สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวพันทิพ หลังจากที่เมื่อ 4 เดือนก่อนเราได้มีโอกาสเขียนกระทู้นึงซึ่งเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึก ในวันที่เราต้องสูญเสียผู้หญิงที่เป็นที่รักและทุกอย่างของชีวิตเราตลอดเวลา 32 ปี ไปอย่างไม่วันกลับ
https://pantip.com/topic/38691819 ผ่านมา 5 เดือนแล้วแต่เรายังรู้สึกเลยว่าเหมือนมันเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่เราก็ผ่านมาได้.......

หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยส่งนางฟ้ากลับสวรรค์แล้ว เรากลับมาใช้ชีวิตปกติ ในสภาพจิตใจที่ไม่เต็มร้อย เหมือนชีวิตเว้าๆ แหว่งๆ ขาดๆเกินๆ ขอบคุณกำลังใจจากหลายๆคนที่ทักทายเข้ามานะคะ หลายๆคนที่ยังติดต่อกันอยู่ชวนกันทำบุญบ้างเมื่อมีโอกาส เป็นกำลังใจให้กันและกันในเวลาที่เหงาๆ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้ว ช่วงนั้นหลายคนพยายามปลอบเราบอกเราเสมอว่า เวลามันจะเยียวยาความรู้สึกเรา มาถึงวันนี้มันก็จริงตามที่เค้าบอกนั่นแหละ แต่ระยะเวลาที่ใช้ของแต่ละคนอาจจะอยู่กับความผูกพันธ์ของแต่ละครอบครัว ในส่วนของเรานั้นอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย เพราะแม่เราคือทุกอย่างในชีวิตจริงๆ ทุกวันนี้ยังร้องไห้ทุกครั้งที่เปิดดูรูป เห็นของที่แม่ชอบกิน เราเคยชินกับการโทรหาแม่หลังจากเลิกงานทุกวัน พอไม่มีมันก็ดูเคว้งๆ บางวันนั่งร้องไห้บนรถไฟฟ้า จนลืมไปว่าคนรอบข้างเค้าจะตกใจกะเรามั้ย หรือบางทีนั่งทำงานอยู่ มันแว๊บเข้าในหัว ก้นั่งร้องไห้ที่โต๊ะทำงานนั่นแหละ หนักหน่อยก็เดินไปห้องน้ำ หรือถ้าทำได้พยายามจะเลี่ยงการพูดถึงแม่เวลาที่อยู่กับคนอื่นเพราะเรายังไม่สามารถเก็บอาการได้นั่นเอง
ตลอดระยะเวลา 5 เดือนเราคิดอะไรได้เยอะขึ้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันสอนอะไรเราได้เยอะ จริงๆ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มันถูกสอนเรามาตั้งแต่เราลืมตาขึ้นมาวันแรกแล้ว นั่นคือวันที่เราเกิด พอเราโตขึ้นเรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนรอบกาย เริ่มแก่ เจ็บป่วย และตายจากไปในที่สุด แต่ก็เอาเถอะเราเชื่อว่าทุกคนรู้ทุกอย่างแหละ แต่ทำได้ช้าเร็วแค่ไหนอยู่ที่ความสามารถของแต่ละคน (พูดง่ายแต่ทำยากมาก) ช่วงแรกๆเลยเราร้องให้ทุกวัน วันละหลายๆรอบ มันเหงา มันคิดถึงมาก มันเหมือนเราอยู่คนเดียวบนโลก 2 เดือนแรกกลางคืนหลับได้ด้วยยาคลายเครียด กลางวันอยู่ได้เพราะกาแฟ ใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นวนๆไป การออกไปข้างนอกไปเจอผู้คนหรือการหากิจกรรมทำบางครั้งมันก็ยังไม่ได้ช่วยเรานะ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ที่จิตใจเราเอง ถ้าเราออกไปในสภาพจิตใจที่แย่ไม่พร้อมรับกับอะไร มันเหมือนเปลี่ยนสถานที่ร้องไห้เท่านั้นเอง การร้องไห้ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของคนที่อ่อนแอนะ แต่บางครั้งมันคือการระบายที่ดีที่สุดอย่างนึงเลยสำหรับเรา เวลาที่มันอัดแน่นมากๆ การร้องไห้มันทำให้เราโล่งขึ้นเหมือนมันได้ปลดปล่อย แต่ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละคนนะคะ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเรามีโอกาศได้เห็นกระทู้นึงซึ่งถามว่าคนที่ผ่านการสูญเสียพ่อแม่ เค้าผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร ช่วงแรกๆ เราก็สงสัยเหมือนกันเค้าอยู่ได้ยังไง ผ่านเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง เราจะทำได้มั้ย เราจะอยู่ยังไง ไหวมั้ย คำถามเหล่านั้นเต็มไปหมดเลย แต่ !!!!! ตอนนี้เราสามารถผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดๆ มาได้แล้ว เราเลยอยากจะแชร์ ประสบการณ์ส่วนตัวของเรา เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง และเป็นการระบายที่ดีที่สุดตามความถนัดของเราเอง
1. การมีสติ ไม่ว่าชีวิตเราะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือเลวร้ายขนาดไหน สติสำคัญที่สุดค่ะ เพราะมันจะทำให้เรามีความสามารถที่จะดำเนินการ คิดและตัดสินใจ สิ่งต่างๆได้ และมีชีวิตต่อไปอย่างดีที่สุด
2. ตนเป็นที่พึงแห่งตน ก่อนที่เราจะขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ว่าจะเรื่องของการดำเนินการหรือแก้ไขปัญหา หรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ตลอดจนเรื่อของการเยียวยาความรู้สึกตัวเอง มันเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ การอยู่ท่ามกลางคนเป็นร้อยเป็นพัน แต่ในสภาพที่จิตใจไม่พร้อม ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย อันนี้ประสบการณ์ตรง พยายามออกไปข้างนอก แต่ไปนั่งน้ำตาคลอ ร้องไห้ก็กลัวคนอื่นสงสัย หรือตกใจ ต้องกลั้น อึดอัดไปอีก เพราะงั้นอยู่กับตัวเอง ปรับควาคิดให้ได้ แล้วค่อยออกไปพบเจอผู้คน
3. ยอมรับความจริง เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับเราเสมอ ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน อยู่ที่เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นคุ้มค่าหรือยัง เต็มที่แล้วหรือยัง ถ้าคิดว่ายัง เริ่มได้แล้วนะคะ
4. ขอบคุณและให้กำลังใจตัวเองค่ะ ที่เราสามารถลืมตาขึ้นมาในเช้าอีกวัน ขอบคุณที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ ของเมื่อวานมาได้ และวันนี้เราก็จะก้าวเดินต่อไปให้ได้ ก่อนจะเอากำลังใจจากคนรอบข้าง เราต้องให้กำลังใจกับตัวเองก่อนนะคะ สำคัญมากๆ ในส่วนของเรานั้นเราต้องกลับมาอยู่คอนโดคนเดียว กับภาพวันที่แม่ไปจากเราตลอดกาล มันกลับมาทุกครั้งที่เราเปิดประตูห้อง ทุกครั้งที่หันไปมองโซฟา ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ภาพวันที่แม่ยังอยู่ วันมาในความคิดเสมอ แต่เราจะคิดเสมอว่าตอนนี้แม่ก็ยังอยู่กับเราเสมอไม่ได้หายไปไหน แต่เราไม่สามารถกอดได้ ไม่ได้ยินเสียง แต่แม่จะรับรู้ทุกอย่างที่เราทำเสมอ มองดูเราจากบนฟ้า
5. พยายามมีชีวิตอยู่ หลังจากที่เราได้อ่านเรื่องราวของใครหลายๆ คนหรือได้พูดคุยกับคนที่พบเจอการสูญเสีย บางคนบอกเราว่า อยากจะตามไป มีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพ่อหรือแม่ มันเป็ยความคิดที่ผิดมากๆ ลองคิดดูนะ แล้วใครจะทำบุญให้ท่าน ใครจะใส่บาตรอาหารอร่อยๆ ขนม ที่ท่านชอบ เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ต่อไปค่ะ และพึงระลึกไว้เสมอว่า วันนึงก็เป็นเราแหละที่ไปอยู่จุดนั้น เพราะงั้นตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ทำอะไรได้รีบทำค่ะ
6.ทำทุกวันให้เป็นวันสำคัญ การแสดงความรัก การเอาใจใส่พ่อแม่ อย่ารอให้เป็นวันสำคัญต่างๆ เราสามารถทำได้ทุกวันนะ โทรหาในวันที่ยังมีคนรับสาย พาเที่ยวในวันที่ท่านไปกับเราได้ เราจะได้เห็นรอยยิ้ม ความสุขดีกว่าวันที่เราพาไปแต่รูป ความรู้สึกมันแตกต่างกันจริงๆ เพราะถ้ารอวันที่สายไป ต่อให้อาหารที่วางตรงหน้ามันอร่อยแค่ไหน ดีแค่ไหนมันก็ไม่ีประโยชน์แล้ว ทำในวันที่ทำได้ ต่อให้มันเป็นแค่นมแค่กล่องเดียวก็ตาม สำหรับตัวเราเองช่วงที่ยังเรียนช่วงเทศกาลแบบนี้ก็คงเป็นการ์ดพร้อมดอกมะลิสวยๆ เพราะยังใช้เงินแม่ไปซื้ออยู่ แต่วันที่เราทำงานได้มีเงินเดือนของตัวเอง เราพาแม่กิน พาเที่ยวบ้าง พาไปชอปปิ้ง เท่าที่กำลังเราจะไหว มันมีความสุขจริงๆ เวลาเราเห็นเค้ายิ้ม เค้าหัวเราะ เราเชื่อว่าพ่อแม่ได้ได้ต้องการของขวัญมีค่าใดๆหรอก แต่แม้ว่าวันนี้เราจะทำได้แค่เอาอาหารวางหน้ารูปแต่เราก็ยังทำนะ ไม่รู้หรอกว่าแม่ได้กินมั้ย แต่มันก็เป็นความสบายใจ

เชื่อเราเหอะว่าความรู้สึกมันต่างกันจริงๆ !!!!! ทุกวันนี้เราก็ยังถามแม่นะ อยากกินไรมาบอกบ้างสิ แต่ก็ไม่เห็นมาบอกเลย
สำหรับวันแม่ในปีนี้สำหรับเรามันต่างจากทุกปี บางครั้งเราแอบอิจฉาคนที่ยังมีพ่อแม่อยู่ตอนนี้นะ มีเวลาทำอะไรได้อีกเยอะเลย แต่ระยะเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสูญเสียสิ่งที่รัก การพลัดพราก มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในวันที่มันเกิดขึ้นเราจะเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรับมือกับความรู้สึกที่มันเข้ามาได้ขนาดไหน และเราเต็มที่กับมันหรือยัง อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้ายแล้วนั่งเสียดายว่า ยังไม่ได้ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม ถ้าวันนี้พ่อแม่ไม่สบาย ดูแลให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด อย่ารอ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตรวจมันทุกอย่างเท่าที่เค้าจะมีให้ตรวจ มีอะไรจะได้ระมัดระวังหรือเตรียมตัวรับมือได้ทัน แต่มักจะพบว่าส่วนมากไม่ค่อยยอมไปหรอก หลอกไปให้ได้ค่ะ ทำไงก็ได้ พยายามพาไปเถอะ และถ้าเป็นไปได้พยายามสังเกตว่า พ่อแม่มีอาการใดๆ ผิดปกติมั้ย เพราะแทบจะทุกคนมักไม่ค่อยยอมบอก จะบอกแต่ไม่เป็นไร
หลังจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น หลังจากที่เราทำใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้ว เริ่มหาอะไรทำ มองหาสิ่งที่เราสนใจ หรือสิ่งที่ชอบ เพราะยังไงชีวิตเราต้องเดินต่อ ไม่ว่าชีวิตจะเจอปัญหาหนักหนาสาหัสขนาดไหน เชื่อเถอะมันไม่ใช่เราที่เจอมันคนแรก คนอื่นผ่านมาได้ เราจะผ่านไปได้เช่นกัน เราเป็นกำลังใจให้นะคะ สำหรับเพื่อนๆที่มีโอกาสหลงเข้ามาอ่านจนถึงตอนนี้มาพูดคุยทักทายกันได้นะ พอมันทำใจได้ ก็เริ่มว่าง เริ่มเหงา มีใครเป็นแบบเรามั้ย ทุกวันนี้เราติดซีรี่ส์เกาหลีแล้ว ติดพระเอก มันช่วยได้ในระดับหนึ่ง การดูสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วเอามาคิดวิเคราะห์ มันจะสอนเราได้ในตัว การทำบุญก็เช่นกันค่ะ มันสอนให้เราไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ตอนนี้เราบริจาคหมดแล้วทั้งร้างกายและอวัยวะเผื่อมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆได้ นอกจากนั้นเรายังหาอะไรทำอีก ซื้อกล้องถ่ายรูปมา แต่ยังไม่รู้จะไปไหน บางทีถ่ายออกมาไม่สวยเหมือนเค้าก็แอบเซ็ง สุดท้ายเอามือถือมาถ่ายเหมือนเดิม และเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกแย่ รู้สึกว่าไม่ไหว การพูดคุย การระบายออกมาเป็นสิ่งที่ช่วยได้ในระดับนึง เราเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนไดอารี่ การโพสสิ่งต่างๆลงในโซเชียลมันเปรียบเหมือนไดอารี่อย่างนึง เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับมาอ่านมันจะบอกเราว่าวันนั้นเราแย่กว่าวันนี้เรายังผ่านมันมาได้เลย หรือวันนั้นเรามีความสุขกับอะไรสักอย่างวันนี้ถ้าเราทุกข์มันจะสอนเราว่าความสุขหรือทุกข์อยู่กับเราแค่ช่วงระยะเวลานึงเท่านั้น
สำหรับวันแม่ปีนี้เราได้แต่นั่งดูรูปเก่าๆ เห็นรอยยิ้มของแม่ในวันนั้นมันก็สร้างความสุขให้เราขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ facebook เราเต็มไปด้วยรูปคู่แม่ลูกเห็นแล้วก็มีความสุขดีนะ แม้ปีนี้เราจะทำได้เพียงโพสรูปเก่า แต่ในทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้กับแม่มันคงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้วสำหรับเราตลอดเวลา 32 ปีที่ผ่านมา วันแม่ปีนี้ที่ใครเหงาๆ แบบเรามาคุยกันได้นะคะ หรือจะชวนไปเที่ยวก็ยินดีค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเจอเรื่องราวร้ายๆในชีวิต ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ สวัสดีวันแม่ปี 2562 (ปีแรกที่ไม่มีแม่ให้กอด)
สุดท้ายใครมีแนวทางหรือวิธีการใช้ชีวิตในช่วงเวลาแบบนี้มาแชร์กันได้นะคะ ส่วนนึงที่เราผ่านมาได้เป็นเพราะเราได้อ่านเรื่องราวของใครหลายๆคน และย้อนมาดูตัวเองว่าเราไม่ได้โชคร้ายที่สุด มีคนที่สาหัสกว่าเรามันทำให้เรามีแรงสู้ต่อ และคงเป็นกำลังใจหรือคำแนะนำจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในพันทิพที่แวะเวียนมาถามไถ่เราอยู่เสมอ ขอบคุณมิตรภาพจากโลกออนไลน์นะคะ
How to การเยียวยาความรู้สึกตัวเองและเติมพลังให้กับชีวิตในช่วงเทศกาลวันแม่ (ที่ไม่มีแม่ให้กอดอีกแล้ว)
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยส่งนางฟ้ากลับสวรรค์แล้ว เรากลับมาใช้ชีวิตปกติ ในสภาพจิตใจที่ไม่เต็มร้อย เหมือนชีวิตเว้าๆ แหว่งๆ ขาดๆเกินๆ ขอบคุณกำลังใจจากหลายๆคนที่ทักทายเข้ามานะคะ หลายๆคนที่ยังติดต่อกันอยู่ชวนกันทำบุญบ้างเมื่อมีโอกาส เป็นกำลังใจให้กันและกันในเวลาที่เหงาๆ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้ว ช่วงนั้นหลายคนพยายามปลอบเราบอกเราเสมอว่า เวลามันจะเยียวยาความรู้สึกเรา มาถึงวันนี้มันก็จริงตามที่เค้าบอกนั่นแหละ แต่ระยะเวลาที่ใช้ของแต่ละคนอาจจะอยู่กับความผูกพันธ์ของแต่ละครอบครัว ในส่วนของเรานั้นอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย เพราะแม่เราคือทุกอย่างในชีวิตจริงๆ ทุกวันนี้ยังร้องไห้ทุกครั้งที่เปิดดูรูป เห็นของที่แม่ชอบกิน เราเคยชินกับการโทรหาแม่หลังจากเลิกงานทุกวัน พอไม่มีมันก็ดูเคว้งๆ บางวันนั่งร้องไห้บนรถไฟฟ้า จนลืมไปว่าคนรอบข้างเค้าจะตกใจกะเรามั้ย หรือบางทีนั่งทำงานอยู่ มันแว๊บเข้าในหัว ก้นั่งร้องไห้ที่โต๊ะทำงานนั่นแหละ หนักหน่อยก็เดินไปห้องน้ำ หรือถ้าทำได้พยายามจะเลี่ยงการพูดถึงแม่เวลาที่อยู่กับคนอื่นเพราะเรายังไม่สามารถเก็บอาการได้นั่นเอง
ตลอดระยะเวลา 5 เดือนเราคิดอะไรได้เยอะขึ้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันสอนอะไรเราได้เยอะ จริงๆ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มันถูกสอนเรามาตั้งแต่เราลืมตาขึ้นมาวันแรกแล้ว นั่นคือวันที่เราเกิด พอเราโตขึ้นเรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนรอบกาย เริ่มแก่ เจ็บป่วย และตายจากไปในที่สุด แต่ก็เอาเถอะเราเชื่อว่าทุกคนรู้ทุกอย่างแหละ แต่ทำได้ช้าเร็วแค่ไหนอยู่ที่ความสามารถของแต่ละคน (พูดง่ายแต่ทำยากมาก) ช่วงแรกๆเลยเราร้องให้ทุกวัน วันละหลายๆรอบ มันเหงา มันคิดถึงมาก มันเหมือนเราอยู่คนเดียวบนโลก 2 เดือนแรกกลางคืนหลับได้ด้วยยาคลายเครียด กลางวันอยู่ได้เพราะกาแฟ ใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นวนๆไป การออกไปข้างนอกไปเจอผู้คนหรือการหากิจกรรมทำบางครั้งมันก็ยังไม่ได้ช่วยเรานะ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ที่จิตใจเราเอง ถ้าเราออกไปในสภาพจิตใจที่แย่ไม่พร้อมรับกับอะไร มันเหมือนเปลี่ยนสถานที่ร้องไห้เท่านั้นเอง การร้องไห้ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของคนที่อ่อนแอนะ แต่บางครั้งมันคือการระบายที่ดีที่สุดอย่างนึงเลยสำหรับเรา เวลาที่มันอัดแน่นมากๆ การร้องไห้มันทำให้เราโล่งขึ้นเหมือนมันได้ปลดปล่อย แต่ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละคนนะคะ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเรามีโอกาศได้เห็นกระทู้นึงซึ่งถามว่าคนที่ผ่านการสูญเสียพ่อแม่ เค้าผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร ช่วงแรกๆ เราก็สงสัยเหมือนกันเค้าอยู่ได้ยังไง ผ่านเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง เราจะทำได้มั้ย เราจะอยู่ยังไง ไหวมั้ย คำถามเหล่านั้นเต็มไปหมดเลย แต่ !!!!! ตอนนี้เราสามารถผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดๆ มาได้แล้ว เราเลยอยากจะแชร์ ประสบการณ์ส่วนตัวของเรา เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง และเป็นการระบายที่ดีที่สุดตามความถนัดของเราเอง
1. การมีสติ ไม่ว่าชีวิตเราะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือเลวร้ายขนาดไหน สติสำคัญที่สุดค่ะ เพราะมันจะทำให้เรามีความสามารถที่จะดำเนินการ คิดและตัดสินใจ สิ่งต่างๆได้ และมีชีวิตต่อไปอย่างดีที่สุด
2. ตนเป็นที่พึงแห่งตน ก่อนที่เราจะขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ว่าจะเรื่องของการดำเนินการหรือแก้ไขปัญหา หรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ตลอดจนเรื่อของการเยียวยาความรู้สึกตัวเอง มันเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ การอยู่ท่ามกลางคนเป็นร้อยเป็นพัน แต่ในสภาพที่จิตใจไม่พร้อม ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย อันนี้ประสบการณ์ตรง พยายามออกไปข้างนอก แต่ไปนั่งน้ำตาคลอ ร้องไห้ก็กลัวคนอื่นสงสัย หรือตกใจ ต้องกลั้น อึดอัดไปอีก เพราะงั้นอยู่กับตัวเอง ปรับควาคิดให้ได้ แล้วค่อยออกไปพบเจอผู้คน
3. ยอมรับความจริง เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับเราเสมอ ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน อยู่ที่เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นคุ้มค่าหรือยัง เต็มที่แล้วหรือยัง ถ้าคิดว่ายัง เริ่มได้แล้วนะคะ
4. ขอบคุณและให้กำลังใจตัวเองค่ะ ที่เราสามารถลืมตาขึ้นมาในเช้าอีกวัน ขอบคุณที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ ของเมื่อวานมาได้ และวันนี้เราก็จะก้าวเดินต่อไปให้ได้ ก่อนจะเอากำลังใจจากคนรอบข้าง เราต้องให้กำลังใจกับตัวเองก่อนนะคะ สำคัญมากๆ ในส่วนของเรานั้นเราต้องกลับมาอยู่คอนโดคนเดียว กับภาพวันที่แม่ไปจากเราตลอดกาล มันกลับมาทุกครั้งที่เราเปิดประตูห้อง ทุกครั้งที่หันไปมองโซฟา ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ภาพวันที่แม่ยังอยู่ วันมาในความคิดเสมอ แต่เราจะคิดเสมอว่าตอนนี้แม่ก็ยังอยู่กับเราเสมอไม่ได้หายไปไหน แต่เราไม่สามารถกอดได้ ไม่ได้ยินเสียง แต่แม่จะรับรู้ทุกอย่างที่เราทำเสมอ มองดูเราจากบนฟ้า
5. พยายามมีชีวิตอยู่ หลังจากที่เราได้อ่านเรื่องราวของใครหลายๆ คนหรือได้พูดคุยกับคนที่พบเจอการสูญเสีย บางคนบอกเราว่า อยากจะตามไป มีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพ่อหรือแม่ มันเป็ยความคิดที่ผิดมากๆ ลองคิดดูนะ แล้วใครจะทำบุญให้ท่าน ใครจะใส่บาตรอาหารอร่อยๆ ขนม ที่ท่านชอบ เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ต่อไปค่ะ และพึงระลึกไว้เสมอว่า วันนึงก็เป็นเราแหละที่ไปอยู่จุดนั้น เพราะงั้นตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ทำอะไรได้รีบทำค่ะ
6.ทำทุกวันให้เป็นวันสำคัญ การแสดงความรัก การเอาใจใส่พ่อแม่ อย่ารอให้เป็นวันสำคัญต่างๆ เราสามารถทำได้ทุกวันนะ โทรหาในวันที่ยังมีคนรับสาย พาเที่ยวในวันที่ท่านไปกับเราได้ เราจะได้เห็นรอยยิ้ม ความสุขดีกว่าวันที่เราพาไปแต่รูป ความรู้สึกมันแตกต่างกันจริงๆ เพราะถ้ารอวันที่สายไป ต่อให้อาหารที่วางตรงหน้ามันอร่อยแค่ไหน ดีแค่ไหนมันก็ไม่ีประโยชน์แล้ว ทำในวันที่ทำได้ ต่อให้มันเป็นแค่นมแค่กล่องเดียวก็ตาม สำหรับตัวเราเองช่วงที่ยังเรียนช่วงเทศกาลแบบนี้ก็คงเป็นการ์ดพร้อมดอกมะลิสวยๆ เพราะยังใช้เงินแม่ไปซื้ออยู่ แต่วันที่เราทำงานได้มีเงินเดือนของตัวเอง เราพาแม่กิน พาเที่ยวบ้าง พาไปชอปปิ้ง เท่าที่กำลังเราจะไหว มันมีความสุขจริงๆ เวลาเราเห็นเค้ายิ้ม เค้าหัวเราะ เราเชื่อว่าพ่อแม่ได้ได้ต้องการของขวัญมีค่าใดๆหรอก แต่แม้ว่าวันนี้เราจะทำได้แค่เอาอาหารวางหน้ารูปแต่เราก็ยังทำนะ ไม่รู้หรอกว่าแม่ได้กินมั้ย แต่มันก็เป็นความสบายใจ
เชื่อเราเหอะว่าความรู้สึกมันต่างกันจริงๆ !!!!! ทุกวันนี้เราก็ยังถามแม่นะ อยากกินไรมาบอกบ้างสิ แต่ก็ไม่เห็นมาบอกเลย
สำหรับวันแม่ในปีนี้สำหรับเรามันต่างจากทุกปี บางครั้งเราแอบอิจฉาคนที่ยังมีพ่อแม่อยู่ตอนนี้นะ มีเวลาทำอะไรได้อีกเยอะเลย แต่ระยะเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสูญเสียสิ่งที่รัก การพลัดพราก มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในวันที่มันเกิดขึ้นเราจะเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรับมือกับความรู้สึกที่มันเข้ามาได้ขนาดไหน และเราเต็มที่กับมันหรือยัง อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้ายแล้วนั่งเสียดายว่า ยังไม่ได้ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม ถ้าวันนี้พ่อแม่ไม่สบาย ดูแลให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด อย่ารอ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตรวจมันทุกอย่างเท่าที่เค้าจะมีให้ตรวจ มีอะไรจะได้ระมัดระวังหรือเตรียมตัวรับมือได้ทัน แต่มักจะพบว่าส่วนมากไม่ค่อยยอมไปหรอก หลอกไปให้ได้ค่ะ ทำไงก็ได้ พยายามพาไปเถอะ และถ้าเป็นไปได้พยายามสังเกตว่า พ่อแม่มีอาการใดๆ ผิดปกติมั้ย เพราะแทบจะทุกคนมักไม่ค่อยยอมบอก จะบอกแต่ไม่เป็นไร
หลังจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น หลังจากที่เราทำใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้ว เริ่มหาอะไรทำ มองหาสิ่งที่เราสนใจ หรือสิ่งที่ชอบ เพราะยังไงชีวิตเราต้องเดินต่อ ไม่ว่าชีวิตจะเจอปัญหาหนักหนาสาหัสขนาดไหน เชื่อเถอะมันไม่ใช่เราที่เจอมันคนแรก คนอื่นผ่านมาได้ เราจะผ่านไปได้เช่นกัน เราเป็นกำลังใจให้นะคะ สำหรับเพื่อนๆที่มีโอกาสหลงเข้ามาอ่านจนถึงตอนนี้มาพูดคุยทักทายกันได้นะ พอมันทำใจได้ ก็เริ่มว่าง เริ่มเหงา มีใครเป็นแบบเรามั้ย ทุกวันนี้เราติดซีรี่ส์เกาหลีแล้ว ติดพระเอก มันช่วยได้ในระดับหนึ่ง การดูสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วเอามาคิดวิเคราะห์ มันจะสอนเราได้ในตัว การทำบุญก็เช่นกันค่ะ มันสอนให้เราไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ตอนนี้เราบริจาคหมดแล้วทั้งร้างกายและอวัยวะเผื่อมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆได้ นอกจากนั้นเรายังหาอะไรทำอีก ซื้อกล้องถ่ายรูปมา แต่ยังไม่รู้จะไปไหน บางทีถ่ายออกมาไม่สวยเหมือนเค้าก็แอบเซ็ง สุดท้ายเอามือถือมาถ่ายเหมือนเดิม และเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกแย่ รู้สึกว่าไม่ไหว การพูดคุย การระบายออกมาเป็นสิ่งที่ช่วยได้ในระดับนึง เราเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนไดอารี่ การโพสสิ่งต่างๆลงในโซเชียลมันเปรียบเหมือนไดอารี่อย่างนึง เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับมาอ่านมันจะบอกเราว่าวันนั้นเราแย่กว่าวันนี้เรายังผ่านมันมาได้เลย หรือวันนั้นเรามีความสุขกับอะไรสักอย่างวันนี้ถ้าเราทุกข์มันจะสอนเราว่าความสุขหรือทุกข์อยู่กับเราแค่ช่วงระยะเวลานึงเท่านั้น
สำหรับวันแม่ปีนี้เราได้แต่นั่งดูรูปเก่าๆ เห็นรอยยิ้มของแม่ในวันนั้นมันก็สร้างความสุขให้เราขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ facebook เราเต็มไปด้วยรูปคู่แม่ลูกเห็นแล้วก็มีความสุขดีนะ แม้ปีนี้เราจะทำได้เพียงโพสรูปเก่า แต่ในทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้กับแม่มันคงเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้วสำหรับเราตลอดเวลา 32 ปีที่ผ่านมา วันแม่ปีนี้ที่ใครเหงาๆ แบบเรามาคุยกันได้นะคะ หรือจะชวนไปเที่ยวก็ยินดีค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเจอเรื่องราวร้ายๆในชีวิต ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ สวัสดีวันแม่ปี 2562 (ปีแรกที่ไม่มีแม่ให้กอด)
สุดท้ายใครมีแนวทางหรือวิธีการใช้ชีวิตในช่วงเวลาแบบนี้มาแชร์กันได้นะคะ ส่วนนึงที่เราผ่านมาได้เป็นเพราะเราได้อ่านเรื่องราวของใครหลายๆคน และย้อนมาดูตัวเองว่าเราไม่ได้โชคร้ายที่สุด มีคนที่สาหัสกว่าเรามันทำให้เรามีแรงสู้ต่อ และคงเป็นกำลังใจหรือคำแนะนำจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในพันทิพที่แวะเวียนมาถามไถ่เราอยู่เสมอ ขอบคุณมิตรภาพจากโลกออนไลน์นะคะ