คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
-รักของเราเริ่มจากรักเด็กๆ ทำให้เราปรับตัวเข้าหากันทุกเรื่อง จนเรารู้ได้เลยว่า เรารักกันที่สุด และคนนี้ คือ คนสุดท้ายของชีวิต (อาจเป็นผมที่คิดคนเดียว) เราผ่านปัญหามามาก และจับมือกันผ่านมาด้วยกันตลอด ปัญหาเดียวของเราคือ ผมกับครอบครัวเขา มาจากเรื่องเดิม แต่ตัวผมให้มันผ่านไป ไม่ว่าครอบครัวเขาจะว่ายังไง ผมก็จะรักคนนี้ เราไปมาทั้ง 2 บ้านเป็นปกติ ไปมาลาไหว้ครับ
-จนใกล้เรียนจบ เราเริ่มคุยกันถึงวันแต่งงานของเรา เขาอยากแต่งตั้งแต่เรียนจบ แต่ผมบอกเขาไปว่า ผมขอเวลาเก็บตัง 1 ปีได้ไหม ถ้าแต่งตอนนี้เงินเก็บของผม ไม่แค่ครึ่งนึงของเงินแต่งที่คุยกัน ถ้าแต่งเลยผมต้องขอเงินครอบครัวผมเพิ่ม เรามีทะเราะกันครับ จนผมพูดคำนึง ว่า (เธอพร้อมจะอยู่กับเค้าไหม เพราะตอนนี้เค้าไม่ได้มีตังมากนะ คนที่มีตังอะคือพ่อแม่เค้า) จนเราไม่ได้คุยเรื่องแต่งกันเลย แต่เราก็วางแผนชีวิตต่อนะครับ โดนเขาอยากไปเมกา เราเลยตัดสินใจจะไปเข้าร่วมโครงการ work&travel ปีสุดท้ายก่อนจบ โครงการนี้มีค่าใช้จ่ายเข้าร่วมโครงการค่อนข้างสูง เราตกลงจะจ่ายใครจ่ายมัน (ช่วงนี้ครอบครัวเขาเริ่มมีเงินเก็บ) แต่ก่อนจะจ่ายทุกครั้ง ก็เริ่มมีการพูดตลอด (ผมใช้เงินเก็บของผมจ่าย) เราเข้ารวมโครงการเมื่อปีที่แล้วครับ
-เราคุยกันว่า เราจะเก็บตังกลับมาคืนในส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการ พอไปถึงเมกา เราดีใจกันมากและเริ่มได้ใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ ต่างคนต่างทำงาน เก็บตัง แต่งานที่เลือกเป็นที่เดียวกัน เราทำงาน 2 ที่ครับ ผมทำงานตั้งแต่ 08.00-21.00 ทุกวันครับ ส่วนของเขาทำงาน 2 ที่เช่นกัน ที่เดียวกัน แต่คนละกะ เช่น ผมทำเช้าที่โรงแรม เขาทำเย็นที่โรงแรม ผมทำเย็นร้านอาหาร เขาทำเช้าร้านอาหาร ครับ ทุกครั้งหลังเงินงาน เขาจะรอผมกลับมาทำอาหารทานพร้อมกัน และแล้วช่วงเดือนสุดท้ายก่อนจบโครงการ งานน้อยลง เนื่องจากเขาเป็น ผู้หญิง เลยถูกตัดงานออกบ้าง ว่างเช้าวัน ว่างเย็นวัน แต่ผมยังทำเหมือนเดิมครับ เขาเริ่มอยู่บ้านมากขึ้น และเริ่มเครียดว่า ไม่ได้ทำงาน แต่ตอนนั้นเรามีเงินเก็บพอจะคืนค่าโครงการทั้งหมด เราแบ่งเงินกันนะครับ เงินเขาหา เงินผมหา แต่พอเค้าว่างไม่ได้ทำงาน เค้าเริ่มไปเที่ยว ซื้อของ โดนที่ไปกับเพื่อน และมีเพื่อนเมกาด้วยครับ ช่วงนี้ เค้าจะไม่ค่อยกลับบ้าน แต่เราก็คุยกันทางไลน์ ผมกลับมาอยู่คนเดียวบ่อยมากครับ ผมจะให้ตังเขาไปเที่ยวบ้างส่วน แต่เค้าใช้เงินของตัวเองที่จะเก็บคืนค่าโครงการจนเหลือแค่ ครึ่งนึง ส่วนของผมเก็บเต็มๆครับ เพราะไม่ได้เที่ยวเลย ได้มากกว่าค่าโครงการ 2 เท่าครับ เราวางแผนหลังโครงการจะไปเที่ยว ก่อนกลับไทย 10 วัน เราเริ่มคุยกันว่า ให้ผมคืนค่าโครงการเท่ากันได้ไหม แต่ผมบอกว่า (เค้าเหนื่อยมากนะมานี้ อยากทำให้เป็นตามที่ตั้งไว้) เราเลยตกลงกัน ไปเที่ยว 10 วันก่อนหลับ จะใช้ตังผมทั้งหมด และผมจะซื้อของขวัญให้ 1 อย่าง คือ กระเป๋าราคาสูงครับ ครึ่งแสน หลังจากเที่ยวและซื้อของให้เขา ผมยังเหลือตังคืนโครงการครับ และปัญหาอยู่ตรงไหน
-ช่วงเค้าที่เค้าไม่กลับบ้านอยู่เมกา เริ่มมีอาการแปลก จนผมรับรู้ได้ เค้าจะชอบขอไปกับเพื่อน โดนที่บอกว่าไม่สบายใจ ซึ่งผมทำงานอยู่เลยบอกว่าถ้าไปเที่ยวแล้วสบายใจก็ไปนะ และช่วงที่เราเที่ยวก่อนกลับ ผมรับรู้ว่าเขาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนที่เคยไปเที่ยวด้วยกันที่ผ่านมา จนเราทะเราะกันตอนกลับมาถึงไทย และตัดสินใจลองแยกกันอยู่สักพัก ผมกลับมาอยู่บ้าน เขาก็อยู่บ้านเขา เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม จนเรากลับมาคุยกันและห้ามความรู้สึกที่ดีต่อกันไม่ได้ และกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม
-จนผมได้ไปเจอข้อความ ที่เขาคุยกับเพื่อนเมกา คนนั่น แน่นอนครับ ต้องมีอะไรแน่นอน จนผมกัดใจถามตรงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเขาก็ตอบถามตรง และผมถามว่าไม่ใช่ครั้งเดียวใช่ไหม แน่นอนครับ ผมใจสลาย ไม่มีความรู้สึกไปพักนึง ผมบอก ขออยู่คนเดียวได้ไหม ครับ ผมกลับมาติดเพื่อนอีกครั้ง อยู่อย่างนั่น 2 เดือน แต่ช่วงนั่นเราก็ยังคุยกันปกติ แต่ผมใจชาไปเลย เช้าไปรับกินข้าว ตกเย็นผมไปดื่มกับเพื่อน จนวันนึงเราต่างก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้อีกครั้ง ผมให้อภัยเธอครับ เพราะผมมองว่าตอนนั่นเรา คงให้เขาไม่ได้ เราเองที่ผิด เรากลับมาตั้งสมาธิและวางแผนชีวิตต่อ ต่างหางานทำทั้ง 2 ผมได้งานเป็น เซล ครับ ส่วนเขาได้งานแต่ไม่ได้ทำเพราะ อยากได้งานที่ดีกว่านี้ ผมก็โอเค แต่เรื่องค่าใช้จ่ายเราหาร 2 ทั้งคู่นะครับ ตอนนั่นเราก็ต่างยังต้องขอเงินจากครอบครัวอยู่ และปัญหาอยู่ตรงไหน
-เพื่อนที่เมกาครับ เขายังติดต่อกันอยู่ เพื่อนคนนั่นยังรอเขาอยู่ เราทะเราะกันบ่อยครับ เพราะเขาก็ยังติดต่ออยู่ จนผมได้รู้ว่า เงินที่เขาบอกว่าขอทางบ้านมา แต่เป็นเพื่อนเมกาคนนี้ ส่งมาให้ ตลอด ผมนี้อึ่งไปเลย แต่ผมทำอะไรไม่ได้ เพราะ เขาบอกจะไม่ติดต่อแล้ว ผมยังให้โอกาสตลอด จนมาช่วงเมษา ผมต้องไปจับใบดำใบแดง ครับ ผมจับได้ใบแดง 1 ปีเต็ม ได้ไปพลัด 2 ครับ ผมเลยลาออกจากงานตั้งแต่เมษาละกลับมาอยู่บ้าน เพราะอยากใช้เวลาก่อนไปเข้าค่าย กับครอบครัวและคนที่ผมรัก เราเริ่มไปเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง โดนหลังๆ ค่าใช้จ่ายเราหาร 2 ผมก็สงสัย แต่ไม่อยากทะเราะกันแล้ว แต่ทุกครั้งที่เราไปเที่ยว มันไม่เหมือนเดิมตั้งแต่หลังจากเมกา แต่ผมยังหวังว่ารักเราจะทำให้เขากลับมา จนมาปัญหาที่เราลืมไปแล้วกลับมาอีกครั้ง
-เขาบอกว่า ครอบครัวเขาพูดตลอดให้เลิกกับผม เพราะผมมันคนเห็นแก่ตัว คบไปก็ไม่ได้อะไร ตอนแรกที่หมั้นกัน ไม่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันได้ ประมาณนี้ครับ ผมต้องยอมรับว่า ครั้งที่เคยยืมเงินผม ผมเคยพูดไปว่า ไม่มีสัจจะ แบบนี้ทำอะไรก็ไม่เจริญ แต่นี้ผมพูดกับเขานะครับ ผมยอมรับว่าพูดเกินไป เพราะผมยังเด็กอยู่ ก็มีทะเราะกันนะครับ แต่ผมก็ไปมาลาไหว้ปกติ และไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั่น
-ครอบครัวเขาได้ที่ทำงานใหม่ เป็นที่ที่ดี มีคนใหญ่คนโตเยอะ ทุกครั้ง ที่ผมไปที่ทำงานครอบครัวเขา ครอบครัวเขาจะบอกว่าผมเป็นเพื่อนตลอด จนผมน้อยใจ และคุยกับเขาว่า เพื่อความสบายใจ ทั้ง 2 งั้น ผมจะไม่ไปที่ทำงานครอบครัวเขา ครอบครัวเขาจะได้ไม่ลำบากใจตอบ และผมไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เวลาครอบครัวเขาอยู่บ้าน หรือไปไหนมาไหน ผมก็ไปด้วยปกติครับ ไปมาลาไหว้ครับ
-แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะ ครั้งล่าสุดเราต้องเข้าไปที่ทำงานครอบครัวเขา ผมเลยขอรอข้างนอกนะ ไม่เข้าไป จนครั้งนั่น เป็นปัญหาใหญ่ครับ ครอบครัวเขาบอกว่าไม่เอาผมแล้ว ผมก็บอกเหตุผลกับเขา เขาก็เหมือนแบกรับทั้ง 2 ข้าง จนเขาเองทนไม่ไหว เขาว่าโดนกดดันให้เลิกทุกวันตลอดที่ผ่านมา เขาเลยต้องการให้มันจบ โดนการอยากให้เราแยกกันอยู่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้หนักสำหรับผมครับ เพราะ ผมเองมองว่าผมผิดที่ไม่เข้าไปที่ทำงานต้องขนาดนี้เลยเหรอ แต่ผมต้องยอมในเมื่อเขาพูดมาแล้ว แต่เราคุยกันว่าเรารักกัน จะคิดถึงกัน เราก็คุยกันปกติ จนวันนึงเราต่างห้ามความรู้สึกไม่ได้อีกแล้ว จะไปหากันอีกครั้ง แต่เขาว่าครอบครัวเขาอยู่ เลยไปไม่ได้เราทำเหมือนเลิกติดต่อกัน แต่เราติดต่อกัน โทรคุยกันทุกวัน และอีกแล้วครับ ช่วงหลัง ผมไม่ได้ติดต่อไป 2 วัน เขาเจอคนใหม่เรียบร้อยครับ แต่ไม่เปิดเผย ผมรับรู้ได้ถึงเวลาคุยกัน ว่าเปลี่ยนไป เขาก็บอกผมทุกอย่าง
ตอนนี้ผมอยากรู้ว่า
-ทั้งหมดที่ผ่านมาผมคิดไปเองหรือป่าว (เรารักกันมากๆ ที่ผมรับรู้ได้)
-หากเรายังรักกันจริง ผมยังจะสามารถให้อภัยเขาได้อีกไหม
ตอนนี้เขาขอให้เราห่างกันเลยครับ นี้คือสิ่งที่ผมรับรู้
ปล. อย่าด่าใครเลยนะครับ ขอความคิดเห็น
-จนใกล้เรียนจบ เราเริ่มคุยกันถึงวันแต่งงานของเรา เขาอยากแต่งตั้งแต่เรียนจบ แต่ผมบอกเขาไปว่า ผมขอเวลาเก็บตัง 1 ปีได้ไหม ถ้าแต่งตอนนี้เงินเก็บของผม ไม่แค่ครึ่งนึงของเงินแต่งที่คุยกัน ถ้าแต่งเลยผมต้องขอเงินครอบครัวผมเพิ่ม เรามีทะเราะกันครับ จนผมพูดคำนึง ว่า (เธอพร้อมจะอยู่กับเค้าไหม เพราะตอนนี้เค้าไม่ได้มีตังมากนะ คนที่มีตังอะคือพ่อแม่เค้า) จนเราไม่ได้คุยเรื่องแต่งกันเลย แต่เราก็วางแผนชีวิตต่อนะครับ โดนเขาอยากไปเมกา เราเลยตัดสินใจจะไปเข้าร่วมโครงการ work&travel ปีสุดท้ายก่อนจบ โครงการนี้มีค่าใช้จ่ายเข้าร่วมโครงการค่อนข้างสูง เราตกลงจะจ่ายใครจ่ายมัน (ช่วงนี้ครอบครัวเขาเริ่มมีเงินเก็บ) แต่ก่อนจะจ่ายทุกครั้ง ก็เริ่มมีการพูดตลอด (ผมใช้เงินเก็บของผมจ่าย) เราเข้ารวมโครงการเมื่อปีที่แล้วครับ
-เราคุยกันว่า เราจะเก็บตังกลับมาคืนในส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการ พอไปถึงเมกา เราดีใจกันมากและเริ่มได้ใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ ต่างคนต่างทำงาน เก็บตัง แต่งานที่เลือกเป็นที่เดียวกัน เราทำงาน 2 ที่ครับ ผมทำงานตั้งแต่ 08.00-21.00 ทุกวันครับ ส่วนของเขาทำงาน 2 ที่เช่นกัน ที่เดียวกัน แต่คนละกะ เช่น ผมทำเช้าที่โรงแรม เขาทำเย็นที่โรงแรม ผมทำเย็นร้านอาหาร เขาทำเช้าร้านอาหาร ครับ ทุกครั้งหลังเงินงาน เขาจะรอผมกลับมาทำอาหารทานพร้อมกัน และแล้วช่วงเดือนสุดท้ายก่อนจบโครงการ งานน้อยลง เนื่องจากเขาเป็น ผู้หญิง เลยถูกตัดงานออกบ้าง ว่างเช้าวัน ว่างเย็นวัน แต่ผมยังทำเหมือนเดิมครับ เขาเริ่มอยู่บ้านมากขึ้น และเริ่มเครียดว่า ไม่ได้ทำงาน แต่ตอนนั้นเรามีเงินเก็บพอจะคืนค่าโครงการทั้งหมด เราแบ่งเงินกันนะครับ เงินเขาหา เงินผมหา แต่พอเค้าว่างไม่ได้ทำงาน เค้าเริ่มไปเที่ยว ซื้อของ โดนที่ไปกับเพื่อน และมีเพื่อนเมกาด้วยครับ ช่วงนี้ เค้าจะไม่ค่อยกลับบ้าน แต่เราก็คุยกันทางไลน์ ผมกลับมาอยู่คนเดียวบ่อยมากครับ ผมจะให้ตังเขาไปเที่ยวบ้างส่วน แต่เค้าใช้เงินของตัวเองที่จะเก็บคืนค่าโครงการจนเหลือแค่ ครึ่งนึง ส่วนของผมเก็บเต็มๆครับ เพราะไม่ได้เที่ยวเลย ได้มากกว่าค่าโครงการ 2 เท่าครับ เราวางแผนหลังโครงการจะไปเที่ยว ก่อนกลับไทย 10 วัน เราเริ่มคุยกันว่า ให้ผมคืนค่าโครงการเท่ากันได้ไหม แต่ผมบอกว่า (เค้าเหนื่อยมากนะมานี้ อยากทำให้เป็นตามที่ตั้งไว้) เราเลยตกลงกัน ไปเที่ยว 10 วันก่อนหลับ จะใช้ตังผมทั้งหมด และผมจะซื้อของขวัญให้ 1 อย่าง คือ กระเป๋าราคาสูงครับ ครึ่งแสน หลังจากเที่ยวและซื้อของให้เขา ผมยังเหลือตังคืนโครงการครับ และปัญหาอยู่ตรงไหน
-ช่วงเค้าที่เค้าไม่กลับบ้านอยู่เมกา เริ่มมีอาการแปลก จนผมรับรู้ได้ เค้าจะชอบขอไปกับเพื่อน โดนที่บอกว่าไม่สบายใจ ซึ่งผมทำงานอยู่เลยบอกว่าถ้าไปเที่ยวแล้วสบายใจก็ไปนะ และช่วงที่เราเที่ยวก่อนกลับ ผมรับรู้ว่าเขาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนที่เคยไปเที่ยวด้วยกันที่ผ่านมา จนเราทะเราะกันตอนกลับมาถึงไทย และตัดสินใจลองแยกกันอยู่สักพัก ผมกลับมาอยู่บ้าน เขาก็อยู่บ้านเขา เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม จนเรากลับมาคุยกันและห้ามความรู้สึกที่ดีต่อกันไม่ได้ และกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม
-จนผมได้ไปเจอข้อความ ที่เขาคุยกับเพื่อนเมกา คนนั่น แน่นอนครับ ต้องมีอะไรแน่นอน จนผมกัดใจถามตรงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเขาก็ตอบถามตรง และผมถามว่าไม่ใช่ครั้งเดียวใช่ไหม แน่นอนครับ ผมใจสลาย ไม่มีความรู้สึกไปพักนึง ผมบอก ขออยู่คนเดียวได้ไหม ครับ ผมกลับมาติดเพื่อนอีกครั้ง อยู่อย่างนั่น 2 เดือน แต่ช่วงนั่นเราก็ยังคุยกันปกติ แต่ผมใจชาไปเลย เช้าไปรับกินข้าว ตกเย็นผมไปดื่มกับเพื่อน จนวันนึงเราต่างก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้อีกครั้ง ผมให้อภัยเธอครับ เพราะผมมองว่าตอนนั่นเรา คงให้เขาไม่ได้ เราเองที่ผิด เรากลับมาตั้งสมาธิและวางแผนชีวิตต่อ ต่างหางานทำทั้ง 2 ผมได้งานเป็น เซล ครับ ส่วนเขาได้งานแต่ไม่ได้ทำเพราะ อยากได้งานที่ดีกว่านี้ ผมก็โอเค แต่เรื่องค่าใช้จ่ายเราหาร 2 ทั้งคู่นะครับ ตอนนั่นเราก็ต่างยังต้องขอเงินจากครอบครัวอยู่ และปัญหาอยู่ตรงไหน
-เพื่อนที่เมกาครับ เขายังติดต่อกันอยู่ เพื่อนคนนั่นยังรอเขาอยู่ เราทะเราะกันบ่อยครับ เพราะเขาก็ยังติดต่ออยู่ จนผมได้รู้ว่า เงินที่เขาบอกว่าขอทางบ้านมา แต่เป็นเพื่อนเมกาคนนี้ ส่งมาให้ ตลอด ผมนี้อึ่งไปเลย แต่ผมทำอะไรไม่ได้ เพราะ เขาบอกจะไม่ติดต่อแล้ว ผมยังให้โอกาสตลอด จนมาช่วงเมษา ผมต้องไปจับใบดำใบแดง ครับ ผมจับได้ใบแดง 1 ปีเต็ม ได้ไปพลัด 2 ครับ ผมเลยลาออกจากงานตั้งแต่เมษาละกลับมาอยู่บ้าน เพราะอยากใช้เวลาก่อนไปเข้าค่าย กับครอบครัวและคนที่ผมรัก เราเริ่มไปเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง โดนหลังๆ ค่าใช้จ่ายเราหาร 2 ผมก็สงสัย แต่ไม่อยากทะเราะกันแล้ว แต่ทุกครั้งที่เราไปเที่ยว มันไม่เหมือนเดิมตั้งแต่หลังจากเมกา แต่ผมยังหวังว่ารักเราจะทำให้เขากลับมา จนมาปัญหาที่เราลืมไปแล้วกลับมาอีกครั้ง
-เขาบอกว่า ครอบครัวเขาพูดตลอดให้เลิกกับผม เพราะผมมันคนเห็นแก่ตัว คบไปก็ไม่ได้อะไร ตอนแรกที่หมั้นกัน ไม่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันได้ ประมาณนี้ครับ ผมต้องยอมรับว่า ครั้งที่เคยยืมเงินผม ผมเคยพูดไปว่า ไม่มีสัจจะ แบบนี้ทำอะไรก็ไม่เจริญ แต่นี้ผมพูดกับเขานะครับ ผมยอมรับว่าพูดเกินไป เพราะผมยังเด็กอยู่ ก็มีทะเราะกันนะครับ แต่ผมก็ไปมาลาไหว้ปกติ และไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั่น
-ครอบครัวเขาได้ที่ทำงานใหม่ เป็นที่ที่ดี มีคนใหญ่คนโตเยอะ ทุกครั้ง ที่ผมไปที่ทำงานครอบครัวเขา ครอบครัวเขาจะบอกว่าผมเป็นเพื่อนตลอด จนผมน้อยใจ และคุยกับเขาว่า เพื่อความสบายใจ ทั้ง 2 งั้น ผมจะไม่ไปที่ทำงานครอบครัวเขา ครอบครัวเขาจะได้ไม่ลำบากใจตอบ และผมไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เวลาครอบครัวเขาอยู่บ้าน หรือไปไหนมาไหน ผมก็ไปด้วยปกติครับ ไปมาลาไหว้ครับ
-แต่ปัญหามันยังไม่จบ เพราะ ครั้งล่าสุดเราต้องเข้าไปที่ทำงานครอบครัวเขา ผมเลยขอรอข้างนอกนะ ไม่เข้าไป จนครั้งนั่น เป็นปัญหาใหญ่ครับ ครอบครัวเขาบอกว่าไม่เอาผมแล้ว ผมก็บอกเหตุผลกับเขา เขาก็เหมือนแบกรับทั้ง 2 ข้าง จนเขาเองทนไม่ไหว เขาว่าโดนกดดันให้เลิกทุกวันตลอดที่ผ่านมา เขาเลยต้องการให้มันจบ โดนการอยากให้เราแยกกันอยู่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้หนักสำหรับผมครับ เพราะ ผมเองมองว่าผมผิดที่ไม่เข้าไปที่ทำงานต้องขนาดนี้เลยเหรอ แต่ผมต้องยอมในเมื่อเขาพูดมาแล้ว แต่เราคุยกันว่าเรารักกัน จะคิดถึงกัน เราก็คุยกันปกติ จนวันนึงเราต่างห้ามความรู้สึกไม่ได้อีกแล้ว จะไปหากันอีกครั้ง แต่เขาว่าครอบครัวเขาอยู่ เลยไปไม่ได้เราทำเหมือนเลิกติดต่อกัน แต่เราติดต่อกัน โทรคุยกันทุกวัน และอีกแล้วครับ ช่วงหลัง ผมไม่ได้ติดต่อไป 2 วัน เขาเจอคนใหม่เรียบร้อยครับ แต่ไม่เปิดเผย ผมรับรู้ได้ถึงเวลาคุยกัน ว่าเปลี่ยนไป เขาก็บอกผมทุกอย่าง
ตอนนี้ผมอยากรู้ว่า
-ทั้งหมดที่ผ่านมาผมคิดไปเองหรือป่าว (เรารักกันมากๆ ที่ผมรับรู้ได้)
-หากเรายังรักกันจริง ผมยังจะสามารถให้อภัยเขาได้อีกไหม
ตอนนี้เขาขอให้เราห่างกันเลยครับ นี้คือสิ่งที่ผมรับรู้
ปล. อย่าด่าใครเลยนะครับ ขอความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
รักแรกที่โหดร้าย หรือมันดีที่สุด (ยาวมากนะครับ ผมเรียบเรียงมาได้แค่นี้ครับ)
-ผมกับแฟนเกิดในครอบครัวต้องบอกว่า มีฐานะระดับกลางๆ ครอบครัวแฟนมีธุรกิจส่วนตัว ส่วนครอบครัวเป็นพนักงานเอกชน
-ผมเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว เลยค่อนข้างเอาแต่ใจนิดหน่อย แต่ผมเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง เวลาจะทำอะไรก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนั่นมาก ตั้งแต่เด็กผมถูกสอนให้รู้จักประหยัด เวลาทำอะไรสำเร็จสักอย่าง ครอบครัวผมจะให้รางวัลเป็นเงินฝากตลอด เช่น เวลา ผมเรียนได้อันดับต้นๆ ของห้อง และคือ ผมเรียนดีติดอันดับต้นๆ ตั้งแต่ปฐมจนเรียนจบ และตอนนี้ผมจบ ป.ตรี เรียบร้อยด้วย เกรดนิยม อันดับ 2 จนทำให้ผมมีเงินเก็บไม่รู้ตัว ตั้งแต่อายุ 16 ปี สูงระดับนึง
-เมื่อถึงช่วงหัวเรียวหัวต่อ ผมตั้งใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร แต่กลับพบกับความผิดหวัง ทำให้ผมเสียหัวไปเลย และเหมือนเริ่มติดเพื่อนมากขึ้น อยากลอง ดื่มเหล้า ดูดบุหรี่ เป็นเวลา 1 เทอมเต็มๆ ที่ผมใช้ชีวิต แบบนี้
-และจนทำให้ผมได้พบกับรักแรกของชีวิต แน่นอนครับเราพบเจอกันร้านเหล้า รักแรกของผมเป็นแฟนเก่าของพี่ที่ผมรู้จักแบบห่างๆ และกำลังคุยกับพี่อีกคนที่ผมรู้จักเช่นเดียวกัน (รักแรกของผมอายุมากกว่าผม 1 ปีนะครับ)
-จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากตรงนี้ครับ เรารักกันแรกๆ เหมือนเด็กๆรักกัน ผมไปรับ-ไปส่งบ้านครับ จนได้เข้าหาครอบครัวของเขา ช่วงนั่นผมยังติดเพื่อนเหมือนเดิม แต่ครอบครัวผม กับครอบครัวของเขาได้คุยกันแบบผู้ใหญ่เรียบร้อย จนเราได้หมั้นกัน แบบงง โดนเงินหมั้น 100,000 บาท ทำให้เราต้องอยู่ด้วยกันตั้งแต่ ก่อนเรียนจบมัธยมปลาย
-หลังจากที่ครอบครัวผมรับเขามาอยู่ในบ้าน ผมเปลี่ยนไปทันที กลับมาจริงจังกับชีวิตคู่อย่างมาก ตั้งใจเรียน จนเรียนจบกันทั้ง 2 ที่มหาลัยเดียว คณะเดียวกัน ห้องเดียวกัน ถือว่าตัวติดกันตลอดเลยครับ ส่วนเรื่องค่าใช้การเรียนหรือการใช้ในชีวิตประจำวัน ครอบครัวผมรับผิดชอบทั้งหมด
-และปัญหามันจะเริ่มตั้งแต่ผมเปิดใจให้รักแรกของผม โดนผมบอกทุกอย่างที่ครอบครัวผมถือสินทรัพท์ ร่วมไปถึงเงินเก็บของผม ที่เก็บมาตั้งแต่เด็ก และช่วงนั่นธุรกิจของครอบครัวเขา เจอพิษเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจติดลบ เริ่มมีการพูดถึงการขอยืมเงินของครอบครัวผม ตอนนั่น ผมเหลืออีก 1 ปี จะขึ้นมหาลัย ผมเลยให้ยืมได้ ครั้งคราว ครั้งละ 20,000 บ้าง แต่การคืนแต่ละครั้ง จะมีคำพูดก่อนเสมอ เปรียบเทียบกับแฟนคนก่อน ว่าทีแฟนคนก่อนยังให้เฉยๆเลย มากสุดๆ ผมเคยเอาเงินเก็บของผม ออกมา 100,000 เพื่อให้ครอบครัวเขายืม แต่ครอบครัวของเขา ไม่ได้คืนผมทันทีถามที่คุยกัน จนทำให้ ผมเริ่มมีคำพูดบ้าง จนทำให้รักแรกของผม ตัดสินใจ ไม่ติดต่อทางบ้านเขาเลยเป็นเวลา 2 ปี เต็ม
-หลังจาก 2 ปีนั่น ครอบครัวผม และครอยครัวของเขากลับมาคุยดีกันเหมือนเดิม และเงินนั่นก็ได้คืนเรียบร้อยแล้ว แน่นอนครับ มันมีรอยแผลเรียบร้อยแล้ว ครอบครับเขาเริ่มไม่ชอบผม แต่ผมกับรักแรกของผมก็พยายาม ให้มันอยู่ด้วยกันให้ได้
-มาเรื่องความรักนะครับ ก่อนหน้านี้ มันเป็นจุดเริ่มของปัญหา ผมกับรักแรกเรามีความฝันอยากไปเที่ยวด้วยกันหลายๆที ทั้งในและต่างประเทศ สิ่งที่ผมทำ คือ เก็บเงินจากที่ครอบครัวผมให้ ไม่ยุ่งกับเก็บนะครับ เราเริ่มเที่ยวกันตั้งแต่ ปี 1 จน จบปี 4 เราเที่ยวกันเยอะมากครับ 4 ประเทศ ในไทยนี้เราเที่ยว ทุกภาคเลยครับ เหนือจดใต้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจ่ายให้หมดเลยครับ เราเคยเก็บตังเที่ยวทริปหิมะแรกของเราหมด เป็นแสนครับ และเขาอยากได้อะไร ผมพยายามเก็บตังซื้อให้ตลอด เช่น โทรศัพท์ เราเปลี่ยนทุกปี ของเขาจะใช้รุ่นใหม่ ผมจะใช้ต่อจากเขา