เหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่จะหย่ากับสามีแสนดี

ดิฉันอายุย่างจะเข้า 40 ปี แต่งงานมา 15 ปี มีลูกชาย 2 คน ดิฉันอาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี

ประกอบไปด้วยพ่อและแม่ สามี ดิฉัน และลูกๆ สามีดิฉันเป็นลูกคนเดียวค่ะ

เขาก็จัดว่าเป็นคนที่ดีมากคนหนึ่งทีเดียว เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่สน

ความเจ้าชู้ก็ไม่เคยปรากฏ เราเรียนมาด้วยกัน 

และเริ่มคบกันแบบคนรักตอนทำงานแล้ว  และแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

เนื่องจากฐานะทางบ้านของสามีไม่ค่อยจะดีนัก เขาก็เลยเป็นคนค่อนข้างประหยัด

ถึงขั้นขี้เหนียวในบางครั้ง ตั้งแต่เป็นเพื่อน และเป็นแฟนกันมา

เราจะแชร์ค่าใช้จ่ายกันตลอด หรือในบางครั้งดิฉันก็จะเป็นคนจ่าย

ซึ่งดิฉันก็พยายามไม่คิดมากและมองข้ามข้อเสียข้อนี้มาโดยตลอดและพยายามนึกถึงข้อดีข้ออื่นๆ

ที่เขามี แต่เขาก็มีความพยายามที่จะเก็บเงินมาเป็นค่าสินสอดขอดิฉันแต่งงาน

ดิฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากที่เขาเก็บเงินก้อนมาแต่งงานกับดิฉันได้ โดยไม่ต้องเดือดร้อนถึงพ่อแม่ของเขาหรือของฉันเลย

ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ชีวิตของเราทั้งคู่ก็ดีขึ้นมาก มีงานที่มั่นคง มีบ้าน

มีรถ สามีดิฉันจะชอบซื้อของแพงๆ หลายอย่าง แล้วก็ไม่ได้ใช้มัน เช่น

จักรยานเสือหมอบ  เครื่องออกกำลังกาย

เครื่องเสียง กีต้าร์ที่บ้านมี 4 ตัว วางเรี่ยราดเกลื่อนกลาด ไม่เป็นที่เป็นทาง

เหมือนเขากำลังเติมเต็มสิ่งที่เขาเคยขาดในวัยเด็ก

ดิฉันก็ไม่ว่าอะไรเพราะเขาก็เอาเงินเก็บของเขามาซื้อ

หรือไม่เขาก็ผ่อนของเขาเอง  ชีวิตคู่ของเราลุ่มๆ

ดอนๆ ขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งก็รักกันมากมาย บางครั้งดิฉันก็รู้สึกเบื่อหน่าย เหม็นหน้า

 สามีดิฉันเป็นคนจริงจังกับงานมากค่ะ  เขาจะทำงานแบบทุ่มเทเต็มที่ บทเบื่อขึ้นมาก็ลาออกเอาดื้อๆ

อย่างในปัจจุบันนี้ เขาออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่ประมาณตี 5 กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 –

3 ทุ่ม เกือบทุกวัน เขาบอกว่าอยากให้งานเสร็จ ไม่อยากให้มีงานค้าง แล้วก็บ่นเหนื่อย

มาถึงบ้านก็โมโหอารมณ์เสียใส่ลูกๆ และคนที่บ้าน ตอนนี้ก็บ่นๆ ว่าอยากจะลาออก

แต่ก็ติดที่เรากำลังผ่อนรถ(คันที่2) อยู่ ก็เลยทนทำต่อไป

แต่เขาก็ยังทุ่มเทกับงานเหมือนเดิม เพื่อนๆ ลูกน้อง กลับบ้านกันหมด

เขาก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงาน บางครั้งกลับดึกแล้วยังหอบงานกลับมาทำที่บ้านต่ออีก  ดังนั้นภาระหน้าที่ทุกอย่างในบ้านจึงตกเป็นของดิฉัน

ตั้งแต่ลืมตาตื่นเช้า ปลุกลูกๆให้อาบน้ำแต่งตัว พาไปส่งโรงเรียน

ตอนเย็นเลิกงานก็รีบไปรับลูก กลับมาหุ่งหาอาหาร ทำกับข้าว

และไปรับ-ส่งลูกเรียนพิเศษตอนเย็น วันหยุดก็ต้องรับ – ส่ง ลูกไปเรียนพิเศษ

กลับจากส่งลูก มาซักผ้า ทำงานบ้าน บ่ายๆ ไปรับลูกกลับจากโรงเรียนสอนพิเศษ

และรีบมารีดผ้าที่ซักตากไว้ งานบ้าน งานช่าง ไม่ว่าล้างรถ  ไฟเสีย ส้วมตัน ประตูดัง โทรทัศน์เสีย

อุปกรณ์การเรียนลูกไม่ครบ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนเป็นหน้าที่ของดิฉัน  แต่เขาก็ให้เงินดิฉันใช้นะคะ เดือนละ 10,000

บาท เพราะเงินเดือนเขาก็ไม่ได้มากมาย  แต่

10,000 บาทที่ได้มา ดิฉันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านทุกๆอย่าง อย่างเช่น

ค่าผ่อนรถยนต์ (คันที่2)  ประกันรถยนต์ 2

คัน  ถ่ายน้ำมันเครื่อง ทั้งรถยนต์

และรถมอเตอร์ไซ ประกันชีวิต ค่าเทอมลูก ค่าอาหาร เงินให้ลูกไปโรงเรียน

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียน และเครื่องแต่งกายของลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ

และค่าใช้จ่ายในบ้านทุกๆ อย่างแม้กระทั่งเวลาไปเที่ยว  หรือไปกินข้าวนอกบ้าน ดิฉันก็ต้องจ่ายทั้งหมด

เวลาบอกให้เขาช่วยจ่ายบ้างเขาก็จะบอกว่าไม่มี แต่เวลาเขาอยากได้อะไรที่เขาต้องการ

เขาก็ซื้อได้ค่ะ เช่น โทรศัพท์ 

หรือเครื่องเสียง

                เขาไม่เคยไต่ถามสารทุกข์ของดิฉันและลูกๆ

ไม่เคยคุยกับลูกๆ แบบปรึกษาหารือกัน เขาไม่ค่อยสนใจลูกๆ แต่วันดีคืนดี

นึกอยากจะสนใจลูกขึ้นมา ก็จะเปิดกระเป๋านักเรียนลูกดู

พอเห็นทำงานไม่เสร็จไม่เรียบร้อย ก็จะดุด่า บางครั้งก็จะลงไม้ลงมือกับลูก

ตอนลูกเล็กๆ ลูกจะโดนตีบ่อยมากค่ะ พอโตขึ้นมาก็จะนานๆ ครั้ง แต่ลูกๆ

ก็กลัวเขาจนลนลานกันไปหมด เวลาที่ลูกๆกลับมาถึงบ้าน

ถ้าเห็นว่าสามีไม่อยู่บ้านก็จะดีใจกันจนออกนอกหน้า  สามีดิฉันเขาค่อนข้างเจ้าระเบียบกับลูกๆ ค่ะ

แต่ตัวเขาเองไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีสักเท่าไร สิ่งที่เขาห้ามไม่ให้ลูกทำ ก็คือสิ่งที่เขาทำเป็นประจำแทบจะทุกอย่าง

เช่น เวลาลูกดื่มน้ำแบบยกขวดดื่มไม่เทใส่แล้ว เขาก็จะเอ็ดลูก

เหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ตัวเขาเองก็เห็นทำเป็นประจำ เขาบอกลูกห้ามเล่นเกมส์

ให้อ่านแต่หนังสือ 

แต่เขาเองก็เล่นเกมส์จนถึงดึกดื่น ก็เขาก็อ้างว่าเล่นแก้เครียดจากการทำงาน

พอดิฉันเตือนว่า สิ่งใดที่ห้ามลูกตัวเองก็ไม่ควรทำ เขาก็โมโหเอะอะโวยวาย

หาว่าเข้าข้างลูก 

หาว่าเขาจะบอกจะสอนลูกบ้างไม่ได้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เล่ามานี้ เขาเป็นมานานนับ

10 ปีแล้วค่ะ ดิฉันก็พยายามทนมาตลอด มีครั้งหนึ่งเขาตีลูกอย่างรุนแรง

สาเหตุเพราะลูกยืมเงินเพื่อน และอีกครั้งตอนลูกเล็กๆ เขาเตะลูกทั้งๆ ที่ลูกนั่งอ่านหนังสืออยู่

เพราะลูกท่องสูตรคูณไม่ได้ 

เหตุการณ์ที่เขาตีลูกอย่างรุ่นแรง

ดิฉันนึกถึงทีไรก็เจ็บแปลบที่หัวใจทุกครั้ง ดิฉันไม่ดูลูกให้ดี

เพราะดิฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะทำร้ายลูกได้ถึงขนาดนั้น แต่หลังๆ มานี้ก็ไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนั้น

หรือถ้าจะเกิดดิฉันก็จะนั่งเฝ้าไม่ให้คลาดสายตา เพราะกลัวเขาจะทำเกินกว่าเหตุ

แต่ดิฉันจะไม่พูดอะไรหรอกนะคะ ถ้าพูดออกไปเขาก็จะยิ่งโมโหและทำลูกรุ่นแรงมากขึ้น

หรือไม่ก็ทุบทำลายข้าวของ  เหตุการณ์ต่างๆ

เหล่านั้นมันทำให้ดิฉันไม่กล้าจากลูกไปไหน 

ดิฉันได้รับคัดเลือกให้บรรจุเข้ารับราชการที่ต่างจังหวัด

ดิฉันต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างบ้านกับที่ทำงานทุกวัน เพราะดิฉันห่วงลูก

กลัวว่าสามีจะทำร้ายลูกอีก และลูกๆก็ติดดิฉันมากและเขาก็หวาดกลัวพ่อ แต่เวลาสามีเขาจะใจดีเขาก็ตามใจลูกมากนะคะ

เช่นพาไปกินอาหารดีๆ ซื้อของเล่นให้ ฯลฯ แต่มันก็น้อยครั้งที่จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะช่วงหลายปีมานี้เขาแทบไม่หยิบจ่ายอะไรเลย 

อยู่ด้วยกันมาเขาแทบจะไม่ซื้อของขวัญให้ดิฉันเลย ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใดๆ

หรือแม้กระทั่งวันเกิด มีซื้อบ้างก็เมื่อประมาณ 6 – 7 ปีที่แล้ว

แต่เขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เป็นแฟนกันแล้วค่ะ

ช่วงเป็นแฟนดิฉันไม่คิดอะไรเพราะทางบ้านเขาค่อนข้างลำบาก แต่ตอนนี้เขาก็ทำงานดี

มีเงินเดือน ถึงจะไม่มายมายแต่ก็ไม่ได้น้อย วันเกิดเขาดิฉันจะซื้อของให้ตลอด

มีเงินมากก็ซื้อของแพง มีน้อยก็ชิ้นเล็กๆ เช่นการ์ด หรือดอกไม้

ใจก็หวังว่าเขาจะได้นึกถึงวันของเราบ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แวว ไม่ว่าจะวันเกิดลูกๆ

หรือใครๆ เขาจะไม่ใส่ใจกับเรื่องแบบนี้เลย 

ดิฉันรู้สึกมันเป็นเรื่องเล็กๆ

ที่กัดกร่อนจิตใจของดิฉันทีละน้อยมาโดยตลอด 

เมื่อเราผ่อนรถคันแรกหมด สามีก็ชวนซื้อคันที่สอง เพราะจะได้มีใช้คนละคัน

ดิฉันก็ไม่ว่าอะไรอยากได้ก็พากันไปซื้อไปผ่อน แต่ปัญหาใหม่คือ ญาติของเขา 2

คน  เป็นป้าและหลานของเขา

(ซึ่งหลานก็เป็นคนตัวใหญ่) มาขอติดรถดิฉันไปทำงานและให้ไปส่งหลานที่โรงเรียนทุกๆ

วัน บางเดือนเขาก็ช่วยค่าน้ำมันบ้างประมาณ 500 บาท บางเดือนก็ไม่ให้

จะด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ ดิฉันต้องเพิ่มภาระค่าน้ำมันรถวิ่งรับ-ส่ง

ลำพังเงินที่มีก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว ดิฉันปรึกษาเขาว่าจะทำอย่างไรดี

ลำพังรับ-ส่งลูกตัวเองก็เหนื่อยแย่แล้ว ยังต้องมารับส่งญาติของเขาอีก

แถมรถเราก็รถเก๋งคันเล็กๆ ต้องนั่งยัดเยียดเบียดกันไป รถเราก็เพิ่งซื้อใหม่ๆ

เราก็หวงรถอยู่กลัวจะรับน้ำหนักเกิน แต่ก็ไม่รู้จะบอกป้ากับหลานเขาอย่างไร

กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ปรึกษาสามีเขาก็บอกว่าช่วยๆ กันไป  พอเงินไม่พอใช้จ่ายบอกเขา เขาก็จะเฉยๆ

ไม่โต้ตอบ ไม่เสนอความเห็นใดๆ บอกเหนื่อยต้องรับ-ส่งลูก รับ-ส่งญาติเขา หรือทำงานต่างๆ

ในบ้านคนเดียว เขาก็เฉยๆ ไม่รับรู้ ไม่ช่วยคิดแก้ปัญหาแต่อย่างใด แต่งานของเขาเองเวลาทำไม่เสร็จเอากลับมาทำที่บ้านกลายเป็นดิฉันต้องมาช่วยทำ

แรกๆ ก็ช่วยด้วยความเต็มใจอยากให้เขาเสร็จเร็วๆ จะได้พักผ่อน พอหลังๆ

กลายเป็นหน้าที่ดิฉันที่ต้องทำ เขาก็ไปนอนเล่นเกมส์ อ้างว่าอยากพักผ่อน บางครั้งลูกไม่สบายกลางดึก

ดิฉันต้องพาลูกไปหาหมอกันตามลำพัง พอลูกๆ เริ่มโตและแยกห้องนอน  แต่บางคืนลูกอยากนอนกับพ่อแม่บ้าง เขาก็จะดุลูก

ตีลูก ไล่ลูกไปนอนที่ห้องตัวเอง เวลาดิฉันมีปัญหาเขาไม่เคยคิดช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ

เลย เงินทองไม่พอใช้ดิฉันต้องไปกู้เงิน ใช้บัตรเครดิต พอบอกเขา เขาก็จะเฉยๆ

ทำเหมือนไม่รับรู้ ปล่อยให้ดิฉันใช้หนี้ 

หนี้ที่สร้างมาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ดิฉันเริ่มจะทนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ

บางคนบอกอยู่มาได้ตั้งนาน มาคิดหย่าร้างอะไรป่านนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีมาแล้วดิฉันก็เคยขอหย่าเขาค่ะ

เพราะความคิดเห็นว่าไม่ค่อยตรงกัน โดยเฉพาะวิธีการเลี้ยงลูก

เขาและพ่อแม่ของเขาค่อนข้างหัวโบราณค่ะ (กราบขออภัยที่พาดพิงถึงผู้ใหญ่ค่ะ)

แต่ดิฉันคิดว่าสไตล์การเลี้ยงลูกของดิฉันเป็นแบบสอนให้เขาคิดเอง ทำเอง

และเราคอยบอกว่าดีหรือไม่ คอยแนะนำ คอยมองเขาอยู่ห่างๆ  แต่สามีจะออกแนวบังคับ ซึ่งดิฉันรับไม่ได้

และอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่ได้เล่ามา ทำให้ดิฉันขอหย่ากับเขา เขาก็ตกลงนะคะ แต่เขาบอกว่าลูกจะต้องเป็นของเขาเพราะเขาบอกว่าเขาไม่มีความผิด

เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ต้องยกลูกให้เขาเท่านั้น เขาถึงจะยอมหย่า ดิฉันทำไม่ได้ค่ะ

ลูกคือแก้วตาดวงใจของดิฉัน ก็เลยจำยอมอยู่กันไปสถานการณ์ก็ดีขึ้นบ้าง ลุ่มๆ ดอนๆ

มาตลอด แต่ตอนนี้ ดิฉันเริ่มทนไม่ได้อีกแล้ว ปัญหามันมากมายเหลือเกิน

โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านที่นอกจากเงิน 10,000

บาทนั้นเขาก็ไม่เคยช่วยเหลือใดๆ อีก เป็นที่ปรึกษาหรือรือใดๆ ไม่ได้

และมีญาติเขาเข้ามาวุ่นวายให้เราเป็นภาระเพิ่มอีก  ดิฉันคิดว่าถ้าดิฉันอยู่กับลูกๆ

คงมีความสุขมากกว่านี้ และอาจจะหนีจากปัญหาต่างๆ ในครอบครัวได้บ้าง

ถ้าถามว่าดิฉันรักสามีไหม ดิฉันตอบว่ารักมากค่ะ แต่ความรักมันกินไม่ได้นะคะ

ลูกต้องกินต้องใช้ มากขึ้นทุกวัน แต่เหตุผลที่ดิฉันยังตัดสินใจเลิกไม่ได้เด็ดขาด

เพราะดิฉันส่งสารลูกๆ ค่ะ ไม่อยากให้เขาเป็นลูกที่ขาดพ่อ แต่ดิฉันเคยถามลูกๆ

นะคะว่าถ้าแม่เลิกกับพ่อ หนูจะรู้สึกอย่างไร เขาก็ยินดีนะคะ

แต่อาจจะตอบไปเพราะความกลัวพ่อ หรือคิดว่าแม่คงไม่กล้าเลิกซะมากกว่า เพราะลึกๆ

แล้วดิฉันก็รู้ว่าเด็กๆ เขาก็รักพ่อค่ะ เพียงแต่เหมือนเข้าไม่ถึง ไม่กล้าพูด

ไม่กล้าคุยมากว่า เพราะถ้าพูดผิดก็จะถูกลงโทษ ดิฉันควรจะเลิกกับสามีดีหรือไม่คะ

เหตุผลที่ฉันจะเลิกมีมากพอหรือไม่คะ  แล้วถ้าเขายอมเลิก

แต่เขาจะเอาลูกไว้กับเขาดิฉันจะทำอย่างไรดีค่ะ ดิฉันอยากได้ลูกทั้ง 2 คนค่ะ ถ้าตกลงเรื่องลูกกันไม่ได้ดิฉันพอจะฟ้องหย่าได้ไหมคะ

ขอคำปรึกษาเพื่อนๆด้วยนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่