ผมไปอ่านเจอคอมเม้นหนึ่ง เขาเล่าว่า
_____________________________________________
ชาย 3 คน มองไปยอดเขา
แล้วทั้ง 3 คนก็ลงความเห็นว่า วิวข้างบนน่าจะสวยมาก
ชายคนแรก :
ตรงที่เราอยู่ตอนนี้ก็สวยงามมากพอแล้ว อยู่ที่ตรงนี้นี่แระ
ชายคนที่ 2 :
แล้วเขาก็ออกเดินทางไปยังยอดเขานั้น
ระหว่างทางเขาเจอสถานที่นึง
ที่เขาคิดว่า สวยงามมาก แล้วเขาก็หยุดอยู่ตรงนั้น
ชายคนที่ 3 :
แล้วเขาก็ออกเดินทางไปยังยอดเขานั้นกับชายคนที่2
แต่เขาไม่ยอมหยุดเหมือนกับชายคนที่ 2
เขาเดินต่อไป จนถึงยอดเขา ได้เห็นวิวที่สวยสมใจ ซึ่งน้อยคนที่จะได้เห็น
ถามว่า ใครผิด ใครถูก
ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก
เพราะความพอใจของคนเราไม่เหมือนกัน
_____________________________________________
ผมไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ใช่คนขยัน ไม่มีความรู้ ไม่มีเป้าหมาย ผมไม่เห็นอนาคตเลย
ผมไปเรียนสม่ำเสมอตั้งแต่อนุบาล จนถึงม.3 ผมมีโรคประจำตัว ที่เกี่ยวกับลำไส้ จะปวดท้องมากๆปวดขึ้นมาเอง แต่ก็นานๆทีจะเป็น ช่วงนั่น ป.4-ป.6 มีแกล้งป่วยบ้าง เพราะไม่อยากไปเรียน โชคดีก็ได้หยุด แต่ส่วนมากแม่ก็จะบอกว่า “ไปเถอะลูก”
หลังจากเข้าเรียน ปวช1 ผมก็เกเรตั้งแต่กลางเทอม1เลย ผมหยุดเรียนเอง จากอาทิตย์ละ1-2วัน ก็ถี่ขึ้น แต่ผมจะนับแต่ละวิชาเสมอ ยกตัวอย่าง แต่ละวิชาจะให้ขาดได้ไม่เกิน4ครั้ง หรือ จันทร์-ศุกร์ คือใน1เทอม วันจัทร์ไม่เกิน4 อัง พุธ..จนถึงศุกร์ไม่เกิน4
ปัญหาหลักๆที่ผมเจอ คือวิชาภาษาไทย กับวิชาต่างๆที่อาจารย์คนสอนเป็นผู้หญิง ที่ค่อนข้างถือตัว จะเป็นคนแก่ๆ แต่ไม่ใช่ปัญหากับตัวเขานะ
ปัญหาเกี่ยวกับงาน(สมุดทำงาน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อาจารย์จะไม่ได้ให้เอาสมุดกลับบ้าน ให้ไว้ที่โต๊ะอาจารย์ ซึ่ง มันสามารถมีใครมาหยิบไปก็ได้ ใครอาจหยิบสลับ หรือ อาจารย์ตรวจเสร็จ อาจวางกลับผิดห้อง
ผมเจาะจงเป็นวิชาภาษาไทย เพราะตั้งแต่ม.1 ปวช.1 มันเกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก ที่ว่า ผมส่งสมุดไป จะหายตลอด และอาจารย์ไม่เคยสนใจ.. สมุดหาย ผมบอกอาจารย์ว่าไม่เจอสมุด เขาจะให้ไปหาที่กองสมุดต่างๆ และในห้องพักที่นั่งของเขา ก็ไม่เจอ และเขาจะให้ทำใหม่เสมอ สมุดผมจะหาย ช่วงกลางเทอม และก่อนจะส่งสมุดเก็บคะแนน หายเสมอ อาจารย์ก็จะพูดแค่ว่า “ไม่รู้สิ ครูว่าครูตรวจแล้วก็วางกลับกองเดิมทุกคนนะ งั้นไปทำใหม่” ผมไม่โอเคตรงนี้ แต่มันคงไม่ใช่ความผิดอาจารย์ ผมแค่ไม่พอใจที่เขาเฉยเมย แต่ผมจะสังเกตเห็นเสมอ เวลาเพื่อนในห้อง ชอบเดินไปหยิบสมุดจากกอง เพื่อเอามาลอก หลังจากลอกเสร็จ มันก็จะเดินไปส่งแค่ของมัน แล้วสมุดคนนั้นละ? มันก็ปล่อยทิ้งไว้ที่โต๊ะ ซึ่งบางทีผมเดินไปดูก็เป็นของผม
ผมเจอคนมากมาย แทบจะ99% มันเป็นแบบนี้ทุกคน ต่อให้เพื่อนที่ผมคิดว่าสนิทแล้วนะ มันก็ยังทำแบบนี้ หรือบางทีมันก็เอาให้คนอื่นลอกต่อ แล้วก็โยนไปที่อีกคน บอกว่า “กูเอาให้อีกคนลอก” พอสมุดหาย มันก็จะบอก “กูไม่รู้ ไปเอาที่ไอนั่นดิ” เป็นแบบนี้เสมอ
ตัวผมเอง ไม่เคยทำแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่ผม/ถ้าผมจะลอกใคร ผมจะขอคนนั้น แล้วทุกครั้งที่ลอกเสร็จผมเอาไปเก็บ ผมจะบอกเจ้าของเสมอ ว่า กูเอาของมาเก็บแล้วนะ แต่ถ้ามีคนมาขอลอกต่อ ผมก็จะบอกว่า สมุดไอ้..(ชื่อ).. ไปขอมันก่อนดิ ผมจะไม่ให้ส่งเดชเด็ดขาด และถ้า ต่อให้ผมเอาไปส่ง แล้วบอกเจ้าของแล้ว แต่ถ้ายังหาย แต่ผมเป็นคนสุดท้าย ผมจะรับผิดชอบเสมอ
ปัญหาเรื่องสมุด ก็ประมาณนี้ มันทำให้ผมลำบาก เพราะต้องทำงานเพิ่ม
ปล. มีครูคนเดียวที่ผมรู้สึกว่า เขาสนใจเด็ก จำสิ่งที่เด็กทำได้ เขาชื่อครูปู สอนสังคม และประวัติศาสตร์ ช่วงม.1-ม.3 เรื่องมีอยู่ว่า สมุดผมหาย ก่อนจะส่งสมุดเก็บคะแนน ผมไปบอกครู บว่าของผมหาย เขาพูดมาว่า ไม่เป็นไรครับ ผมจำได้ คุณส่งแล้ว และผมก็จดคะแนนคุณไว้แล้วด้วย แต่ก็ให้ไปทำใส่สมุดใหม่นะ แต่ไม่ต้องเขียนครบก็ได้ ให้ลงเป็นข้อๆ เพื่อให้ยืนยันว่า มีส่งแค่นั้น ครูคนนี้แหละ ผมนับถือจริงๆ เขาเป็นคนขี้เล่น พูดจาดูเข้ม แต่แอบตลกเสมอ และเมื่อเด็กมีปัญหา เขาอาจจะค่อนข้างพูดตรง ดุดันแต่เขาช่วยเด็กได้เหมือนเป็นคนที่ เหมือนที่ผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก
ปัญหาต่อมา ก็อยู่ในช่วงปวช.1 เทอม2 ถึงปวช.2 เกี่ยวกับอาจารย์
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อย่างที่บอกไป ว่าผมจะหยุด โดยไม่ให้ตก ก็คิอไม่เกิน4ครั้งต่อวิชา แล้วเรียน1เทอม =18สัปดาห์ ผมจะหยุดได้แค่ 4สัปดาห์เท่านั้น = ผมจะมาเรียน14สัปดาห์ หรือ 14ครั้งต่อวิชา
ไม่เคยเกินนั้น แต่ครั้งสุดท้ายที่หยุด พ่อผมทำงานอยู่ แล้วอาจารย์โทรไปหา เขาเล่าว่า ผมไม่มาเรียนเลย
(เข้าใจถ้าเขาจะโทร เพราะผมมาหยุดทีเดียว คือ1เดือนหรือ3สัปดาห์คิดกันเลย) เพราะผมมั่นใจว่าผมไปเรียนยังไงก็ครบ ที่ผ่านมาผมแค่หยุด1-2ครั้งใน1สัปดาห์ แต่เปลี่ยนมาเป็น หยุดรวดเดียวคิดกัน1เดือนเลย)
พ่อผมเลิกงาน ก็มารับผมที่บ้านและพาไปวิลัย เขาก็คุยกับอาจารย์ และอาจารย์ถามว่า ตกลงจะเรียนไหม แต่ผมโมโหครับตอนนั้น โมโหที่ เขาใช้คำว่า ไม่มาเรียนเลย ผมเลยบอกว่า ไม่เรียนครับ เขาถามว่า ไม่เรียน แล้วจะไปทำอะไร(จะทำงานอะไร) ผมบอกไปว่า งานอะไรก็ได้ มีเยอะแยะข้างนอก ..ผ่านไปสักพัก ก็สรุปว่า ผมขอโทษ และบอกว่าจะเรียนต่อ ในตอนนั้น มีหลายวิชาที่ผมโดน ขร.ไป ไม่ใช่เพราะขาดเกิน แต่ขาดครบติดกันเลย(ขอใช้คำว่า ใช้สิทธิ์ขาดครบ รวดเดียว) เขาเลยคิดว่า ไม่เรียน เขาก็คุยกับพ่อผม บอกว่า เนี่ย ลูกคุณไม่มาเรียนเลย (ผมพูดแทรก : ผมมาเรียนครับ ถามเพื่อนได้) อาจารย์ก็บอก ดูสิ๊เนี่ย ฉันก็มีใบเช็คชื่อเนี่ย นับได้เลย 1,2,3 เนี่ยเห็นไหม มาเรียนแค่3ครั้ง จาก18สัปดาห์ (เท่ากับ สิ่งที่เขาบอก คือผมขาดไป16ครั้ง) ผมคงไม่ใจเย็นขนาดนั้น แต่ผมต้องเก็บอารมณ์ไว้ เพราะในใจผม มันก็ยังรู้สึกผิดจริงๆลึกๆ ที่ไปหยุดติดกันนานเกินจนกลายเป็นเรื่อง แต่ผมต้องเก็บอารมณ์เพราะไม่อยากเพิ่มเรื่องอีก และก็วิชาต่อไป คือ เครื่องกล(งานกึง) อันนี้ไม่ใช่ขร. แต่เป็น0 เกิดจากตัวผมเอง ผมกึงงานเสร็จ เหลือขัดและจะส่งในวันถัดไป(จะจบแล้ว) พอวันถัดไป ผมจะส่ง งานหายครับ เขาจะให้ปั้มลายบนเหล็ก เป็นเลขที่ตัวเอง ผมก็ยังไงก็ไม่เจอ ไปเจออยู่2อัน มันเป็นเลขซ้อน(ปั้มซ้อน) ผมก็ไม่แน่ใจใช่ไหม ที่นี้เพื่อนเดินมาบอก “ของกู”
ผมต้องบอกตรงนี้ก่อนว่า นิสัยผมจริงๆแล้วเป็นคนที่ โมโหง่าย หงุดหงิดงี่เง่ามากๆ แต่เพราะเป็นคนที่ต้องการความสงบ(ผมมีปม ที่บ้านชอบทะเลาะกันรุนแรง) ผมจึงไม่อยากเจออะไรวุ่นวายอีก ผมจึง อย่างแรก ความสงบมาอันดับ1 และผมคงเห็นแก่ตัวสุดๆ เพราะมั้งหมดทำเพื่อให้ตัวเองสงบ เช่น สมมุด เพื่อนมาหาบอกว่าไปซื้อหนมเป็นเพื่อนหน่อย ถ้าผมบอกไม่ไป มันก็จะตื้อ ผมต้องตอบโต้อีก2-3ที มันก็ไม่ยากใช่ไหม? แค่ปฏิเสธ แต่ผมจบปัญหาด้วยการ ไปดิ พูดง่ายๆก็คือ ผมเป็นคนที่ สั่งมาเลย ชวนมาเลย ทำได้หมด แต่จริงๆ ถ้ามองเผินๆไม่รู้ลึกๆว่าผมเป็นยังไง คุณจะมองผมว่า ผมช่วยเหลือคนอื่น เกรงใจคนอื่น แต่เป็นคนเงียบๆ เพื่อนจะบอกว่าผมเป็นแบบนั้น และเป็นแบบนี้มาตลอด แต่ความจริงที่ทำแบบนี้ เพราะแค่ไม่ชอบความวุ่นวาย นั่นแหละครับ แต่มันคงเหมือนเป็นดาบสองคม การที่ผมไม่ปฏิเสธ ช่วยคนอื่น มันเหมือนง่ายไป จนคนอื่น แม้แต่เพื่อนที่สนิท ก็ทำเหมือนผมเป็นอากาศ ไม่เห็นหัวผมเลย เหมือนกับได้ใจ แต่พอตัวเองต้องการทำอะไรสักอย่าง ก็มาใช้ผม ผมจะไม่เป็นอากาศก็ตอนที่พวกมันจะใช้ผมไปทำอะไรต่างๆ ย้อนมองมา ผมเองทั้งนั้นเลยนะ ที่ทำแบบนี้ จะโทษคนอื่นไม่ได้ แต่ในมุมมองของผม คนๆนี้ ที่เหมือนว่าทำเพื่อตัวเอง แต่คนอื่นกลับได้ผลประโยชน์ซะมากกว่า.. กลับมาที่เรื่องเหล็กกึงผม จากที่นิสัยผมเป็นแบบนั้น ผมเลยไม่พูดว่า เหล็กกูป่าว เอาเหล็กกูไปปั้มเลขทับ ผมก็เลย ตัดสินใจว่า เออ หาย คงมีคนขโมยไป ผมเลยโยน ไม่ทำแล้ว ปล่อยตกไปเลย แต่กลายเป็นว่า ผมไม่ตกเรื่องงาน เพระคะแนนเก็บมีเยอะ แต่อาจารย์ให้0 เพราะบอกว่า ผมขาดเรียนเกิน .. ผมเซ็งสุดๆ ผมอยากจะชกอยากกระทืบมันลงไปนอน แต่ทำไรไม่ได้ อันนี้ไม่เกี่ยวกับที่ผมหยุดรวดเดียว1เดือน ผมไปเรียนวิชาเขา แต่เขาเป็นโรคไรก็ไม่รู้ เจากวนตีนอะ 3อาทิตย์แรก เข็คชื่อ พอเขาพูดชื่อผม ผมยกมือ เขาก็เข็ค ติ๊กให้ปกติ แต่หลังจากนั้นอยู่ดีๆเขาก็ข้ามชื่อผมไปเลย พอเช็คชื่อเสร็จผมก็เรียกเขา เขาก็ไม่สนใจ ไม่มอง ผมก็บอกว่า อาจารย์ยังไม่เรียกชื่อผมเลยครับ และเขาเมินไม่สนใจ ผมก็ไม่รู้เขาเป็นไร แต่ก็ไม่ได้คิดว่า เขาจะไม่เช็ค สรุป เรียนจนเสร็จจนออกเกรด ผมก็เพิ่งรู้ พ่อเลยไปคุย เขาบอก ผมไม่มาเรียนเลย ...? เอาอีกคนแล้ว ผมไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ พ่อผมก็ขอ เขาเลยให้ไปซื้อผ้าหยาบ2เมตรมาส่ง ก็จะแก้ให้ผ่าน ผมซื้อมาให้ เขาก็รับไว้ สรุป ปัจจุบันนี้ผมก็ยังเป็น0 ไปพูดไปถามเขาแล้ว ก็ยังตีมึน เพราะพ่อผมมาค้ำไว้ ถ้าไม่ติดพ่อแม่ผม ผมก็เล่นไปแล้ว ผมก็ไม่ใช่คนดีอะไร แค่ไม่ชอบความวุ่นวายจึงไม่ก่อปัญหา แล้วนี่อะไร ทำไมอยู่ดีๆมาสร้างปัญหาให้ผม? ผมไม่เข้าใจจริงๆ
และก็มาถึง ปวส.1
ผมไม่รู้จะเล่ายังไงต่อดี คือผมจะอ้างว่า ร้อยพ่อพันแม่ แต่ละคนนิสัยมันต่างกัน เจอชีวิตมาไม่เหมือนกัน แต่ผมก็มาเล่าให้พวกคุณฟัง ก็คงอ้างอะไรไม่ได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ช่วงที่ผ่านมา ปวช1-3 ปัญหามันไม่ได้ร้ายแรง มีคนเจอหนักกว่าผมเยอะ แต่ผมทนได้แค่นี้อะ ปัญหาผมไม่ได้หนักหนาอะไรเลย แต่ผมก็ยืนยันได้ ว่าทั้งวิลัยมีคนเจออย่างผมไม่เกิน1คนหรอก ผมคนเดียวด้วยซ้ำ ปัญหาที่เบาๆ แต่มันเกิดขึ้นถี่ ซ้ำแล้งซ้ำเล่า จนมันน่ารำคาญสุดๆ ผมตัดสินใจว่า ขึ้นปวส.1เนี่ย ผมต้องจบ ซึ่งผมจะเป็นคนที่ วางแผนการใช้ชีวิตเป็นระยะเสมอ แต่ถ้ามีอะไรมาขัดแค่นิดเดียว เท่านั้นมันเหมือนคุณเดินบนเชือกเส้นเดียว เดี่ยวๆ ข้ามไปอีกฝั่งอะ คุณอาจไม่ได้ฉมัง แต่ก็คุณก็ทำได้ อย่างมีสติ พอระหว่างเดิน ลมแรงมาเฉย คุณไขว้เขว มันไม่เหมือนเดิมแล้วครับ ผมไม่ได้เปรียบเทียบว่า คุณขับรถบนถนนเรียบๆกว้างๆ ขับไปจนไปเจอหินตามทางแต่คุณขับหลบได้ แต่ผมเปรียบเทียบว่า ผมอยู่บนเลือก1เส้น ที่ไม่มีลม ความหมายคือ ผมตั้งใจจริงๆ วางแบบแผนจริงจัง แล้วพอลมพัดมานิดเดียว ผมตกเชือกเลย เพราะผมอาจอ่อนประสบการณ์รึป่าว ก็คงงั้น นั่นแหละ คือที่ผมบอกจะเรียนให้จบ แต่สรุป อาจารย์บอกว่า ปวสปีนี้ เขาเปลี่ยนเลขประจำตัวใหม่หมด แปลว่า ถ้าวิชาอะไรที่ติดอยู่จากปวช จะแก้ไม่ได้แล้ว นอกจากว่า เขาจะเปิดให้ทำเรื่องแต่มันจะยุ่งยากเพราะมันเป็นเลขใหม่ และต้องแทนวิชาของปวสไปเลย และวิชานั้นของปวส ก็ต้องต่อซัมเมอร์ แผนผมผัง แต่ก็คิด เออ มันก็ยังแก้ได้ ตอนแรกจะแก้ ผมต้องไปขอใบ รบ เขาไม่ให้ผม ทั้งๆที่คนอื่นขอได้ แต่ผมขอเขาไม่ให้ เกิดอะไรขึ้นกับผมอีก? สรุปผมตั้งใจ ตกครับ ไปเรียนบ้าง แต่ไม่ได้ไปให้ผ่าน
ทั้งหมดที่ผมเล่า ถ้าต้องสรุปสั้นๆก็ประมาณว่า ที่ผมเรียน เพราะพ่อต้องการให้เรียน ผมเรียน แค่นั้น ส่วนเป้าหมาย อนาคต เอาจริงๆผมนึกไม่ออก และผู้คนมากมายที่เวลาครู/อาจารย์ถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ตอนเด็กทันก็พูดกัน ทหาร,ตำรวจ,หมอ ...ความขึ้นเด็กๆ.. โตขึ้นมาหน่อย เอาอย่างที่ผมเรียน ช่างไฟฟ้า มันก็จะตอบกัน ช่างแอร์,วิศวะ,ช่างไฟ เอาจริงๆมันไม่รู้หรอก ที่มันตอบคือคิดออกตามสิ่งที่เจอ เป้าหมายจริงๆไม่มีหรอก มันขยับตามวัยตามสิ่งที่เจอ แต่ผมแค่ชอบรับ ไม่ได้ตอบไปแถๆ ว่าอยากเป็น ..นี่ๆๆครับ ผมพูดว่า
ไม่รู้ครับ ...ทั้งหมดแค่นั้น ของคุณครับ
ปล. ส่วนบนสุดที่ผมเจอคนเล่า ชาย3คน ไอความพอใจของคน ในนิทานนั้นมันหมายถึงตัวเอง ที่ผมเรียนจบ ถ้าผมลำบาก เดือดร้อน มันเกิดขึ้นกับผม ผมคงไม่โทษใคร และผมก็พอใจอย่างชาย3คน แต่ความจริงคือ พ่อแม่ผมอยู่ข้างหลัง คอยกังวลเสมอ ผมไม่ใช่ชาย3คน ผมไม่ใช่ตัวคนเดียว นอกจากว่าผมไม่แคร์พ่อแม่ผมเลย ผมทำไม่ได้หรอก แต่ผมคงไม่เรียนจริงๆ
ไม่รู้เป้าหมาย ไม่เห็นอนาคต ไม่รู้สึกว่าจะต้องดี
_____________________________________________
ชาย 3 คน มองไปยอดเขา
แล้วทั้ง 3 คนก็ลงความเห็นว่า วิวข้างบนน่าจะสวยมาก
ชายคนแรก :
ตรงที่เราอยู่ตอนนี้ก็สวยงามมากพอแล้ว อยู่ที่ตรงนี้นี่แระ
ชายคนที่ 2 :
แล้วเขาก็ออกเดินทางไปยังยอดเขานั้น
ระหว่างทางเขาเจอสถานที่นึง
ที่เขาคิดว่า สวยงามมาก แล้วเขาก็หยุดอยู่ตรงนั้น
ชายคนที่ 3 :
แล้วเขาก็ออกเดินทางไปยังยอดเขานั้นกับชายคนที่2
แต่เขาไม่ยอมหยุดเหมือนกับชายคนที่ 2
เขาเดินต่อไป จนถึงยอดเขา ได้เห็นวิวที่สวยสมใจ ซึ่งน้อยคนที่จะได้เห็น
ถามว่า ใครผิด ใครถูก
ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก
เพราะความพอใจของคนเราไม่เหมือนกัน
_____________________________________________
ผมไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ใช่คนขยัน ไม่มีความรู้ ไม่มีเป้าหมาย ผมไม่เห็นอนาคตเลย
ผมไปเรียนสม่ำเสมอตั้งแต่อนุบาล จนถึงม.3 ผมมีโรคประจำตัว ที่เกี่ยวกับลำไส้ จะปวดท้องมากๆปวดขึ้นมาเอง แต่ก็นานๆทีจะเป็น ช่วงนั่น ป.4-ป.6 มีแกล้งป่วยบ้าง เพราะไม่อยากไปเรียน โชคดีก็ได้หยุด แต่ส่วนมากแม่ก็จะบอกว่า “ไปเถอะลูก”
หลังจากเข้าเรียน ปวช1 ผมก็เกเรตั้งแต่กลางเทอม1เลย ผมหยุดเรียนเอง จากอาทิตย์ละ1-2วัน ก็ถี่ขึ้น แต่ผมจะนับแต่ละวิชาเสมอ ยกตัวอย่าง แต่ละวิชาจะให้ขาดได้ไม่เกิน4ครั้ง หรือ จันทร์-ศุกร์ คือใน1เทอม วันจัทร์ไม่เกิน4 อัง พุธ..จนถึงศุกร์ไม่เกิน4
ปัญหาหลักๆที่ผมเจอ คือวิชาภาษาไทย กับวิชาต่างๆที่อาจารย์คนสอนเป็นผู้หญิง ที่ค่อนข้างถือตัว จะเป็นคนแก่ๆ แต่ไม่ใช่ปัญหากับตัวเขานะ
ปัญหาเกี่ยวกับงาน(สมุดทำงาน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ปัญหาต่อมา ก็อยู่ในช่วงปวช.1 เทอม2 ถึงปวช.2 เกี่ยวกับอาจารย์
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และก็มาถึง ปวส.1
ผมไม่รู้จะเล่ายังไงต่อดี คือผมจะอ้างว่า ร้อยพ่อพันแม่ แต่ละคนนิสัยมันต่างกัน เจอชีวิตมาไม่เหมือนกัน แต่ผมก็มาเล่าให้พวกคุณฟัง ก็คงอ้างอะไรไม่ได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ทั้งหมดที่ผมเล่า ถ้าต้องสรุปสั้นๆก็ประมาณว่า ที่ผมเรียน เพราะพ่อต้องการให้เรียน ผมเรียน แค่นั้น ส่วนเป้าหมาย อนาคต เอาจริงๆผมนึกไม่ออก และผู้คนมากมายที่เวลาครู/อาจารย์ถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ตอนเด็กทันก็พูดกัน ทหาร,ตำรวจ,หมอ ...ความขึ้นเด็กๆ.. โตขึ้นมาหน่อย เอาอย่างที่ผมเรียน ช่างไฟฟ้า มันก็จะตอบกัน ช่างแอร์,วิศวะ,ช่างไฟ เอาจริงๆมันไม่รู้หรอก ที่มันตอบคือคิดออกตามสิ่งที่เจอ เป้าหมายจริงๆไม่มีหรอก มันขยับตามวัยตามสิ่งที่เจอ แต่ผมแค่ชอบรับ ไม่ได้ตอบไปแถๆ ว่าอยากเป็น ..นี่ๆๆครับ ผมพูดว่า ไม่รู้ครับ ...ทั้งหมดแค่นั้น ของคุณครับ
ปล. ส่วนบนสุดที่ผมเจอคนเล่า ชาย3คน ไอความพอใจของคน ในนิทานนั้นมันหมายถึงตัวเอง ที่ผมเรียนจบ ถ้าผมลำบาก เดือดร้อน มันเกิดขึ้นกับผม ผมคงไม่โทษใคร และผมก็พอใจอย่างชาย3คน แต่ความจริงคือ พ่อแม่ผมอยู่ข้างหลัง คอยกังวลเสมอ ผมไม่ใช่ชาย3คน ผมไม่ใช่ตัวคนเดียว นอกจากว่าผมไม่แคร์พ่อแม่ผมเลย ผมทำไม่ได้หรอก แต่ผมคงไม่เรียนจริงๆ