ถ้าผมตัดสินใจก้าวออกมาจะผิดมั้ยครับ ?

          สวัสดีครับ ขออนุญาติเกริ่นก่อนนะครับตอนนี้ผมก็อายุใกล้จะ 30 แล้ว อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงกันแค่ 2 คน ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรกันตามกฏหมาย
(ไม่ได้มีการรับเป็นลูกบุญธรรม) คุณแม่จริงๆของผมท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมยังเด็กหลังจากนั้นคุณพ่อผมได้จดทะเบียนสมรสกับแม่เลี้ยงคนนี้และเข้ามาอาศัยด้วยกันเกือบ 15 ปีกว่าแล้ว แรกๆที่เค้าเข้ามาอยู่ใหม่ๆก็มีแอนตี้ครับ ตามประสาของเด็กทั่วไป แต่ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน คุณพ่อผมท่านป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังในขณะที่ผมยังเรียนอยู่แค่ ปวช. แม่เลี้ยงผมดูแลพ่อผมและส่งเสียผมตอนสมัยผมเรียนอยู่ ปวช. แต่หลังจากจบ ปวช. แล้วผมทำงานทันทีและเรียนต่อควบคู่ไปด้วยจนกระทั่งจบปริญญาตรี (ซึ่งช่วงนี้ผมดูแลค่าใช้จ่ายตัวเองและกู้ กยศ เรียนจนจบปริญญาตรี) ซึ่งช่วงก่อนหน้าที่ผมเริ่มเรียนปริญญาตรีคุณพ่อของผมอาการท่านเริ่มทรุดหนัก แม่เลี้ยงได้กู้หนี้ยืมสินมาใช้ในการรักษาและดูแลพ่อผมเพราะคุณพ่อผมท่านไม่ได้ทำงานมีสิทธิประกันสุขภาพเป็นแค่สิทธิบัตรทองในการรักษา ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างหรือที่เบิกไม่ได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นส่วนตัวผมก็รู้สึกซาบซึ้งกับแม่เลี้ยงคนนี้ที่ไม่ทิ้งผมและพ่อผมไปในช่วงที่พวกเรากำลังลำบาก 

          แต่สุดท้ายคุณพ่อผมท่านก็เสียไปตอนผมอายุประมาณ 20 ปี และหลังจากนั้นผมก็อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงคนนี้ 2 คนกันมาตลอด ประเด็นคือหลังจากนั้นบ้านที่เราเคยอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นชื่อของคุณพ่อผมหลังจากที่ท่านเสียชีวิตบ้านจึงกลายเป็นชื่อของผมตามกฏหมาย หลังจากนั้นแม่เลี้ยงขอให้ผมช่วยแบ่งชื่อให้แกมีสิทธิในการเป็นเจ้าของบ้านด้วยครึ่งนึง ซึ่งตอนที่ผมปรึกษาญาติๆผมทุกคนต่างแอนตี้กับเรื่องนี้ แต่ผมก็เห็นว่าเราเองก็อยู่กับแม่เลี้ยงคนนี้มานานและเค้าก็ช่วยดูแลพ่อผมกับผมในช่วงที่ผมยังไม่สามารถที่มีกำลังพอที่จะทำอะไรได้ เลยตัดสินใจโอนบ้านให้เป็นชื่อคนละครึ่ง แต่หลังจากนั้นได้สักพักแม่เลี้ยงได้บอกกับผมว่าต้องการที่จะขายบ้านเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้และที่เหลือก็เอาไปซื้อบ้านใหม่ (ซึ่งรายละเอียดตรงส่วนนี้ผมไม่ทราบว่าแกไปกู้เงินจากที่ไหนมาและเป็นหนี้จำนวนเท่าไหร่เพราะแกไม่ยอมบอกถึงรายละเอียด)

          สุดท้ายก็ขายบ้านและไปซื้อบ้านใหม่และเป็นชื่อคนละครึ่งเหมือนเดิมเงินส่วนที่เหลือผมก็เก็บไว้แค่ส่วนหนึ่งแต่ ที่เหลือทั้งหมดแม่เลี้ยงผมขอเพราะแกบอกว่าจะเอาไปใช้หนี้ และหลังจากนั้นผมได้ใช้เงินตรงส่วนหนึ่งที่ผมมีในการไปเรียนต่อที่ต่างประเทศซึ่งแม่เลี้ยงผมก็เห็นดีเห็นงามและพยายามอยากให้ผมไปต่างประเทศซึ่งตอนแรกๆผมก็กังวลเพราะไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ภาษาก็ไม่ดี และไปคนเดียวด้วย แต่สุดท้ายก็ไปและไปอยู่ที่โน่นประมาณเกือบ 3 ปี ช่วงที่อยู่ที่โน่นผมไม่ทราบรายละเอียดว่าแกอยู่นี่ทำอะไรบ้าง แต่ช่วงที่ผมอยู่ที่โน่นแรกๆแกขอเงินผมอยู่บ้างผมก็ไม่ได้คิดอะไรและให้ไปเพราะคิดว่าอาจมีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินแต่หลังจากนั้นก็ขออยู่ตลอดแทบจะทุกเดือนผมเลยถามว่ามีปัญหาอะไร จนแกสารภาพออกมาว่าจะเอาไปใช้หนี้ ? ผมก็ถามเค้ากลับทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จนมารู้ความจริงว่าตอนนี้แกโดนฟ้องร้องและบ้านก็เสี่ยงที่จะถูกยึดเพราะแกไม่ยอมเอาเงินไปใช้หนี้ (บ้านเป็นชื่อคนละครึ่ง) และก่อนหน้านั้นแกบอกว่าได้มีการขึ้นศาลเพื่อขอไกล่เกลี่ยในการประนอมหนี้ ซึ่งต้องมีการชำระหนี้เป็นรายเดือนๆละประมาณ 10,000 บาท/เดือน

          ผมหลังจากที่ได้ยินก็อึ้งไปพักนึงสรุปว่าเงินที่เคยขายบ้านก่อนหน้านี้แกเอาไปทำอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้แต่แกไม่ยอมบอก จนได้สอบถามกับทางญาติของแม่เลี้ยงผมจนทราบว่าแกออกจากงานและเอาเงินไปใช้ส่วนตัวสุรุ่ยสุร่าย ผมได้ยินก็ค่อนข้างที่จะโมโหและเสียความรู้สึกมากเพราะเงินจำนวนนั้นเป็นจำนวนที่มากพอสมควร แต่สุดท้ายผมก็ให้เงินแกในการที่จะไปจ่ายชำระหนี้รายเดือนซึ่งแน่นอนว่าการให้เงินแกทุกเดือนประมาณเฉลี่ย 30,000 - 50,000  บาท/เดือน ค่อนข้างกระทบกับผมพอสมควรตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศที่ค่าครองชีพค่อนข้างสูง

          จนกระทั่งผมกลับมาไทยเมื่อประมาณปีก่อน และได้คุยกับแกเรื่องนี้จนได้รู้ความจริงอีกทีว่าสรุปเงินที่ผมส่งให้แกทุกเดือน แกใช้หนี้อยู่แค่เดือนเดียวหลังจากนั้นก็เฉยไม่ยอมจ่าย แถมเที่ยวไปยืมเงินญาติๆหรือเพื่อนมาแล้วไม่ยอมคืนเค้าจนเค้าถึงขนาดต้องมาทวงหนี้กับผม จนตอนนี้แกไม่เหลือแม้กระทั้งเพื่อนหรือญาติและบ้านก็กำลังมีความเสียงที่จะถูกยืดเนื่องจากมีหมายมา สรุป เงินที่แกเคยได้และที่ผมให้มาก่อนหน้านี้แทบไม่ได้ที่จะเอาไปใช้หนี้เลยและทำให้บ้านต้องเสี่ยงและมีปัญหากับคนข้างหลัง ทุกวันนี้ผมไม่มีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่กับแกเพราะบางครั้งแอบเข้ามาขโมยเงินในห้องของผม แอบเอาของในห้องของผมไปทิ้งบ้างซึ่งไม่รู้ว่าทำไปทำไม  ไม่ช่วยกันประหยัด ทุบประตูห้องผมโครมๆตะโกนโหวกเหวกโวยวายพอผมพุดกลับแกก็จะพยายามทวงบุญคุณและดูเหมือนไม่ได้สำนึกกับการกระทำของตัวเองแม้แต่ติดเดียว ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าที่ผมทำมาทั้งหมดทั้งการยอมโอนบ้านและให้เงินสำหรับคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ถือว่าผมตอบแทนเค้าไปมากพอแล้ว ส่วนตัวถ้าแกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นมันก็อาจจะยังทำให้พวกเราสามารถสุ้กันต่อไปได้ แต่ทุกวันนี้มีแต่ปัญหาผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้าแกถ้าไม่จำเป็น ทุกวันนี้ผมมีแพลนที่จะเรียนต่อก็ยังทำไม่ได้เพราะติดภาระตรงนี้เหมือนกับคอยถ่วงผมอยู่ตลอดเวลา

          ซึ่งตอนนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้ความรู้สึกดีๆที่มีก่อนหน้านี้แทบไม่เหลือสิ่งที่ผมเป็นห่วงเค้าๆกลับทำพังด้วยตัวของเค้าเอง จนตอนนี้ผมไม่มีความสุขอึดอัดและเสียสุขภาพจิตมากและคิดว่าถ้าทุกอย่างพร้อมอยากจะออกมาและแยกกันอยู่และตัดขาดกับผู้หญิงคนนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะถามคือถ้าผมทำแบบนี้มันโอเคมั้ยครับถ้าผมตัดสินใจที่จะก้าวออกมา ? จะถือเป็นการเนรคุณมั้ย ? ผมแท็กไปที่ห้องหนี้ครัวเรือนและสุขภาพจิตด้วยนะครับเผื่อกรณีของผมอาจจะเกี่ยวข้องกัน สุดท้ายขอบคุณทุกท่านสำหรับคำแนะนำและเสียสละเวลาเข้ามาอ่านครับ 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่