แชร์ประสบการณ์ทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยวีซ่าฝึกงาน3ปี ดีหรือไม่ (สำหรับคนที่สนใจไปฝึกงานญี่ปุ่น)

สวัสดีครับทุกๆคน วันนี้ผมอยากจะมาแชร์เกี่ยวกับประสบการณ์ของการไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นยังไง
เผื่อเพื่อนๆที่กำลังสนใจจะไปทำงานแต่ยังไม่แน่ใจว่าดีไหม จะเหมาะกับเราไหม ได้เป็นแนวทางในการตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตัวผมเองก็เคยได้ไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว3 ปี กับโครงการของรัฐบาลด้วยวีซ่า ฝึกงานด้านเทคนิค หรือจะเรียกว่าไปทำงานแรงงานที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ 

เอาล่ะ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะสงสัยหรือยังไม่ค่อยมั่นใจในการไปทำงานประเทศญี่ปุ่น(ในที่นี้ผมขอพูดถึงวีซ่าฝึกงานด้านเทคนิค หรือ 技能実習生) ซึ่งวัตถุประสงค์ของวีซ่านี้คือให้เราได้ไปฝึกทักษะฯ ทางอุตสาหกรรม ฯลฯ  ของประเทศญี่ปุ่น และทำทักษะที่ได้กลับไปพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศของตน แต่! ถ้าพูดกันตามตรง คือประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ ขาดแคลนแรงงาน เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายของวีซ่านี้คือ
หาแรงงานเพื่อมาทำงานในประเทศญี่ปุ่นเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยส่วนใหญ่เป็นงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยวีซ่าตัวนี้จะให้เราทำงาน
3 ปี และสามารถต่ออีก 2 ปีได้ (เรื่องของรายละเอียดวีซ่าถ้าไม่เข้าใจติดต่อมาสอบถามได้นะครับ)ทีนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นผมขอจะขออธิบายเป็นข้อๆไปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ

1.วีซ่าฝึกงานด้านเทคนิค จากที่ผมได้เคยไปทำงานในวีซ่าตัวนี้  วีซ่าตัวนี้จะให้เราไปทำงานในส่วนของงานอุตสาหกรรมโรงงานเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งก็จะมีงานหลากหลาย โดยส่วนของผมเองก็ได้ทำงานในโรงงานแปรรูปชิ้นส่วนโลหะ ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร (พูดง่ายๆคือ งานกลึง ล่ะครับ) ส่วนเรื่องของเงินเดือน เราจะได้เป็นเงินเดือนขึ้นต่ำของที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่ประมาณ 130,000 เยน ยังไม่รวมโอที(เงินเดือนขั้นต่ำอาจจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทนะครับ) และบางงานก็อาจจะมีเรื่องของกะเช้ากะดึกซึ่งมีผลต่อเงินเดือน(แน่นอนว่ากะดึกจะได้ค่าแรงที่มากกว่ากะเช้าครับ) ส่วนเรื่องที่พักสบายใจได้ครับเพราะบริษัทที่เราทำงานจะจัดหาให้ และส่วนใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน และรายละเอียดของงาน รวมถึงรายได้  จะถูกระบุไว้ในสัญญาจ้าง ซึ่งเราจะต้องเข้ามาเซ็นก่อนที่จะได้ไปทำงานครับ

2.เรื่องการทำงาน ความกดดันในการทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น  แน่นอนผมเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับการทำงานในองค์กรของญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยถ้าถามว่าเหนื่อยมั้ยกดดันมั้ย ผมบอกเลยว่า เหนื่อยมากครับ ไม่ได้สบายอย่างที่คิดแน่นอน เพราะคนญี่ปุ่นเวลาทำงานจะทำงานกันจริงจัง
แต่เวลาพักก็พักกันจริงจังเช่นกัน ในตอนแรกหลายคนอาจจะไม่ชินการทำงานเพราะต้องมีสมาธิในการทำงานตลอดไม่มีเดินเล่น ไม่มีหยิบโทรศัพท์มาเปิด ไม่มีเดินไปคุยกัน(ยกเว้นเวลาพักนะครับ)แต่ถ้าเราชินกับการทำงานแล้ว พอเริ่มอยู่ตัวแล้วก็สบายครับ ทำไปเรื่อยๆมีสมาธิอย่าให้ผิดพลาดก็พอ ถ้าผิดแล้วก็ควรรีบบอกรายงาน แล้วก็ขอโทษครับ ของผมเองใช้เวลาปรับตัวประมาณ 2 เดือน กว่าจะเริ่มเข้าที่หลังจากนั้นก็ทำงานได้สบายครับ ส่วนใหญ่โรงงานญี่ปุ่นจะมีทำงานล่วงเวลา(残業)หรือ OT ซึ่งจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย 

3.เรื่องค่ากิน ค่า อยู่ หรือค่าครองชีพ  เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงและถกเกถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แน่นอนครับที่หลายคนเข้าใจว่ามันแพง ค่าครองชีพญี่ปุ่นมันสูง ผมขอบอกก่อนว่า ถ้าในมุมมองของคนที่มาเที่ยว หรือนักท่องเที่ยวนั้น การที่คิดว่าค่าครองชีพแพงนั้นไม่แปลกเพราะส่วนใหญ่เรามักจะกินตามร้านอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาน 1,000 เยน หรือ 300 บาท แต่ว่าจากประสบการณ์ของผมที่เคยไปทำงานญี่ปุ่น ค่าครองชีพนั้นไม่แพงอย่างที่หลายคนเข้าใจเลย ยิ่งถ้าคุณซื้อของตามซุปเปอร์มาเก็ตมาทำกินเองจะช่วยประหยัดเรื่องค่ากินได้มากเลยทีเดียว ซึ่งผมของบอกเลยว่าของบางอย่างถูกกว่าไทยด้วยซ้ำไป ฟังไม่ผิดครับถูกกว่าจริงๆ เช่น ไข่ไก่ และช่วงเย็นซุปเปอร์มาเก็ตจะมีลดราคา ตั้งแต่ 10% จนถึง 50% กันเลย โดยส่วนตัวผมเองนั้น ทำงานที่เมือง ชิสุโอกะ ใช้จ่ายค่ากินต่อเดือนค่ากิน โดยประมาณ 20,000~25,000 เยน หรือประมาณ 6,000~7,500 บาทไทย โดยซื้อของจากซุปเปอร์มาทำกินเองอยู่ได้สบายๆครับ  

3.เรื่องเงินเก็บ เรื่องภาษี    เรื่องเงินเก็บผมบอกเลยว่าอยู่ที่ ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ของแต่ละคนล้วนๆครับว่าจะใช้เท่าไรเก็บเงินเท่าไร  แต่ส่วนตัวผมเองผมก็สามารถเก็บได้อยู่สบาย และมีเหลือพอส่งให้ที่บ้านด้วย ซึ่งผมจะไม่ส่งทุกเดือน แต่จะเก็บส่งทีเดียวตอนเรทเงินขึ้น เพราะการโอนเงินกลับไทยแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายครับ (โดยผมใช้บริการโอนเงินของ 7-11 Bank เพราะสะดวกและมีอยู่ที่ เซเว่นเกือบทุกที่) ส่วนเรื่องของภาษี ผมจะไม่ขอลงดีเทลรายละเอียดตรงนี้นะครับเพราะแต่ละท้องที่รู้สึกจะไม่เหมือนกัน แต่จะบอกคร่าวๆว่ามีภาษีที่เราสามารถขอคืนได้ นั่นคือภาษี 年金 nenkin ซึ่งสามารถขอคืนได้หลังจากกลับมาทำงานที่ไทยแล้ว 

4.ความคุ้มค่า จากการไปทำงานในวีซ่าฝึกงานด้านเทคนิค  แน่นอนว่าหลายคนที่กำลังคิดจะไปทำงาน ย่อมคาดหวังสิ่งที่ดีและความคุ้มค่ากับการที่เราเสียเวลาไปทำงานที่ญี่ปุ่น 3 ปี ถ้าพูดถึงเรื่องความคุ้มค่า ผมเชื่อว่าความคุ้มค่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าแค่อยากไปทำงานเก็บเงินแล้วกลับมาตั้งตัว มันก็สามารถทำได้ครับ แต่ถ้ามองให้ไกลขึ้นมันจะดีกว่ามั้ยถ้าได้ภาษากลับมาเพื่อต่อยอดในการทำงาน เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นอยู่มากมายและบริษัทญี่ปุ่นเองก็ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ประสบการณ์และสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ผมเองในระหว่างที่ทำงานที่ญี่ปุ่นก็เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วก็สอบวัดระดับไปด้วย ที่ญี่ปุ่นนั้นจะเปิดการสอบวัดระดับอยู่ 2 ครั้งต่อปี  เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเหนื่อยครับ
แต่ผมก็ยังอยากที่จะแนะนำให้คนที่มีโอกาสไปทำงานญี่ปุ่นนั้นเรียนภาษา เรียนเถอะครับมันคุ้มค่าจริงๆ ซึ่งเราสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นช่องทางในการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มสกิลและเงินเดือนของเราได้ด้วย 

สำหรับใครที่สนใจอยากได้คำแนะนำหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ว่าจะไปยังไงดี หรือขั้นตอนต่างๆ สามารถหลังไมค์เข้ามาถามเพิ่มเติมได้เลยครับ หรือติดต่อผมได้ตามที่อยู่โปรไฟล์ได้เลย ผมยินดีให้คำแนะนำครับ 

สรุปว่า การไปทำงานญี่ปุ่นนั้นดีหรือไม่ดีอยู่ที่ตัวของแต่ละคนล้วนๆครับ เพื่อนๆที่เข้ามาอ่านจนถึงตอนนี้ลองชั่งน้ำหนักดูกันนะครับว่าโอเครหรือเหมาะกับเราไหม เพราะผมไม่สามารถตัดสินใจแทนได้จริงๆ เพราะสุดท้ายแล้ว ดีหรือไม่นั้น อยู่ที่จะมีมุมมองของแต่ละคน ว่าคาดหวังอะไรจากการไปทำงาน
ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้วครับ ลองอ่านกระทู้นี้เพื่อเป็นแนวทางในสิ่งที่กำลังคิดและไตร่ตรองดูครับ แต่ถ้าคุณเ็นคนนึงที่เหมือนผม
คืออยากจะไปหาประสบการณ์การทำงานที่ต่างประเทศและอยากเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาวัฒนธรรม ญี่ปุ่น การลองไปดูมันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางนึงก็ได้ หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆทุกคน   

เพราะโอกาสไม่ได้หล่นมาจากฟ้า คุณต้องสร้างมันขึ้นมาเอง 


เพราะประสบการณ์ ซื้อไม่ได้
                       

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่