[SR] TestDrive : 1 วันกับ Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จเต็ม ไปได้แค่ไหนกัน !!


Nisssan Leaf นั้นถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าแรกๆที่ทำกันออกมาครับ ต้องมองไปตั้งแต่ปี 2009 ที่ได้ทำรุ่นแรกออกมาและถือว่าเป็นรถไฟฟ้าเจ้าแรกๆที่ทำออกมาขับง่าย เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริง และยังคงเป็นรถไฟฟ้าที่ยอดขายสะสมเยอะที่สุดจนถึงปัจจุบันนี้แน่นอนว่าด้วยทั้งราคาและขนาดการใช้งานนั้นต้องบอกว่าเข้าถึงง่ายกว่าหลายๆค่ายครับส่วนเรื่องของชื่อ LEAF นั้นย่อมาจาก Leading – Environmentally friendly – Affordable – Family Car นั้นเองครับ และรุ่นนี้ที่เราจะมารีวิวทดลองขับนั้นมันเป็นรุ่นที่ 2 แล้วแน่นอนว่าทั้งเรื่องของเทคโนโลยี การออกแบบทั้งหลายมันดูลงตัวขึ้นมาก รวมถึงการขับขี่ทั้งหลายที่พัฒนามาเพื่อรถไฟฟ้าโดยเฉพาะทั้งเรื่องโครงสร้างการป้องกัน ตัวแบตต่างๆจุดถ่วงน้ำหนักที่คำนวณมาร่วมกับแบตต่างๆ และเราจะมาดูกันว่าในรุ่นนี้จะเป็นยังไง รวมถึงการขับขี่ที่หลายๆคนคงสงสัยว่า รถไฟฟ้า ชาร์จนานไหม วิ่งได้ระยะทางเท่าไร และ ขับทางไกล รถติดเป็นยังไงกัน


มาดูจุดเด่นๆหลักของรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนครับในรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปและมีเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีรวมถึงทำยอดขายได้ดีมากๆ Nissan leaf รุ่นนี้ออกแบบให้มีความสวยดุดันมากขึ้นทั้งเรื่องของ กระจังหน้าแบบ V-Motion ที่นิยมใช้เป็นแนวทางการออกแบบล่าสุด โคมไฟรูปทรงบูมเมอแรง หลังคาแบบ Floating Roof ไฟหน้า Direct-lens low and high ไฟท้าย LED และ ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ส่วนในไทยนั้นจะเป็นสีภายในดำล้วน และภายนอกสีเดียวคือสีขาวหลังคาดำเท่านั้นนะครับมีแค่สเปค รุ่นย่อยเดียว ส่วนสเปคนั้นจะเป็นเรื่องของการใช้งานมอเตอร์ AC Synchronous electric motor รหัส EM57 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ที่ 3,283 – 9,795 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,283 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Single Speed และที่เด่นๆคือปล่อย CO2 0g./km. (Zero Emission) หรือไม่มีการปล่อยมลพิษนั้นเองครับ ส่วนเรื่องของแบตการชาร์จ 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ประมาณ 311 กิโลเมตร และ ชาร์จใช้เวลา เร็วสุด 40 นาที และ ชาร์จไฟทั่วไปประมาณ 6 หรือ 12 ชั่วโมงครับ และ ยังมีเทคโนโลยี E-Padle เข้ามา รวมถึงระบบป้องกันการชนด้านหน้า แต่รุ่นนี้ไม่มี Pro-Pilot นะครับเพราะในไทยนั้นตัดออกไป นั้นเป็นเพราะสภาพถนนนั้นยังไม่พร้อมที่จะใช้งานครับ ตัวรถยนต์จัดอยู่ในระดับ C-Segment คือระดับเดียวกับ Slyphy – Civic นั้นเอง แต่พละกำลังมันเทียบเท่า D-Segment



ในส่วนของราคาในรถยนต์คันนี้นั้นต้องบอกกันก่อนว่ารุ่นนี้เป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่นทั้งนี้เรื่องของราคาอาจจะสูงแต่ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่านำเข้าแบบรถยนต์ไฟฟ้านั้นภาษีจริงๆถูกกว่ารถทั่วไปแล้ว แต่ที่ยังไม่สามารถทำราคาแบบอีกค่ายจากจีนได้เพราะ ค่ายนั้นอาจจะมีข้อตกลงกับรัฐบาลจีนเลยทำให้ราคานั้นลงต่ำกว่าปกติได้นั้นเอง แต่ของทาง Nissan เองนั้นก็พยายามลดราคาตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไปให้ได้ราคาต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ซึ่งจริงๆทางค่ายเองนั้นก็ทราบเรื่องนี้ว่าราคามันอาจจะยังดูสูงไปจริงๆ และพยายามเต็มที่แล้วครับหลังจากที่ได้คุยๆกัน และถ้าหากอนาคตนั้นมียอดขายความต้องการเยอะอาจจะมีการผลิตในไทยและแน่นอนว่าทำราคาได้ดีกว่านี้เยอะมากๆครับ

ราคา 1,990,000 บาทไทย มาพร้อมกับ สีขาว Brilliant White Pearl หลังคาสีดำ Super Black 2-Tone และ ภายในเบาะหนังสีดำ ตะเข็บฟ้า พวงมาลัยหนัง


DESIGN

ในเรื่องของงานออกแบบนั้นต้องบอกว่าน่าสนใจเอาตามจริงถือว่าสวยกว่ารุ่นแรกเยอะมากๆและทำได้ทะมัดทะแมงมากขึ้นรวมถึงดูทันสมัยและปราดเปรียว แน่นอนว่าในรุ่นแรกนั้นจะออกแนวน่ารักๆไปนิดนึงครับด้วยดีไซน์ในยุคนั้นและอะไรหลายๆอย่างที่เป็นคันแรกการจัดการพื้นที่อาจจะยังไม่ได้ดีมากนัก แต่ในรุ่นนี้ต้องบอกว่าลงตัวมากขึ้นเยอะแน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้ดูล้ำยุคแบบรุ่นก่อนแต่มันเหมือนรถยนต์ทั่วไปแต่แฝงไปด้วยความล้ำด้วยระบบข้างในของมัน มันอาจจะไม่ได้สวยว้าวตั้งแต่แรกเห็น แต่เป็นรถที่ค่อนข้างสวยแบบเรียบๆรวมถึงมีความสปอร์ตเข้ามาด้วย จนหลายๆคนอาจจะอยากให้ทำแบบรถยนต์เครื่องยนต์ปกติออกมากันพอสมควรเลยในการออกแบบแบบนี้ การเล่นสีขาวดำนั้นก็ทำให้ตัวรถดูผอมบางมากขึ้นตัวหลังคาทำสีดำนั้นทำให้ดูทันสมัยและแยกสัดส่วนกันชัดเจนดีเลยแหละ


ไฟหน้าไฟท้ายนั้นเป็น LED ทั้งหมดและแน่นอนว่ายังคงในเรื่องของการออกแบบที่เป็นแบบ บูมเมอแรง ที่เราเห็นในค่ายนี้หลายๆรุ่น พร้อมไฟด้านหน้าที่มาพร้อมกับ LED DRL ทรงเดียวกันและไฟหน้าแบบคู่พร้อมกับ ไฟตัดหมอกครับ ทั้งเรื่องของรายละเอียดภายในโคมนั้นทำได้สวยในด้านหน้า และไฟทรงสีเหลี่ยมภายในนั้นสวยเลย แต่ไฟเลี้ยวต่างๆยังเป็นแบบไฟปกติไม่ใช่ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ ไฟหน้านั้นถือว่าสว่างและคมมากๆแสงไม่แยงตา และมีไฟเลี้ยวตรงกระจกมองข้างมาให้อยู่ครับ รวมถึงการออกแบบด้านหน้านั้นเป็นตัว V สีดำใหญ่ๆก็สวยงามเลย


ในการออกแบบเมื่อมองจากด้านท้ายตรงๆนั้นจะเห็นว่าการตัดสีดำขาวนั้นกินมาตรงส่วนของฝาท้ายประมาณครึ่งๆเลยครับทำให้ตัวรถดูไม่อ้วนจนเกินไปได้ดีเหมือนจะช่วยซ่อนรูปทรงได้เยอะครับ พร้อมกับตัดกับสีแดงของไฟท้ายได้ดี ตัวด้านท้ายนั้นจะไม่มีท่อไอเสียอะไรเป็นปกติของรถยนต์ไฟฟ้านะครับและมีการเล่นตัดขอบสีน้ำเงินเข้มๆตามชายล่างของกันชนอยู่ รวมถึง ตรงส่องป้ายทะเบียนหลอดไฟยังเป็นแบบปกติไม่ใช่สีขาว LED อันนี้แอบเสียดายเล็กๆ ส่วนเสาอากาศยังเป็นแบบแท่งอยู่ไม่ใช่ครีบฉลาม และ ไฟทับทิมตรงกันชนก็อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่ายครับ มาที่ด้านหน้านั้นในรุ่นนี้จะเป็นการใช้สีดำทำให้เหมือนมีช่องลมเข้าแต่จริงๆแล้วด้านหน้านั้นไม่มีช่องลมเข้าเลยในส่วนบนครับปิดเรียบทั้งหมดจะช่วยในเรื่องของการไฟลเวียนของอากาศและช่วยประหยัดพลังงานได้เยอะ แต่ถ้ามองผ่านๆนั้นจะคล้ายๆกับรถยนต์ทั่วไปนั้นเอง ส่วนกระจังหน้าสีดำมีการเล่นกับรายละเอียดของแสงคล้ายๆกับผลึกสีน้ำเงินฝังอยู่การออกแบบด้านหน้าโดยส่วนตัวนั้นค่อนข้างชอบเป็นการใช้กระจังตัว V ที่ลงตัวกว่ารุ่นอื่นๆของค่ายเยอะมากๆเลย


สัดส่วนของตัวรถคันนี้จะเป็นขนาดเดียวกับพวก C-Segment ค่ายอื่นๆครับมีความกว้างยาว ยาว x กว้าง x สูง : 4,480 x 1,790 x 1,560 มิลลิเมตร และ ระยะฐานล้อนั้นยาว 2,700 มิลลิเมตร เมื่อมองจากด้านข้างเอียงๆนั้นจะเห็นว่าเส้นสายของรถมีความเหลี่ยมคม ตัดขอบต่างๆได้คมสวยกว่ารุ่นแรกที่จะเน้นไปความมนๆมากกว่านั้นเองครับส่วนล้อนั้นตัวที่ขายในไทยจะเป็น 17 นิ้วครับแบบในภาพเลยลวดลาย 5 ก้านสวยงามและมีการเล่นตัดสีดำเงินครับ ขอบชายล่างด้านข้างนั้นมีการออกแบบเป็นชิ้นเดียวกันเหมือนกับใส่ชุดแต่งมาให้ในตัวดูสวยงามและลงตัว ในเรื่องดีไซน์ในภาพรวมส่วนตัวไม่ได้ติดอะไรเลยครับค่อนข้างสวยและลงตัวเลยแหละทั้งเรื่องของเส้นสายและการเล่นสี


ในส่วนของกระโปรงหน้านั้นจะสามารถเปิดได้ทั้งหมด 2 ส่วนครับซึ่งส่วนเล็กด้านหน้านั้นจะสามารถกดเปิดจากรีโมทได้เป็นส่วนที่สำหรับชาร์จไฟเข้ามีทั้งหมด 2 หัวครับเป็นมาตรฐาน และ ส่วนฝากระโปรงหลักนั้นจะต้องเปิดจากในรถยนต์ ใช้แบบไม้ค้ำปกติไม่มีตัวโช้คเข้ามาช่วยในตรงนี้นะครับ และเนื่องจากมันไม่มีเครี่องเลยทำให้ไม่ได้มีความร้อนมากนักและตัวแผ่นกันความร้อนเลยไม่ได้ใส่เข้ามาเต็มของส่วนกระโปรงหน้าเท่าไร ตัวมอเตอร์ตัวนี้มีขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้แน่นในส่วนของห้องเครื่องมากนักครับมีพื้นที่ว่างเยอะสำหรับระบายความร้อนอะไรได้เยอะพอสมควรเลย ในเรื่องของการชาร์จ ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ได้สูงสุดถึง 311 กิโลเมตร และถ้า ชาร์จปกติ 3.6 kW onboard Charger ใช้เวลา 12 ชั่วโมง ชาร์จ Double Speed 6.6 kW onboard Charger ใช้เวลา 6 ชั่วโมง และ ชาร์จแบบ Quickcharge ตามสถานีใหญ่ๆนั้นจะใช้เวลา 40 นาทีในการชาร์จไฟเต็มครับ ตัวมอเตอร์นั้นจะใช้งาน AC Synchronous electric motor รหัส EM57 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ที่ 3,283 – 9,795 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,283 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Single Speed ปล่อย CO2 0 g./km. (Zero Emission) แบตเตอรี่ Advanced Lithium-ion (Li-ion) ขนาด 40 kWh เติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการเสียบปลั๊กชาร์จไฟ


ตัวห้องสัมภาระข้างหลังนั้นมีขนาดความจุที่ 435 ลิตร แน่นอนว่ามากกว่ารุ่นแรก และตัวเบาะสามารถแยกพับได้เหมือนรถยนต์ทั่วไปแต่เมื่อพับไปแล้วอาจจะไม่ได้เรียบมากครับ และตัวขอบฝาท้ายอาจจะสูงไปหน่อยในการยกของเข้า ส่วนเรื่องของความจุนั้นถือว่าใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับรถยนต์ในระดับเดียวกัน และตัวยางอะไหล่จะต้องหยิบจากใต้ท้องเท่านั้นนะครับไม่ได้หยิบจากในตัวรถยนต์ได้ ส่วนตัวบังสัมภาระก็มีมาให้และยกขึ้นพร้อมกับฝาท้ายครับที่เห็นในถุงนั้นจะเป็นที่ชาร์จไฟบ้านที่แถมมาให้กับตัวรถยนต์ ส่วนการเปิดฝาท้ายก็ทำได้กว้างสูงพอสมควร และบานประตูทั้ง 4 บานเปิดกางได้กว้างมากๆเข้าออกได้ดีและสะดวกครับ รวมถึงระยะต่างๆนั้นไม่ได้สูงเกินไปในการเข้าออก


ในการเข้าออกประตูของทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นทำได้สบายประตูบานหน้าเปิดได้ค่อนข้างกว้าง มาดูกันที่เบาะคู่หน้ากันก่อนโดยคู่หน้านั้นจะเป็นระบบมือทั้งหมด ไม่ใช่ระบบไฟฟ้านะครับส่วนเรื่องของตัวเบาะก็เป็นเบาะหนัง แต่น่าเสียดายที่ราคาแบบนี้แต่ยังเป็นระบบปรับด้วยมืออยู่ ตัวเบาะนั้นทำได้ดีหนาแน่นรองรับกับคนที่มีขนาดลำตัวใหญ่ และ สูงได้สบายครับ ส่วนวัสดุแผงประตูเป็นพลาสติกแบบแข็งผสมกับแบบนุ่มเล็กน้อยตรงที่วางมือ ส่วนด้านหลังนั้นเบาะมีขนาดกำลังดีเข้าออกต้องก้มหัวนิดนึงแต่เนื่องจากตัวแบตอยู่ข้างล่างเลยอาจจะทำให้ตัวเบาะสูงไปและหัวใกล้กับหลังคามากไปนิดนึงครับ และตัวอุโมงค์ข้างหลังมีขนาดใหญ่พอสมควร และพื้นที่ข้างหลังไม่ได้ใหญ่สบายแบบ Nissan ตัวอื่นๆเท่าไรครับมองจากภายนอกอาจจะดูใหญ่แต่จริงๆพื้นที่ไม่ได้กว้างขนาดนั้นด้วยพื้นที่แบตเข้ามาเยอะอยู่นั้นเองครับ คนตัวเล็กๆกำลังนั่งได้สบาย แต่ถ้าคนตัวสูงๆใหญ่อาจจะไม่ได้สบายมากนักในข้างหลังนี้


INTERIOR

มากันที่ภายในกันต่อในด้านของการออกแบบภายในนั้นต้องบอกว่ายังคงสไตล์เรียบๆแบบญี่ปุ่นได้ทั้งการจัดวางต่างๆที่เรียบๆแต่ใช้งานง่ายไม่หวือหวาไม่ได้ล้ำแบบรุ่นแรก หรือพวก Telsa พวกนั้นแน่นอนว่ามันก็จะไปคล้ายๆรถยนต์ทั่วไปครับในด้านการใช้งานขับขี่นั้นไม่ได้มีปัญหาถือว่าใช้งานได้ง่ายไม่ต้องมองอะไรเวลาปรับครับปรับตัวได้ง่ายแต่ที่หลายๆคนบ่นกันนั้นน่าจะเป็นตัวอุปกรณ์ที่ขาดหายไปทั้งเรื่องของหน้าจอสัมผัสที่มาในไทยนั้นเป็นแบบปุ่มกดปกติ และวัสดุที่ไม่ได้บุนุ่มเมื่อเทียบกับรถราคานี้นั้นเอง ส่วนตัวพวงมาลัยนั้นได้หุ้มหนังมาให้พร้อมปุ่มกดตามพวงมาลับที่ค่อนข้างครบและดีไซน์ได้สวย ส่วนตรงเกียร์ต่างๆก็เป็นแบบรถไฟฟ้าทั่วไปครับใช้งานไม่ยากและไม่ต้องปรับตัว

ชื่อสินค้า:   Nissan Leaf
คะแนน:     

SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - ได้รับสินค้ามาใช้รีวิวฟรี โดยต้องคืนสินค้าให้เจ้าของสินค้า
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่