หากเพื่อนๆ ไม่มีความรู้ในการลงโฆษณาบน Facebook อย่าเพิ่งรีบโปรโมทโพส หรือลงโฆษณา หากยังไม่รู้ข้อปฏิบัติเหล่านี้ เพราะก่อนที่เราจะลงโฆษณา หรือที่เรียกว่าโปรโมทโพสให้แสดงบน Facebook หรือ Instagram ได้นั้น โพสของเราจะได้รับการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการโฆษณาบน Facebook ก่อน
หลังจากนั้นสิ่งที่จะต้องระวังก็คือ แคมเปญโฆษณาของธุรกิจคุณบน Facebook นั้น เราอาจเผลอทำผิดพลาดได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดการขายไม่ได้ ลูกค้าไม่ยอมสั่งซื้อหรือเข้ามาดูแคมเปญของคุณ ทำให้สูญเสียค่าโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์ และเนื้อหาด้านล่างนี้คือข้อควรรู้และปฏิบัติก่อนลงโฆษณา Facebook ครับ
1. โฆษณา Facebook คิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Impression และเป็นระบบประมูลแข่งกัน ดังนั้นพอมีคู่แข่งเยอะ ราคาก็จะสูงตาม
2. ปัจจุบัน Organic Reach สำหรับ Business Page หรือการเข้าถึงปกติลดลงมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011
3. เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Facebook มีกำไรมากขึ้น 2 เท่า โดยที่ไม่ได้มี User เพิ่มมากขึ้น 2 เท่า นั่นหมายถึงคนทุ่มงบในการโฆษณาเพิ่มขึ้น
4. ปีนี้เป็นปีแรกทีมูลค่าโฆษณาออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ หมายความว่าเจ้าใหญ่ที่มีทุนมากมาย กำลังโยกงบจากออฟไลน์มาออนไลน์ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ค่าโฆษณาเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอีก
5. 84% ของมูลค่าโฆษณาออนไลน์มาจาก Facebook และ Google
6. อยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ให้เลือกวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาแบบนั้น อยากได้ยอดขายให้เลือก Conversion อยากให้คนดูวิดีโอเลือกวิดีโอ อยากให้คนส่งข้อความมาหาให้เลือกลงโฆษณาแบบข้อความ ไม่มีทางที่เลือก Video View แล้วจะได้ยอดขายบนเว็บไซต์มากกว่าการเลือก Conversion เพราะระบบ Facebook ออกแบบวัตถุประสงค์มาให้เราเลือกที่จะนำส่งโฆษณาของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากที่สุด
7. โฆษณา Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายประชากรศาสตร์ได้แม่นยำและทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก
8. สิ่งที่ทำให้ Facebook ทรงประสิทธิภาพในการลงโฆษณาคือ Pixel
9. Pixel เปรียบเสมือนเด็กน้อยที่คุณต้องค่อยๆป้อนข้อมูลให้ และพอคุณป้อนข้อมูลให้มากๆ เค้าจะฉลาดและเก่งขึ้น จนช่วยเหลือคุณได้แบบน่าแปลกใจ
10. หากคุณขายสินค้าผ่าน Messenger คุณจะไม่สามารถใช้พลังของ Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณไม่ได้ให้ Account ของคุณเรียนรู้เรื่อง Pixel
11. สร้าง Asset Account ไว้เพื่อเก็บ Audience และแชร์ Audience ให้กับบัญชีโฆษณาเพราะคุณไม่รู้ว่าบัญชีโฆษณาของคุณจะถูกปิดเมื่อไร และหากบัญชีถูกปิด คุณก็สามารถแชร์ Audience ไปยังบัญชีใหม่ได้ทันที
12. อย่าใช้บัตรเครดิตเดียวกันกับทุกบัญชีโฆษณา เพราะถ้าหากคุณโดนแบนบัญชีเมื่อไร Facebook จะดูว่าคุณใช้บัตรนี้กับบัญชีใดบ้าง
13. หากถูกปิดบัญชีโฆษณา การร้องขอคืนเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากมาก และใช้เวลาแนะนำให้สร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience มาเพื่อให้ลงโฆษณาทันที
14. เวลาจ้าง Agency หรือ Freelance อย่าให้พวกเค้าลงโฆษณาหลังบ้านแต่ให้เค้าสร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience ไปให้พวกเค้าแทน
15. Interest, Custom Audience และ Lookalike เป็นรูปแบบนึงในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเข้าใจการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบนี้เพราะเป็นพื้นฐาน
16. อย่าลงโฆษณาจาก Reach ไป Engagement และไป Conversion เพราะคุณจะเสียค่าโฆษณาเป็นจำนวนมากจากการกระทำแบบนี้ ยกเว้นแต่ว่าคุณมีฐานลูกค้าประมาณ 10,000 คน และจำหน่ายสินค้าที่กำไรสูงมาก และคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างเพื่อเพิ่มยอดขายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
17. Lookalike คือการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกลุ่มที่คุณสนใจ ดังนั้นหากคุณต้องการยอดขายให้สร้าง Lookalike จากกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าของคุณ โดยยิ่งมีข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดี ขั้นต่ำแนะนำให้เป็น 1,000 แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำเป็น 10,000
18. เวลาลงโฆษณา Lookalike อย่าเลือกลงกลุ่มเป็น LAL1%, LAL1-2%, LAL3% แต่แนะนำให้ลงเป็น LAL1%, เพราะถ้าคุณ exclude 1% ไป คุณกำลังบอก Facebook ว่าให้ไปหาคนที่คล้ายๆกับกลุ่มลูกค้าของคุณโดยที่ไม่เอากลุ่มที่เหมือนที่สุด 1% ซึ่งทำให้การสุ่มโฆษณาออกไปหาลำบาก
19. ลงโฆษณาแบบ Conversion ก็ต้องเลือก Interest ไม่ใช่ลงโฆษณาแบบ Conversion แล้วไม่ต้องใส่ Interest
20. ทุกครั้งที่ลงโฆษณาแบบ Conversion ให้ใส่มูลค่าของสินค้าไว้ด้วย เพื่อที่ Facebook จะได้เรียนรู้ว่าคุณคุ้มทุนหรือไม่
21. หยุดตามหากลุ่มเป้าหมายที่ขายดีเช่น Online Shopping หรือนักช็อปออนไลน์ คุณต้องทดสอบข้อมูลต่างๆด้วยตัวคุณเอง
22. หากวันนี้คุณมีงบลงโฆษณา Facebook วันละ 100-200 บาท คุณอาจจะไม่เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้ ณ ตอนนี้ ผมแนะนำให้ไปลงขายสินค้าตาม Market Place ต่างๆเช่น Lazada, Shoppee หรือโพสต์ขายตามกลุ่มต่างๆบน Facebook
23. ถ้าวันนี้งบโฆษณาไม่เยอะยังไม่ต้องแบ่งกลุ่ม Exclude ต่างๆมาก เพราะจะทำให้ Facebook สับสน
24. อย่ากดบูสโพสต์หรือลงโฆษณาจากหน้าบ้าน เพราะคุณจะไม่สามารถปรับการตั้งค่าอื่นๆได้มาก
25. สิ่งสำคัญในการลงโฆษณา Facebook ให้ประสบความสำเร็จมี 3 ส่วนคือกลุ่มเป้าหมาย, ข้อความ และรูปภาพหรือวิดีโอ หากวันนี้ลงโฆษณาแล้วไม่ประสบความสำเร็จให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพลาดสิ่งใดใน 3 ข้อนี้
26. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook ตั้งแต่เดือนแรก ให้โพสต์คอนเท้นต์วันละ 1 คอนเท้นก่อน อย่าใจร้อนรีบลงโฆษณา คุณต้องหาให้เจอว่าโพสต์ไหน ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย และเริ่มเรียนรู้ที่จะทำโฆษณาจากคอนเท้นนั้น
27. เก็บรายชื่อผู้มุ่งหวังก่อนเสมอ เพราะถ้าอนาคตราคาค่าโฆษณาสูงขึ้น 10 – 50 เท่า คุณจะได้มีรายชื่อเอาไว้ไปส่งอีเมลล์ หรือส่งข้อความ SMS ต่างๆฟรี
28. Facebook ปรับเปลี่ยนกฎตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องเข้าใจว่ากฎอะไรที่อัพเดตใหม่ และบางครั้งเทคนิคเดิมก็อาจจะไม่ได้เวิร์คตลอดไป
29. Facebook เป็นบ้านเช่า เพราะทั้ง Follower หรือคนที่ Subscribe บนเพจของคุณ คุณไม่สามารถ Export ไปใช้ในที่ต่างๆได้ ดังนั้นระยะยาวจำเป็นต้องเตรียมการสร้างบ้านของคุณเอง
30. ความรู้เบื้องต้นในการลงโฆษณา Facebook แบบฟรีมีมากมายใน YouTube และ Blog หากท่านพึ่งเริ่มต้น ลองศึกษาข้อมูลฟรีก่อนแล้วเริ่มลงมือทำ หลังจากนั้นค่อยหาแนวทางการต่อยอด
31. การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้จากการลงมือทำ และเวลาเจองานยากบางครั้งเช่นการติดโค๊ด อย่าเสียเวลาทำเองหมดให้ลองหาจ้างโปรแกรมเม่อร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท
32. หากคุณพึ่งเริ่มเรียนรู้การลงโฆษณา คุณควรเผื่อใจล้มเหลวในการลงโฆษณาอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะการลงโฆษณาปัจจุบันยากกว่าเมื่อปี 2011 มาก
33. อย่าโฟกัสที่เทคนิคสายดำ แต่ให้ศึกษาการทำแบบถูกต้องเพื่อความเข้าใจ และรันธุรกิจได้ในระยะยาว
34. ทุกข้อมูลไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนมีประโยชน์เสมอ ลองมองข้อมูลดีๆ
35. เวลาจะเพิ่มงบโฆษณาให้เพิ่มทีละ 50% และถ้าเพิ่มแล้วเริ่มไม่ได้กำไร ให้ย้อนกลับไปในจุดก่อนที่เราเพิ่มมา
36. สิ่งสำคัญในการปรับแต่งโฆษณา Facebook คือเปิดตัวที่ใช่ และปิดตัวที่ไม่
37. เวลาต้องการเพิ่มงบของกลุ่มโฆษณา ถ้าไม่รีบร้อนมากให้เพิ่มทีละ 50%
38. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดยาวหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ มักจะมี Performance ที่ไม่ดีเสมอ
39. สำหรับคนขายของออนไลน์จะขายดีช่วงวันที่ 25 – 15 ของแต่ละเดือน ดังนั้นอย่าเอาตัวเลขหลังวันที่ 15 – 24 ไปเทียบกับชวงที่ขายดี
40. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ และไม่ได้มีการทำแบรนด์ดิ้ง หรือการสร้างแบรนด์ที่ดี อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook
41. หากคุณมีงบลงโฆษณาเดือนละ 10,000 – 30,000 อย่าพึ่งจ้าง Freelance มาลงโฆษณาให้ คุณควรลองลงโฆษณาเองและดูผลลัพธ์เบื้องต้นสัก 1-3 เดือนก่อน หลังจากนั้นค่อยหาคนมาช่วยลงโฆษณา เพื่อดูว่าผลลัพธ์ของแคมเปญที่จ้างดีขึ้นหรือไม่
42. อย่าเอาผลลัพธ์เมื่อปีที่แล้วมาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ ณ ปัจจุบัน เพราะต่อให้คุณมีความรู้ความสามารถเท่าเดิม แต่จำนวนผู้ลงโฆษณามากขึ้น มันจึงไม่สามารถนำตัวเลขเก่ามาเป็นตัวกำหนดการวัดผลในปัจจุบัน
43. อย่าเอาเงินเก็บทั้งหมดไปเรียนรู้ เพราะกระแสเงินสดสำคัญมาก และอย่าลงโฆษณาเกินตัว จงเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
44. อย่าเชื่อข้อมูลที่ได้ยินจากคนอื่นมาทั้งหมด จงพิสูจน์ข้อมูลด้วยตัวคุณเอง
45. หาเพื่อนที่ชอบลงโฆษณา Facebook 5 คนและแลกเปลี่ยนความรู้ในการลงโฆษณาสัปดาห์ละครั้ง นี่คือหนทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในระยะยาว
46. ลงโฆษณาหลักพันได้กำไรหลักหมื่น ยากมาก ตลอดเวลาที่ผมทำมา 9 ปี ผมไม่เคยทำได้เลย และถ้าลงโฆษณา 100,000 ได้กำไรวันละ 20,000 ก็ดีใจแล้ว เพราะเราได้กำไรวันละ 20% (มากกว่าการลงทุนหลายรูปแบบ) แถมยังได้ Brand Awareness เพิ่มขึ้นด้วย
47. ทันทีที่คุณเริ่มลงโฆษณา Facebook คุณจะล้มเหลว และล้มเหลวไปเรื่อยๆ หากคุณไม่มีเงินสำรองในการทดสอบอย่าพึงลงโฆษณา Facebook เพราะคุณมีโอกาสล้มเหลวถึง 6 เดือน
48. ทุกครั้งที่เปิดบัญชีโฆษณาใหม่และเริ่มลงโฆษณาวันแรกๆคุณมักจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเสมอ อาจเป็นเพราะ Facebook ต้องการส่ง Audience ที่ดีที่สุดให้กับคุณ
49. ติดตั้ง Google Analytics และ UTM ต่างๆเอาไว้ เพื่อที่คุณจะได้สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆได้อย่างแม่นยำ
50. หากงบน้อยหรือพึ่งเริ่มรันแคมเปญให้เลือก Conversion Window 7 Days และหากเริ่มเรียนรู้ไปสักพักนึงแล้วให้เปลี่ยนเป็น 1 Day และการนับค่า Conversion ของ Facebook และ Google ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องซีเรียสมากลงโฆษณา Platform ไหน วัดค่า Platform นั้น Facebook นับ First Click แต่ Analytics นับ Last Click (ไม่ชัวร์ว่าตอนนี้ปรับหรือยัง)
พักสายตาแป๊บ..



พร้อมแล้วมาต่อกันเลย
51. หลายคนไม่ติด Pixel และ Event ต่างๆบนเว็บไซต์ พอไม่ติด Pixel ทำให้บัญชีโฆษณาไม่ได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ และท่านสูญเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้ Pixel โตขึ้น
52. ไม่วางแผนการทำ Follow Up เช่นสินค้าของท่านคนจะตัดสินใจซื้อภายในกี่วัน หากเป็นสินค้าราคาไม่เกิน 500 บาท หลายคนจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ภายใน 5 วัน แต่หากเป็นสินค้าราคาแพงคนอาจใช้เวลาตัดสินใจ 30 วัน ดังนั้นเวลาทำ Follow Up หรือ Retargeting ให้เลือกจำนวนวัน ไม่ต้อง Retargeting ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอาจเปลืองงบค่าโฆษณาไปกับคนที่ไม่ใช่
53. Story บน Instagram เป็นพื้นที่โฆษณาที่ถูกมากและมีประสิทธิภาพในการสร้างแบรนด์ และ Brand Recall
54. หากคุณทำธุรกิจแฟชั่น Instagram เป็นแหล่งทองคำสำหรับคุณ รวมถึงการให้ Influencer ช่วยทำวิดีโอไม่นานมากและกด Swipe Up เข้าหาแบรนด์ของคุณ
55. หากมีรายชื่อหรือฐานลูกค้าจากออฟไลน์อยู่แล้ว การอัพโหลดฐานข้อมูลทั้งอีเมลล์และเบอร์โทรศัพท์มือถือคู่กัน จะทำให้การ Matching ง่ายขึ้นและได้ึกลุ่ม Custom Audience มากที่สุด (อาจสูงถึง 90%)
56. หากคุณขายสินค้าที่เป็นเครื่องมือแพทย์ สินค้าอุตสาหกรรม Facebook เหมาะไว้ทำการ Retargeting หรือ Remind กลุ่มลูกค้าของคุณ แต่อาจจะไม่เหมาะกับ Cold Audience หรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้มีความต้องการ
57. หยุดโฟกัสที่การปรับแต่งโฆษณา และข้อมูลทั้งหมดบน Facebook แต่ไม่ปรับแต่งเว็บไซต์หรือ Funnel ให้มีประสิทธิภาพ
58. หากคุณโฟกัสการปรับแก้เว็บไซต์ของคุณ โดยปัจจุบันมี Conversion Rate 1% (อัตราคนที่เข้ามาบนเว็บไซต์และกดสั่งซื้อสินค้า) และคุณปรับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจนทำ Conversion Rate เป็น 2% ผลงานของคุณไม่ได้ดีขึ้น 1% แต่ผลลัพธ์ของคุณจะดีขึ้น 100% ดังนั้นค่าโฆษณาจะถูกลงครึ่งนึงทันที
59. หลายคนปรับเว็บไซต์จากความน่าจะเป็นหรือความรู้สึก ไม่ได้มีการทำทดสอบ .......
บทความยาวเกิน ไปอ่านต่อที่นี่แล้วกันนะ
http://www.atimedesign.com/webdesign/100-know-facebook-ads/
100 ข้อควรรู้ก่อนทำโฆษณาบน Facebook ถ้าไม่อยากยอดหายละลายทรัพย์!!
หลังจากนั้นสิ่งที่จะต้องระวังก็คือ แคมเปญโฆษณาของธุรกิจคุณบน Facebook นั้น เราอาจเผลอทำผิดพลาดได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดการขายไม่ได้ ลูกค้าไม่ยอมสั่งซื้อหรือเข้ามาดูแคมเปญของคุณ ทำให้สูญเสียค่าโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์ และเนื้อหาด้านล่างนี้คือข้อควรรู้และปฏิบัติก่อนลงโฆษณา Facebook ครับ
1. โฆษณา Facebook คิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Impression และเป็นระบบประมูลแข่งกัน ดังนั้นพอมีคู่แข่งเยอะ ราคาก็จะสูงตาม
2. ปัจจุบัน Organic Reach สำหรับ Business Page หรือการเข้าถึงปกติลดลงมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011
3. เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Facebook มีกำไรมากขึ้น 2 เท่า โดยที่ไม่ได้มี User เพิ่มมากขึ้น 2 เท่า นั่นหมายถึงคนทุ่มงบในการโฆษณาเพิ่มขึ้น
4. ปีนี้เป็นปีแรกทีมูลค่าโฆษณาออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ หมายความว่าเจ้าใหญ่ที่มีทุนมากมาย กำลังโยกงบจากออฟไลน์มาออนไลน์ ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ค่าโฆษณาเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอีก
5. 84% ของมูลค่าโฆษณาออนไลน์มาจาก Facebook และ Google
6. อยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ให้เลือกวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณาแบบนั้น อยากได้ยอดขายให้เลือก Conversion อยากให้คนดูวิดีโอเลือกวิดีโอ อยากให้คนส่งข้อความมาหาให้เลือกลงโฆษณาแบบข้อความ ไม่มีทางที่เลือก Video View แล้วจะได้ยอดขายบนเว็บไซต์มากกว่าการเลือก Conversion เพราะระบบ Facebook ออกแบบวัตถุประสงค์มาให้เราเลือกที่จะนำส่งโฆษณาของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำมากที่สุด
7. โฆษณา Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายประชากรศาสตร์ได้แม่นยำและทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก
8. สิ่งที่ทำให้ Facebook ทรงประสิทธิภาพในการลงโฆษณาคือ Pixel
9. Pixel เปรียบเสมือนเด็กน้อยที่คุณต้องค่อยๆป้อนข้อมูลให้ และพอคุณป้อนข้อมูลให้มากๆ เค้าจะฉลาดและเก่งขึ้น จนช่วยเหลือคุณได้แบบน่าแปลกใจ
10. หากคุณขายสินค้าผ่าน Messenger คุณจะไม่สามารถใช้พลังของ Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณไม่ได้ให้ Account ของคุณเรียนรู้เรื่อง Pixel
11. สร้าง Asset Account ไว้เพื่อเก็บ Audience และแชร์ Audience ให้กับบัญชีโฆษณาเพราะคุณไม่รู้ว่าบัญชีโฆษณาของคุณจะถูกปิดเมื่อไร และหากบัญชีถูกปิด คุณก็สามารถแชร์ Audience ไปยังบัญชีใหม่ได้ทันที
12. อย่าใช้บัตรเครดิตเดียวกันกับทุกบัญชีโฆษณา เพราะถ้าหากคุณโดนแบนบัญชีเมื่อไร Facebook จะดูว่าคุณใช้บัตรนี้กับบัญชีใดบ้าง
13. หากถูกปิดบัญชีโฆษณา การร้องขอคืนเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากมาก และใช้เวลาแนะนำให้สร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience มาเพื่อให้ลงโฆษณาทันที
14. เวลาจ้าง Agency หรือ Freelance อย่าให้พวกเค้าลงโฆษณาหลังบ้านแต่ให้เค้าสร้างบัญชีใหม่และแชร์ Audience ไปให้พวกเค้าแทน
15. Interest, Custom Audience และ Lookalike เป็นรูปแบบนึงในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย คุณต้องเข้าใจการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบนี้เพราะเป็นพื้นฐาน
16. อย่าลงโฆษณาจาก Reach ไป Engagement และไป Conversion เพราะคุณจะเสียค่าโฆษณาเป็นจำนวนมากจากการกระทำแบบนี้ ยกเว้นแต่ว่าคุณมีฐานลูกค้าประมาณ 10,000 คน และจำหน่ายสินค้าที่กำไรสูงมาก และคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างเพื่อเพิ่มยอดขายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
17. Lookalike คือการสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกลุ่มที่คุณสนใจ ดังนั้นหากคุณต้องการยอดขายให้สร้าง Lookalike จากกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าของคุณ โดยยิ่งมีข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดี ขั้นต่ำแนะนำให้เป็น 1,000 แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำเป็น 10,000
18. เวลาลงโฆษณา Lookalike อย่าเลือกลงกลุ่มเป็น LAL1%, LAL1-2%, LAL3% แต่แนะนำให้ลงเป็น LAL1%, เพราะถ้าคุณ exclude 1% ไป คุณกำลังบอก Facebook ว่าให้ไปหาคนที่คล้ายๆกับกลุ่มลูกค้าของคุณโดยที่ไม่เอากลุ่มที่เหมือนที่สุด 1% ซึ่งทำให้การสุ่มโฆษณาออกไปหาลำบาก
19. ลงโฆษณาแบบ Conversion ก็ต้องเลือก Interest ไม่ใช่ลงโฆษณาแบบ Conversion แล้วไม่ต้องใส่ Interest
20. ทุกครั้งที่ลงโฆษณาแบบ Conversion ให้ใส่มูลค่าของสินค้าไว้ด้วย เพื่อที่ Facebook จะได้เรียนรู้ว่าคุณคุ้มทุนหรือไม่
21. หยุดตามหากลุ่มเป้าหมายที่ขายดีเช่น Online Shopping หรือนักช็อปออนไลน์ คุณต้องทดสอบข้อมูลต่างๆด้วยตัวคุณเอง
22. หากวันนี้คุณมีงบลงโฆษณา Facebook วันละ 100-200 บาท คุณอาจจะไม่เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้ ณ ตอนนี้ ผมแนะนำให้ไปลงขายสินค้าตาม Market Place ต่างๆเช่น Lazada, Shoppee หรือโพสต์ขายตามกลุ่มต่างๆบน Facebook
23. ถ้าวันนี้งบโฆษณาไม่เยอะยังไม่ต้องแบ่งกลุ่ม Exclude ต่างๆมาก เพราะจะทำให้ Facebook สับสน
24. อย่ากดบูสโพสต์หรือลงโฆษณาจากหน้าบ้าน เพราะคุณจะไม่สามารถปรับการตั้งค่าอื่นๆได้มาก
25. สิ่งสำคัญในการลงโฆษณา Facebook ให้ประสบความสำเร็จมี 3 ส่วนคือกลุ่มเป้าหมาย, ข้อความ และรูปภาพหรือวิดีโอ หากวันนี้ลงโฆษณาแล้วไม่ประสบความสำเร็จให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพลาดสิ่งใดใน 3 ข้อนี้
26. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook ตั้งแต่เดือนแรก ให้โพสต์คอนเท้นต์วันละ 1 คอนเท้นก่อน อย่าใจร้อนรีบลงโฆษณา คุณต้องหาให้เจอว่าโพสต์ไหน ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย และเริ่มเรียนรู้ที่จะทำโฆษณาจากคอนเท้นนั้น
27. เก็บรายชื่อผู้มุ่งหวังก่อนเสมอ เพราะถ้าอนาคตราคาค่าโฆษณาสูงขึ้น 10 – 50 เท่า คุณจะได้มีรายชื่อเอาไว้ไปส่งอีเมลล์ หรือส่งข้อความ SMS ต่างๆฟรี
28. Facebook ปรับเปลี่ยนกฎตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องเข้าใจว่ากฎอะไรที่อัพเดตใหม่ และบางครั้งเทคนิคเดิมก็อาจจะไม่ได้เวิร์คตลอดไป
29. Facebook เป็นบ้านเช่า เพราะทั้ง Follower หรือคนที่ Subscribe บนเพจของคุณ คุณไม่สามารถ Export ไปใช้ในที่ต่างๆได้ ดังนั้นระยะยาวจำเป็นต้องเตรียมการสร้างบ้านของคุณเอง
30. ความรู้เบื้องต้นในการลงโฆษณา Facebook แบบฟรีมีมากมายใน YouTube และ Blog หากท่านพึ่งเริ่มต้น ลองศึกษาข้อมูลฟรีก่อนแล้วเริ่มลงมือทำ หลังจากนั้นค่อยหาแนวทางการต่อยอด
31. การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้จากการลงมือทำ และเวลาเจองานยากบางครั้งเช่นการติดโค๊ด อย่าเสียเวลาทำเองหมดให้ลองหาจ้างโปรแกรมเม่อร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท
32. หากคุณพึ่งเริ่มเรียนรู้การลงโฆษณา คุณควรเผื่อใจล้มเหลวในการลงโฆษณาอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะการลงโฆษณาปัจจุบันยากกว่าเมื่อปี 2011 มาก
33. อย่าโฟกัสที่เทคนิคสายดำ แต่ให้ศึกษาการทำแบบถูกต้องเพื่อความเข้าใจ และรันธุรกิจได้ในระยะยาว
34. ทุกข้อมูลไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนมีประโยชน์เสมอ ลองมองข้อมูลดีๆ
35. เวลาจะเพิ่มงบโฆษณาให้เพิ่มทีละ 50% และถ้าเพิ่มแล้วเริ่มไม่ได้กำไร ให้ย้อนกลับไปในจุดก่อนที่เราเพิ่มมา
36. สิ่งสำคัญในการปรับแต่งโฆษณา Facebook คือเปิดตัวที่ใช่ และปิดตัวที่ไม่
37. เวลาต้องการเพิ่มงบของกลุ่มโฆษณา ถ้าไม่รีบร้อนมากให้เพิ่มทีละ 50%
38. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดยาวหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ มักจะมี Performance ที่ไม่ดีเสมอ
39. สำหรับคนขายของออนไลน์จะขายดีช่วงวันที่ 25 – 15 ของแต่ละเดือน ดังนั้นอย่าเอาตัวเลขหลังวันที่ 15 – 24 ไปเทียบกับชวงที่ขายดี
40. หากคุณพึ่งเริ่มต้นธุรกิจ และไม่ได้มีการทำแบรนด์ดิ้ง หรือการสร้างแบรนด์ที่ดี อย่าพึ่งลงโฆษณา Facebook
41. หากคุณมีงบลงโฆษณาเดือนละ 10,000 – 30,000 อย่าพึ่งจ้าง Freelance มาลงโฆษณาให้ คุณควรลองลงโฆษณาเองและดูผลลัพธ์เบื้องต้นสัก 1-3 เดือนก่อน หลังจากนั้นค่อยหาคนมาช่วยลงโฆษณา เพื่อดูว่าผลลัพธ์ของแคมเปญที่จ้างดีขึ้นหรือไม่
42. อย่าเอาผลลัพธ์เมื่อปีที่แล้วมาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ ณ ปัจจุบัน เพราะต่อให้คุณมีความรู้ความสามารถเท่าเดิม แต่จำนวนผู้ลงโฆษณามากขึ้น มันจึงไม่สามารถนำตัวเลขเก่ามาเป็นตัวกำหนดการวัดผลในปัจจุบัน
43. อย่าเอาเงินเก็บทั้งหมดไปเรียนรู้ เพราะกระแสเงินสดสำคัญมาก และอย่าลงโฆษณาเกินตัว จงเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
44. อย่าเชื่อข้อมูลที่ได้ยินจากคนอื่นมาทั้งหมด จงพิสูจน์ข้อมูลด้วยตัวคุณเอง
45. หาเพื่อนที่ชอบลงโฆษณา Facebook 5 คนและแลกเปลี่ยนความรู้ในการลงโฆษณาสัปดาห์ละครั้ง นี่คือหนทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในระยะยาว
46. ลงโฆษณาหลักพันได้กำไรหลักหมื่น ยากมาก ตลอดเวลาที่ผมทำมา 9 ปี ผมไม่เคยทำได้เลย และถ้าลงโฆษณา 100,000 ได้กำไรวันละ 20,000 ก็ดีใจแล้ว เพราะเราได้กำไรวันละ 20% (มากกว่าการลงทุนหลายรูปแบบ) แถมยังได้ Brand Awareness เพิ่มขึ้นด้วย
47. ทันทีที่คุณเริ่มลงโฆษณา Facebook คุณจะล้มเหลว และล้มเหลวไปเรื่อยๆ หากคุณไม่มีเงินสำรองในการทดสอบอย่าพึงลงโฆษณา Facebook เพราะคุณมีโอกาสล้มเหลวถึง 6 เดือน
48. ทุกครั้งที่เปิดบัญชีโฆษณาใหม่และเริ่มลงโฆษณาวันแรกๆคุณมักจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเสมอ อาจเป็นเพราะ Facebook ต้องการส่ง Audience ที่ดีที่สุดให้กับคุณ
49. ติดตั้ง Google Analytics และ UTM ต่างๆเอาไว้ เพื่อที่คุณจะได้สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆได้อย่างแม่นยำ
50. หากงบน้อยหรือพึ่งเริ่มรันแคมเปญให้เลือก Conversion Window 7 Days และหากเริ่มเรียนรู้ไปสักพักนึงแล้วให้เปลี่ยนเป็น 1 Day และการนับค่า Conversion ของ Facebook และ Google ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องซีเรียสมากลงโฆษณา Platform ไหน วัดค่า Platform นั้น Facebook นับ First Click แต่ Analytics นับ Last Click (ไม่ชัวร์ว่าตอนนี้ปรับหรือยัง)
พักสายตาแป๊บ..
พร้อมแล้วมาต่อกันเลย
51. หลายคนไม่ติด Pixel และ Event ต่างๆบนเว็บไซต์ พอไม่ติด Pixel ทำให้บัญชีโฆษณาไม่ได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ และท่านสูญเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้ Pixel โตขึ้น
52. ไม่วางแผนการทำ Follow Up เช่นสินค้าของท่านคนจะตัดสินใจซื้อภายในกี่วัน หากเป็นสินค้าราคาไม่เกิน 500 บาท หลายคนจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ภายใน 5 วัน แต่หากเป็นสินค้าราคาแพงคนอาจใช้เวลาตัดสินใจ 30 วัน ดังนั้นเวลาทำ Follow Up หรือ Retargeting ให้เลือกจำนวนวัน ไม่ต้อง Retargeting ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นอาจเปลืองงบค่าโฆษณาไปกับคนที่ไม่ใช่
53. Story บน Instagram เป็นพื้นที่โฆษณาที่ถูกมากและมีประสิทธิภาพในการสร้างแบรนด์ และ Brand Recall
54. หากคุณทำธุรกิจแฟชั่น Instagram เป็นแหล่งทองคำสำหรับคุณ รวมถึงการให้ Influencer ช่วยทำวิดีโอไม่นานมากและกด Swipe Up เข้าหาแบรนด์ของคุณ
55. หากมีรายชื่อหรือฐานลูกค้าจากออฟไลน์อยู่แล้ว การอัพโหลดฐานข้อมูลทั้งอีเมลล์และเบอร์โทรศัพท์มือถือคู่กัน จะทำให้การ Matching ง่ายขึ้นและได้ึกลุ่ม Custom Audience มากที่สุด (อาจสูงถึง 90%)
56. หากคุณขายสินค้าที่เป็นเครื่องมือแพทย์ สินค้าอุตสาหกรรม Facebook เหมาะไว้ทำการ Retargeting หรือ Remind กลุ่มลูกค้าของคุณ แต่อาจจะไม่เหมาะกับ Cold Audience หรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้มีความต้องการ
57. หยุดโฟกัสที่การปรับแต่งโฆษณา และข้อมูลทั้งหมดบน Facebook แต่ไม่ปรับแต่งเว็บไซต์หรือ Funnel ให้มีประสิทธิภาพ
58. หากคุณโฟกัสการปรับแก้เว็บไซต์ของคุณ โดยปัจจุบันมี Conversion Rate 1% (อัตราคนที่เข้ามาบนเว็บไซต์และกดสั่งซื้อสินค้า) และคุณปรับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นจนทำ Conversion Rate เป็น 2% ผลงานของคุณไม่ได้ดีขึ้น 1% แต่ผลลัพธ์ของคุณจะดีขึ้น 100% ดังนั้นค่าโฆษณาจะถูกลงครึ่งนึงทันที
59. หลายคนปรับเว็บไซต์จากความน่าจะเป็นหรือความรู้สึก ไม่ได้มีการทำทดสอบ .......
บทความยาวเกิน ไปอ่านต่อที่นี่แล้วกันนะ http://www.atimedesign.com/webdesign/100-know-facebook-ads/