าใช้จ่ายทุกอย่างเรารับผิดชอบเองทั้งหมด เขาไม่ใส่ใจครอบครัว พ่อแม่เรา นานๆแวะมาหาอยู่ด้วยวันสองวันก็กลับ เมื่อเรามีปัญหาต่างๆเล่าให้ฟังเขาจะบ่ายเบี่ยงไม่รับรู้ให้เราแก้ไขเอง เงินทองเราใช้ของเราเอง บริหารเอง ส่วนเขาใช้จ่ายเฉพาะตัวเขาคนเดียว ไม่เคยส่งให้เราและลูก เขาค่อนข้างสังคมเพื่อนเยอะ ยังไม่เคยจับได้เรื่องชู้สาว และเขาก็ดูเหมือนรักเรากับลูกดี แต่เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย กลับมาหาก็บ่นเหนื่อย แล้วก็นอนทั้งวัน ไม่ช่วยงานบ้าน เลี้ยงลูกให้แค่เท่าที่เขาอยากจะทำ งานในครอบครัวพ่อแม่เรา ไม่ค่อยช่วยไม่สน เราบอกก็เฉย เราเบื่อมาก เหนื่อยมาก จนไม่อยากจะมีเขาในชีวิต ในเมื่อเขาไม่ช่วยในค่าใช้จ่าย ไม่ช่วยดูแลลูก ไม่ช่วยงานบ้าน แล้วจะอยู่ในชีวิตเรากับลูกต่อไปเพื่ออะไร ทั้งหมดนี้เราแค่อยากระบาย ถ้าเพื่อนๆมีความคิดเห็นอยากแลกเปลี่ยน เรายินดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
ปล. ความคิดเห็นที่ 1และ 2 เป็นนิยายชีวิตของเราแบบต่อเนื่องนะคะ ใครว่างๆก็เข้าไปอ่านเล่นๆได้นะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เริ่มเลยนะคะ ก่อนอื่นเราขอย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของเรื่องราว อาจจะยาวหน่อยนะคะต้องการเก็บช่วงเวลาไว้ในความทรงจำนั่นคือช่วงที่เราเรียนจบปริญญาตรีแล้วได้ทำงานประจำอยู่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ตอนนั้นเรายังไม่มีแฟน มีคนคุยอยู่บ้างแต่ก็พอผ่านๆไม่ได้จริงจังกับใคร จนวันนึงเพื่อนได้โทรมาหาแล้วบอกเราว่ามีคนอยากได้เบอร์โทรเราจะให้เค้าได้มั๊ย เราก็ถามประวัติคร่าวๆได้เรื่องว่าเค้าก็มีงานประจำเช่นกัน อยากคุย เราก็เลยให้เบอร์ไปไม่นานหลังจากที่เพื่อนเราโทรมา ก็มีเบอร์โทรเข้ามาแต่เราไม่ได้รับเพราะซักผ้าอยู่หน้าบ้านพัก จนเราซักผ้าเสร็จเข้าบ้านจึงได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามา เป็นเบอร์ที่เราไม่ได้เมมชื่อไว้ เราก็พอเดาได้ว่าเป็นเบอร์ของคนที่เพื่อนเราให้ไป ก่อนจะตัดสินใจรับในใจก็เขินอายพอประมาณคิดในใจจะพูดอะไรดี พอกดรับเรายังไม่ได้พูดอะไรปรากฏว่าเสียงจากปลายสายตำหนิเราทันทีว่า“โทรตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับ ถ้าไม่อยากรับจะให้เบอร์มาทำไม” เราเงียบไปซักพัก ก่อนที่จะสวนกลับไปว่า “ถ้าไม่มีปัญญารอสาย ทีหลังก็ไม่ต้องโทร” ปลายสายจึงเงียบ แล้วค่อยๆพูดจากับเราดีขึ้น พูดคุยขำๆกับเรื่องที่ทะเลาะกันตั้งแต่ประโยคแรกก่อนจะคุยกันเกือบๆชั่วโมง หลังจากวันนั้นก็โทรมาทุกวัน คุยกันวันละหลายๆรอบ บางรอบก็เป็นหลายชั่วโมงจัดโปรกันชุดใหญ่ อยู่ในช่วงอินเลิฟมาก ยังไม่เคยเจอหน้ากันส่งรูปให้กันดู คุยกันประมาณ 1 เดือนก็นัดเจอกันเขามาหาเราที่บ้านพัก เราก็โอเคบ้านพักเราอยู่กันหลายคนพี่ที่พักด้วยกันก็โอเค พอเจอกันครั้งแรกก็ไม่มีอะไรผิดจากที่คุยกันไว้ พักด้วยกันสองวันก็กลับ และยังไม่มีอะไรเกินเลย หลังจากนั้นก็คุยกันหวานแหว๋วเหมือนเดิม เขาทำงานในภาคอีสานเหมือนกันแต่อยู่คนละจังหวัดและค่อนข้างไกลกัน เขาเป็นฝ่ายเดินทางมาหาเราเป็นส่วนมาก ถ้าหยุดหลายวันเราจึงจะเป็นฝ่ายเดินทางไปหาเขา โดยรถโดยสารวันเกิดปีแรกที่คบกันเขาก็เซอร์ไพส์ด้วยการซื้อทองมาให้ เราก็ปลิ้มสิ (หลังจากนั้นไม่เคยได้ของขวัญวันเกิดเลย555สงสัยเป็นช่วงจัดโปร) คบกันไม่เคยมีปัญหาอะไรหนักๆ ทะเลาะกันน้อยมาก จะมีปัญหาอยู่บ้างคือเค้าค่อนข้างติดเพื่อน ตอนเย็นหลังเลิกงานมักจะพบปะกับเพื่อนๆพูดคุยดื่มกัน ช่วงที่คบแรกๆเราก็จะโทรตามตลอด ถ้าเขาไม่รับโทรศัพท์ก็จะมีงอนน้อยใจอยู่บ้างเรื่อยๆ ทางบ้านก็รู้ว่ามีแฟน เคยพาไปที่บ้านพบพ่อแล้วสองสามครั้งแต่เราไม่เคยไปที่บ้านเค้าเลย
คบกันได้สองปีก็คุยกันเรื่องแต่งงาน เราก็โอเคคบกันมาระยะนึงแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร เค้าก็พาผู้ใหญ่ไปคุยที่บ้านก็ตกลงกันได้ดีไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน เพราะก่อนที่จะให้ผู้ใหญ่มาคุยเราสองคนก็ได้ตกลงเรื่องค่าสินสอดกันคร่าวๆแล้ว ก็เป็นไปตามที่คุยกันไว้ โดยที่ค่าสินสอดเค้าจะเป็นคนหาโดยการกู้ยืมมาไม่ได้รบกวนพ่อกับแม่เค้าทองเราจะเป็นคนจัดหาเอง(เรื่องยืมเงินมากับทองเราหาเองจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ555) ส่วนพ่อกับแม่เค้าช่วยทองหมั้น 1 บาท หลังจากตกลงกันได้ก็เตรียมตัวหาหนี้555 เค้าก็บอกเราว่าก่อนแต่งอยากบวชก่อน เราก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ลาบวชก่อนจะแต่งงานประมาณหนึ่งเดือน วันแต่งผมกับคิ้วยังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ เราไปบ้านเค้าครั้งแรกคือไปร่วมงานบวช (ขอไม่พูดถืงรายละเอียดของครอบครัวเราและเขานะคะ จะพูดถึงเฉพาะตัวเรากับเขาเท่านั้น)
ระหว่างช่วงเตรียมงานแต่ง แฟนเราก็ลาบวชค่ะ555เตรียมสถานที่เอย ของชำร่วยเอย พรีเวดดิ้งเอย ติดต่อไว้รอแค่เจ้าบ่าวคิวว่างเพื่อมาถ่าย อาหาร เครื่องดื่ม ข้าวของเครื่องใช้จัดสถานที่เรากับครอบครัวจัดการเองหมดไม่มีรถเป็นของตนเองถ้าต้องซื้อของที่ต้องขนของเยอะๆต้องเหมารถ
บางอย่างต้องนั่งรถโดยสารเพื่อไปจัดซื้อแล้วหอบขึ้นรถโดยสารกลับเองคนเดียว นั่งพิมพ์ซอง แพ็คของชำร่วยเอง 555 ภายใต้เลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่ ร้องไห้บ่อยมาก เหนื่อยใจเหนื่อยกายโวยวายกับใครก็ไม่ได้ ได้แต่แอบร้องไห้ ก่อนแต่งเจ้าบ่าวไม่มาที่บ้านเลย มาก่อนวันงานหนึ่งวันแล้วก็กลับไปเตรียมตัวที่บ้าน เค้าโอนเงินค่าสินสอดมาให้เราแล้วให้เราจัดการไปเบิกเงินแล้วเอามาเก็บไว้ที่เรา ทองก็จัดการเตรียมไว้ จนถึงวันงานก็ยุ่งยากวุ่นวาย
แต่ก็ผ่านไปด้วยดี พ่อแม่เราคืนเงินสินสอดให้ทั้งหมด ส่วนเงินใส่ซองก็นำมาใช้หนี้ค่าอาหารเครื่องดื่มสถานที่ต่างๆนาๆไม่เหลือไว้ให้พ่อแม่เจ้าสาวไว้เชยชมแม้แต่บาทเดียว555 ส่วนเงินค่าสินสอดตัดสินใจนำไปดาวน์รถพ่อแม่เราท่านก็ไม่เคยเรียกร้องหรือต้องการอะไรจากเรากับแฟนเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีนโยบายคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรก จองรถไว้นานมากเพราะคิวยาว ได้รถมาก็ให้เขาเอาไปใช้เพราะเรายังขับไม่เป็น เขาก็เทียวไปมาหาเราวันหยุดประมาณเดือนละครั้ง
หลังจากแต่งงานช่วงปีแรกเราก็คุมกำเนิดโดยการกินยาคุมเพราะยังไม่พร้อมมีน้องแต่ก็ไม่ได้กินต่อเนื่องคือถ้ามาก็ไม่ซีเรียสอะไร คุมได้ประมาณปีกว่าๆก็เริ่มปล่อยจนเรามีน้องคนแรกหลังจากแต่งงานประมาณสองปี ก็ตื่นเต้นแฮปปี้ดีเขาก็ดูแลเราดีนานๆเดินทางมาหาทีเราก็โอเค สนุกกับงานกับเพื่อนร่วมงานก็ไปได้ดี ระหว่างที่ตั้งท้องเราฝากท้องที่บ้านเกิด คนละจังหวัดกับที่ทำงานเราจะต้องเดินทางไปพบแพทย์เกือบทุกเดือนคนเดียวเกือบทุกครั้ง เพราะเขาก็ไม่ได้มาหาเราบ่อยนัก เราต้องนั่งรถโดยสารไปเอง แล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปคลีนิคตั้งแต่คลีนิคยังไม่เปิด แล้วนั่งรถจนกว่าหมอจะมาบางครั้งหลังจากหมอตรวจแล้วต้องโทรเรียกที่บ้านหารถมารับเพราะเราไม่ทันรถกลับบ้าน บ้านกับคลีนิคหมอห่างกันยี่สิบกว่าโล หลังจากคลอดลูกคนแรกเราต้องเทียวกลับบ้านเกือบทุกอาทิตย์ เพราะลูกอยู่กับยายให้ยายดูแลให้บ้านเรากับที่ทำงานต้องต่อรถหลายต่อมาก และเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องไปทำงานนอกสถานที่ต้องจอดรถทิ้งไว้บ้านเฉยๆจึงตัดสินใจเอารถมาจอดไว้ที่บ้านพักเรา เราก็พอมีพื้นฐานการขับรถอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยได้ใช้จึงไม่เก่งซักที พอรถมาจอดอยู่ต่อหน้า บ้านก็ต้องกลับทุกอาทิตย์จึงรวบรวมความกล้าขับรถกลับบ้านเอง พอเราขับได้เขาจึงให้เราเอารถไว้ใช้เพราะเราต้องเทียวกลับหาลูกทุกอาทิตย์ พอเราเอารถมาใช้เขาก็กลับบ้านห่างมากขึ้นเพราะต้องนั่งรถโดยสารกลับหลายต่อ บางครั้งตกรถต้องนอนรถอยู่ที่ บขส.ลูกเราติดยายมากเวลาเรากลับไปหาวันแรกจะไม่ให้เราอุ้มทั้งๆที่กลับเกือบทุกอาทิตย์ พอพ่อไม่ค่อยมาลูกก็ไม่ติดค่อนข้างกลัวพ่อไม่ยอมให้พ่ออุ้ม เวลานอนตอนกลางคืนต้องพานอนให้หลับก่อนพ่อถึงจะเข้าที่นอนได้ ลูกตื่นขึ้นมาเห็นพ่อก็จะร้องไห้หนักมากพ่อห้ามขยับห้ามส่งเสียง
ระหว่างที่ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันเราใช้เงินคนละกระเป๋าแต่ถ้าใครขาดเหลือก็จะโอนให้อีกฝ่าย งานเราจะมีรายได้ที่ดีกว่าเขา และเขาได้กู้เงินมาแต่งเราแต่แรกทำให้รายได้เขาลดลง เราก็ดูแลช่วยเหลือกันมาส่วนใหญ่รายจ่ายเรื่องลูกต่างๆนาๆนม ของใช้อาหารการกินจะเป็นเราเป็นผู้ดูแล ส่วนเขาจะโอนมาให้จ่ายค่าผ่อนรถ แต่ถ้าเดือนใหนไม่พอเราก็จะโอนคืนให้เขาใช้(ส่วนใหญ่จะไม่พอ)แต่ก็โอนกลับเท่าค่าผ่อนรถค่าผ่อนรถเดือนละหกพัน บางเดือนก็โอนกลับพันสองพันบ้าง ตัวเราและเขาไม่เคยเหลือเงินเก็บเลย555
ลูกคนแรกอายุได้ขวบกว่าๆเราก็ย้ายที่ทำงานเพื่อให้ใกล้บ้านมากขึ้น ที่ทำงานใหม่ก็โอเคปรับตัวได้ง่ายเพื่อนร่วมงานน่ารัก ผู้บังคับบัญชาใจดี
เราขับรถเทียวจากที่ทำงานและบ้านไปหาลูกทุกวันไปกลับระยะทางรวมประมาณ120 กิโลเมตร ย้ายมาไม่นานเราก็มีน้องคนที่สอง เราก็ฝากท้องกับคุณหมอท่านเดิมต้องเดินทางไปพบแพทย์เองเช่นเคยแต่สะดวกกว่าเดิมคือ เรามีรถเราก็ขับรถไปเองให้แม่กับลูกชายคนโตไปเป็นเพื่อน ท้องสองสตรองมากขึ้น555ต้องดูแลตัวเองขับรถไปกลับจากบ้านที่ทำงานทุกตั้งแต่ตั้งท้องจนคลอด
ระหว่างที่ตั้งท้องคนที่สองเขาบอกเขาไม่สะดวกในการเดินทางกลับมาหาเราและลูกเพราะต้องนั่งรถโดยสารหลายต่อเวลากลับก็มาแป๊บเดียวก็ต้องรีบกลับเพราะเดี๋ยวตกรถก็ตกลงกันว่าเราจะหาเงินมาซื้อรถมือสองให้ พอเราจะยื่นเรื่องกู้เงินจึงตัดสินใจกู้มาทีเดียวเพื่อปรับปรุงบ้านยายด้วยเพราะบ้านเราอยู่ต่ำมากเวลาฝนตกน้ำจะเข้าบ้านข้าวของเสียหาย ระหว่างที่เลี้ยงลูกคนแรกและตั้งท้องลูกคนที่สองต้องเอาลูกไปเลี้ยงที่บ้านไม้หลังเล็กๆที่ออกห่างจากหมู่บ้านไปหรือเรียกว่าบ้านทุ่งนา(ใหญ่กว่าเถียงนานิดหน่อย)จึงกู้เงินมาก้อนนึงก้อนใหญ่พอสมควรเขาก็ได้รถมือสองไปราคาไม่ถึงแสน ที่เหลือก็นำมาปรับปรุงบ้านระหว่างนี้ก็อุ้มท้องคนที่สองไปด้วย เราต้องเทียวกลับทุกวันบางวันต้องขับรถไปสั่งของในเมืองเพื่อมาปรับปรุงบ้านบางวันขับรถสองสามร้อยโล บางวันต้องไปซื้อหิน ดินเพิ่มเติมไม่มากเรากับแม่ก็ขนเอง555สตรองมากจับจอบกวาดหินลงรถ พ่อเราต้องนอนอยู่ที่บ้านหลังเล็กไม่ค่อยได้เข้าบ้านตอนกลางคืนเลี้ยงลูก เช้าตื่นแต่เช้าเตรียมทุกอย่างก่อนไปทำงาน เย็นเลี้ยงลูกกว่าจะนอนแทบไม่ได้นั่งพักใช้ชีวิตแบบนี้จนคลอดลูกคนที่สอง บ้านเสร็จก่อนคลอดประมาณหนึ่งเดือน พอคลอดลูกคนที่สองก็เข้ามาอยู่บ้านเลี้ยงคนเล็กและคนโต ซึ่งเป็นผู้ชายทั้งสองคน คนโตค่อนข้างงอแงเอาแต่ใจ
เราเลี้ยงคนเล็กก็ต้องอุ้มคนโตด้วยแม่ลูกสองน่าจะเข้าใจดี
ความรักอย่างเดียวมันเพียงพอไหมสำหรับชีวิตคู่
เราาจะสรุปประเด็นปัญหาของเราเลยคือเรากับแฟนแต่งงานกัน รักกันดี แต่พอมีลูก หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไป ภาระที่มากขึ้น ปัญหาจากหน้าที่การงาน เงิน ครอบครัว ปัญหาต่างๆเหล่านี้แฟนเราเขาจะไม่เคยสนไม่รับรู้อะไร เราอยู่ต่างที่เนื่องจากหน้าที่การงาน ลูกสองคนอยู่กับเราค่าใช้จ่ายทุกอย่างเรารับผิดชอบเองทั้งหมด เขาไม่ใส่ใจครอบครัว พ่อแม่เรา นานๆแวะมาหาอยู่ด้วยวันสองวันก็กลับ เมื่อเรามีปัญหาต่างๆเล่าให้ฟังเขาจะบ่ายเบี่ยงไม่รับรู้ให้เราแก้ไขเอง เงินทองเราใช้ของเราเอง บริหารเอง ส่วนเขาใช้จ่ายเฉพาะตัวเขาคนเดียว ไม่เคยส่งให้เราและลูก เขาค่อนข้างสังคมเพื่อนเยอะ ยังไม่เคยจับได้เรื่องชู้สาว และเขาก็ดูเหมือนรักเรากับลูกดี แต่เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย กลับมาหาก็บ่นเหนื่อย แล้วก็นอนทั้งวัน ไม่ช่วยงานบ้าน เลี้ยงลูกให้แค่เท่าที่เขาอยากจะทำ งานในครอบครัวพ่อแม่เรา ไม่ค่อยช่วยไม่สน เราบอกก็เฉย เราเบื่อมาก เหนื่อยมาก จนไม่อยากจะมีเขาในชีวิต ในเมื่อเขาไม่ช่วยในค่าใช้จ่าย ไม่ช่วยดูแลลูก ไม่ช่วยงานบ้าน แล้วจะอยู่ในชีวิตเรากับลูกต่อไปเพื่ออะไร ทั้งหมดนี้เราแค่อยากระบาย ถ้าเพื่อนๆมีความคิดเห็นอยากแลกเปลี่ยน เรายินดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
ปล. ความคิดเห็นที่ 1และ 2 เป็นนิยายชีวิตของเราแบบต่อเนื่องนะคะ ใครว่างๆก็เข้าไปอ่านเล่นๆได้นะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้