ลุ้นระทึก!!! 21 ส.ค. ศาลปกครองนัดชี้ชะตากลุ่มซีพี คดีฟ้องค้านมติอู่ตะเภา

รอกันมาเป็นเดือน ในที่สุดก็ใกล้รู้ผลแล้วว่ากลุ่มซีพีจะได้ไปต่อหรือไม่ กับการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โดยล่าสุดวันนี้ ศาลปกครองได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันอังคารหน้า

วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 13:30 น. ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษา คดีตัวแทนกลุ่มกิจการค้าร่วมบริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับมติและคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก กรณีมีมติไม่รับซองข้อเสนอของผู้ฟ้องคดีบางรายการ ได้แก่ ข้อเสนอตัวจริงกล่องที่ 6 (ข้อเสนอทางเทคนิคและแผนธุรกิจ) และตัวจริงกล่องที่ 9 (ข้อเสนอด้านราคา) ในการยื่นข้อเสนอในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวเกินกำหนดเวลาเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามนั้น โดยทาง ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แล้วว่า กำลังรอเพียงขั้นตอนการพิจารณาของศาลว่าจะมีคำสั่งออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคำร้องของกลุ่มกิจการค้าร่วมธนโฮลดิ้งฯ ทางสำนักงานอีอีซีก็พร้อมทำตามคำสั่ง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำตัดสินจากศาล ทางคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้เดินหน้าตามกระบวนการต่าง ๆ คู่ขนานกันไป โดยได้เปิดซองพิจารณาตามขั้นตอน ได้แก่ ซองที่ 1 เป็นซองคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล ซองที่ 2 เป็นข้อเสนอทางเทคนิค ซองที่ 3 เป็นข้อเสนอทางการเงิน และซองที่ 4 เป็นข้อเสนอผลประโยชน์เพิ่มเติมของภาคเอกชน แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ยังไม่ได้ประกาศผลการพิจารณา จนกว่าจะมีคำสั่งศาลออกมาก่อน

ทางดร.คณิศ ได้บอกไว้ว่า “การประมูลโครงการนี้ถ้าข้อเสนอทางเทคนิคผ่าน จะไปตัดสินที่ซองราคาเลยว่ารายใดเสนอเงินให้รัฐมากกว่ารายนั้นจะเป็นผู้ชนะไป ฉะนั้นไม่มีการนำคะแนนของซองเทคนิคมารวมกับคะแนนของซองราคา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุนกว่า 290,000 ล้านบาท ภาครัฐลงทุน 6% เอกชนลงทุน 94% โดยสนามบินอู่ตะเภามีความสำคัญที่ชัดเจนมาก ในฐานะจุดเชื่อมการคมนาคมขนส่ง 3 รูปแบบ คือ ทางราง ผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทางถนน และทางเรือ จึงถูกคาดหวังว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เนื่องจากเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งมีศักยภาพในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลจะออกมาในรูปใด แต่ก็คงจะดี หากโครงการใหญ่ ๆ หลัก ๆ เช่นนี้ มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ โดยทุกกลุ่มที่เข้าร่วมการแข่งขันได้รับการพิจารณาข้อเสนอทุกข้อ นำมาเปิดเผยในสาธารณชนรับรู้ เพื่อเปรียบเทียบข้อดี-ข้อด้อยกันทุกด้าน ให้เห็นไปเลยว่า ข้อเสนอของใครดีกว่า ด้อยกว่า ตรงไหน และเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว ข้อเสนอของใครให้ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประชาชน มากกว่ากัน ก็จะเรียกว่า โปร่งใส ขาวสะอาด ไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่มีวิชามาร หรือเล่เพทุบายใด ๆ เพราะโครงการเช่นนี้ มีผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเดิมพัน!!!

------------------------------------- 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่