คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 14

สัทธา ความเชื่อ;
ในทางธรรม หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล, ความมั่นใจในความจริงความดีสิ่งดีงามและในการทำความดีไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก
ท่านแสดงสืบๆ กันมาว่า ๔ อย่างคือ
๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรม
๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม
๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต;
อำนาจกรรม
http://pantip.com/topic/32278286/comment5
พุทธวิธีหนีภัยใกล้ตัว
http://webboard.abhidhammaonline.org/old/thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php@user=dokgaew&topic=10701
ทางที่เราทุกคนต้องการดำเนินไปให้ถึง นั่นก็คือ ทางสายที่ ๗ แต่ก่อนที่จะไปถึงสายนั้นเราต้องเลือกเดินทางใน ๖ สายก่อน สำหรับสายที่ ๑ – ๓ ซึ่งเป็นทุคติภูมินั้น เชื่อแน่ว่าไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างเหตุนั้นๆ ส่วนสายที่ ๔ – ๖ ซึ่งเป็นสุคติภูมินั้น เรามีโอกาสที่จะสร้างหนทางไปได้หากสร้างเหตุให้ถูกตรงตามสาย แต่ทุกวันนี้เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะเดินตามทางพ่อ นั่นคือต้องการเกิดในชั้นเทวภูมิ ด้วยรู้ว่ามหันตภัยกำลังจะเกิดในโลกมนุษย์เร็วๆนี้ ...แต่เรากลับสร้างเหตุไม่ตรง เพราะแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เช่นทุกวันนี้ก็ตาม หากเรายังไม่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าประกอบแล้วก็ยากที่จะสมปรารถนาได้ เพราะมนุษย์ และเทวดาต่างมีคุณธรรมที่แตกต่างกัน
คุณธรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “มนุษยธรรม”นั้น คือเบญจศีล เบญจธรรม โดยเฉพาะศีล ๕ จึงมีคำกล่าวว่า
-ผู้ใดมีศีลครบ ๕ ข้อ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ๑๐๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๔ ข้อ เป็นมนุษย์ ๘๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๓ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๖๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๒ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๔๐ %
-ผู้ใดมีศีล ๑ ข้อ เหลือความเป็นมนุษย์ เพียง ๒๐ %
ทั้งนี้เพราะคำว่า "มนุษย์" นั้นแปลว่า ผู้มีใจสูง คือสูงด้วยเบญจรรม ซึ่งมี ๕ ประการคือ
๑. เมตตา-กรุณา ความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ คู่กับศีลข้อที่หนึ่ง
๒. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลผิดธรรม คู่กับศีลข้อที่สอง
๓. ความสำรวมอินทรีย์ คือไม่ล่วงเกินบุคคลอื่น คือนอกไปจากตนเองแล้ว ไม่ควรล่วงเกินใครทั้งสิ้น คู่กับศีลข้อที่สาม
๔. ความมีสัจจะ คือ เป็นผู้ระวังและรักษาคำพูด คู่กับศีลข้อที่สี่
๕. ความมีสติ คือ ความสำรวมระวังไม่ประมาท คู่กับศีลข้อที่ห้า
ดังนั้นท่านจึงเรียกมนุษย์ที่มีจิตใจเป็นมนุษย์ คือมีเบญจศีล และเบญจธรรม ทั้งเป็นผู้รู้จักเหตุที่สมควรและไม่สมควร เป็นผู้รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ และอะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล นี้ว่า มนุสสมนุสโส
ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเปรต คือหิวกระหาย มักมาก อยากได้ ต้องการ อยู่เสมอ ไม่อิ่ม ไม่เต็มความต้องการ ไม่รู้จักพอ ท่านเรียกว่า มนุสสเปโต
มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเดียรัจฉาน ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เอาแต่ กิน นอน และสืบพันธุ์เท่านั้น ท่านเรียกว่า มนุสสติรัจฉาโน
แต่ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเทวดา คือรู้จักละอายบาป(หิริ)และกลัวบาป(โอตตัปปะ) มีความรื่นเริงบันเทิงอยู่ในกุศล ท่านเรียกว่า มนุสสเทโว
!
!
!
อาจารย์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า...ในเมื่อเรารู้ว่า ศีล ๕ นี้มีที่ไปคือมนุษยภูมิ แต่หิริ-โอตตัปปะ มีที่ไปคือเทวภูมิ ประการสำคัญเราต้องการหนีภัยที่จะบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ด้วยการตั้งเป้าหมายขอเกิดในเทวภูมิ เราก็ต้องสร้างหิริ-โอตตัปปะให้บังเกิดขึ้นในจิตใจให้มากๆ ฉะนั้นเราก็ควรถือโอกาสในขณะที่ขอสมาทานศีลทุกๆ เช้า (ที่พวกเรากระทำกันอยู่แล้ว ตามที่ตั้งเจตนาเข้าพรรษากับหลวงพ่อเสือ) เพิ่มคุณภาพของหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย ซึ่งคงใช้เวลาไม่เกิน ๕ – ๑๐ นาที นั่นก็คือ
(อาราธนาศีล) ......
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ และเบียดเบียนสัตว์ ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๙ ประการ คือ (๑) ร่างกายทุพพลภาพ (๒) รูปไม่งาม (๓) กำลังอ่อนแอ (๔) กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว (๕) เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย (๖) กล้าฆ่าตนเองหรือ ถูกฆ่าได้ (๗) พินาศในบริวาร (๘) มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน (๙) อายุสั้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา-กรุณา และอภัย ให้มากขึ้นกว่าเดิม
๒. อทินนา ทานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ ฉ้อโกง และกระทำทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๖ ประการ คือ ๑) ด้อยทรัพย์ ๒) ยากจน ๓) อดอยาก ๔) ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา ๕) พินาศในการค้า ๖) พินาศเพราะภัยพิบัติ เช่นอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัยเป็นต้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบสัมมาอาชีวะได้ทุกภพทุกชาติ
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และล่วงเกินบุคคลอื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๑๑ ประการ คือ ๑) มีผู้เกลียดชังมาก ๒) มีผู้ปองร้ายมาก ๓) ขัดสนทรัพย์ ๔) ยากจนอดอยาก ๕) เป็นหญิง ๖) เป็นกระเทย
๗) เป็นชายในตระกูลต่ำ ๘) ได้รับความอับอายอยู่เสมอๆ ๙) ร่างกายไม่สมประกอบ ๑๐) มากไปด้วยความวิตกกังวล ๑๑) พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยการสำรวมอินทรีย์ให้มากขึ้น
๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดปด ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๘ ประการ คือ ๑) พูดไม่ชัด ๒) ฟันไม่เรียบ ๓) มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ๔) ไอตัวร้อนจัด ๕) ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ๖) พูดติดอ่าง ๗) ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ๘) จิตใจรวนเรคล้ายวิกลจริต ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสัจจะ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมา ทัฏฐานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่มสุรายาเมา และสิ่งเสพติดต่างๆ ด้วยรู้ว่าผลของการกระทำในข้อนี้ทำให้ขาดสติกระทำผิดศีลในข้อต้นๆได้ง่าย ทำให้มีที่ไปคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งมืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องเกิดเป็นคนบ้าไบ้ ปัญญาอ่อน เป็นอาภัพบุคคลไม่สามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้ และยังต้องรับผลของการกระทำบาปในข้อต่างๆด้วย ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติเพื่อป้องกันความประมาทที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น...การตอกย้ำในแต่ละข้อที่ว่า ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจ พร้อมยกผลร้ายที่จะต้องได้รับในแต่ละข้อขึ้นมานั้น ...จิตย่อมเสพความละอายต่อบาป และความเกรงกลัวต่อผลของบาปได้มากขึ้น ....เมื่อมากขึ้นๆ อำนาจก็ต้องเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งย่อมดีกว่าการอาราธนาศีลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เพิ่มอำนาจของหิริ-โอตตัปปะเข้าไป เมื่อมีความสันทัดก่อนตายหากจิตจับอารมณ์ที่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย... ที่ไปต้องเป็นเทวภูมิอย่างแน่นอน เพราะนี่คือ เทวธรรม ธรรมที่จะทำให้พวกเราได้มีโอกาสไปเกิดที่ ตักของพ่อ ตามที่อธิษฐานกันไว้ได้ในที่สุด….
1.ถ้าทุกวันผมทำแค่ กิน นอน ตื่น จะถือว่าเป็นคนรักษาศีล 5 ไหมครับ มีอำนาจที่จะทำเรื่องชั่วๆแต่ก็ไม่ทำ
สาธุครับ จะดีมาก ถ้าประกอบด้วยเจตนาในการ รักษาศีล แต่ละข้อด้วย ความมี หิริ โอตัปปะ อายชั่ว กลัวบาป ครับ
เจตนาในการรักษาศีล จะมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครับ

สัทธา ความเชื่อ;
ในทางธรรม หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล, ความมั่นใจในความจริงความดีสิ่งดีงามและในการทำความดีไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก
ท่านแสดงสืบๆ กันมาว่า ๔ อย่างคือ
๑. กัมมสัทธา เชื่อกรรม
๒. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม
๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต;
อำนาจกรรม
http://pantip.com/topic/32278286/comment5
พุทธวิธีหนีภัยใกล้ตัว
http://webboard.abhidhammaonline.org/old/thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php@user=dokgaew&topic=10701
ทางที่เราทุกคนต้องการดำเนินไปให้ถึง นั่นก็คือ ทางสายที่ ๗ แต่ก่อนที่จะไปถึงสายนั้นเราต้องเลือกเดินทางใน ๖ สายก่อน สำหรับสายที่ ๑ – ๓ ซึ่งเป็นทุคติภูมินั้น เชื่อแน่ว่าไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างเหตุนั้นๆ ส่วนสายที่ ๔ – ๖ ซึ่งเป็นสุคติภูมินั้น เรามีโอกาสที่จะสร้างหนทางไปได้หากสร้างเหตุให้ถูกตรงตามสาย แต่ทุกวันนี้เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะเดินตามทางพ่อ นั่นคือต้องการเกิดในชั้นเทวภูมิ ด้วยรู้ว่ามหันตภัยกำลังจะเกิดในโลกมนุษย์เร็วๆนี้ ...แต่เรากลับสร้างเหตุไม่ตรง เพราะแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เช่นทุกวันนี้ก็ตาม หากเรายังไม่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าประกอบแล้วก็ยากที่จะสมปรารถนาได้ เพราะมนุษย์ และเทวดาต่างมีคุณธรรมที่แตกต่างกัน
คุณธรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “มนุษยธรรม”นั้น คือเบญจศีล เบญจธรรม โดยเฉพาะศีล ๕ จึงมีคำกล่าวว่า
-ผู้ใดมีศีลครบ ๕ ข้อ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ๑๐๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๔ ข้อ เป็นมนุษย์ ๘๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๓ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๖๐ %
-ผู้ใดมีศีลเพียง ๒ ข้อ เป็นมนุษย์แค่ ๔๐ %
-ผู้ใดมีศีล ๑ ข้อ เหลือความเป็นมนุษย์ เพียง ๒๐ %
ทั้งนี้เพราะคำว่า "มนุษย์" นั้นแปลว่า ผู้มีใจสูง คือสูงด้วยเบญจรรม ซึ่งมี ๕ ประการคือ
๑. เมตตา-กรุณา ความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ คู่กับศีลข้อที่หนึ่ง
๒. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลผิดธรรม คู่กับศีลข้อที่สอง
๓. ความสำรวมอินทรีย์ คือไม่ล่วงเกินบุคคลอื่น คือนอกไปจากตนเองแล้ว ไม่ควรล่วงเกินใครทั้งสิ้น คู่กับศีลข้อที่สาม
๔. ความมีสัจจะ คือ เป็นผู้ระวังและรักษาคำพูด คู่กับศีลข้อที่สี่
๕. ความมีสติ คือ ความสำรวมระวังไม่ประมาท คู่กับศีลข้อที่ห้า
ดังนั้นท่านจึงเรียกมนุษย์ที่มีจิตใจเป็นมนุษย์ คือมีเบญจศีล และเบญจธรรม ทั้งเป็นผู้รู้จักเหตุที่สมควรและไม่สมควร เป็นผู้รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ และอะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล นี้ว่า มนุสสมนุสโส
ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเปรต คือหิวกระหาย มักมาก อยากได้ ต้องการ อยู่เสมอ ไม่อิ่ม ไม่เต็มความต้องการ ไม่รู้จักพอ ท่านเรียกว่า มนุสสเปโต
มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเดียรัจฉาน ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เอาแต่ กิน นอน และสืบพันธุ์เท่านั้น ท่านเรียกว่า มนุสสติรัจฉาโน
แต่ถ้ามนุษย์นั้นมีจิตใจเหมือนเทวดา คือรู้จักละอายบาป(หิริ)และกลัวบาป(โอตตัปปะ) มีความรื่นเริงบันเทิงอยู่ในกุศล ท่านเรียกว่า มนุสสเทโว
!
!
!
อาจารย์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า...ในเมื่อเรารู้ว่า ศีล ๕ นี้มีที่ไปคือมนุษยภูมิ แต่หิริ-โอตตัปปะ มีที่ไปคือเทวภูมิ ประการสำคัญเราต้องการหนีภัยที่จะบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ด้วยการตั้งเป้าหมายขอเกิดในเทวภูมิ เราก็ต้องสร้างหิริ-โอตตัปปะให้บังเกิดขึ้นในจิตใจให้มากๆ ฉะนั้นเราก็ควรถือโอกาสในขณะที่ขอสมาทานศีลทุกๆ เช้า (ที่พวกเรากระทำกันอยู่แล้ว ตามที่ตั้งเจตนาเข้าพรรษากับหลวงพ่อเสือ) เพิ่มคุณภาพของหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย ซึ่งคงใช้เวลาไม่เกิน ๕ – ๑๐ นาที นั่นก็คือ
(อาราธนาศีล) ......
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ และเบียดเบียนสัตว์ ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๙ ประการ คือ (๑) ร่างกายทุพพลภาพ (๒) รูปไม่งาม (๓) กำลังอ่อนแอ (๔) กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว (๕) เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย (๖) กล้าฆ่าตนเองหรือ ถูกฆ่าได้ (๗) พินาศในบริวาร (๘) มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน (๙) อายุสั้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา-กรุณา และอภัย ให้มากขึ้นกว่าเดิม
๒. อทินนา ทานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการลักทรัพย์ ฉ้อโกง และกระทำทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๖ ประการ คือ ๑) ด้อยทรัพย์ ๒) ยากจน ๓) อดอยาก ๔) ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา ๕) พินาศในการค้า ๖) พินาศเพราะภัยพิบัติ เช่นอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัยเป็นต้น ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบสัมมาอาชีวะได้ทุกภพทุกชาติ
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และล่วงเกินบุคคลอื่น ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๑๑ ประการ คือ ๑) มีผู้เกลียดชังมาก ๒) มีผู้ปองร้ายมาก ๓) ขัดสนทรัพย์ ๔) ยากจนอดอยาก ๕) เป็นหญิง ๖) เป็นกระเทย
๗) เป็นชายในตระกูลต่ำ ๘) ได้รับความอับอายอยู่เสมอๆ ๙) ร่างกายไม่สมประกอบ ๑๐) มากไปด้วยความวิตกกังวล ๑๑) พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยการสำรวมอินทรีย์ให้มากขึ้น
๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการพูดปด ด้วยรู้ว่าที่ไปของการกระทำนั้นคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งทำให้มืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องรับผลถึง ๘ ประการ คือ ๑) พูดไม่ชัด ๒) ฟันไม่เรียบ ๓) มีกลิ่นปากเหม็นรุนแรง ๔) ไอตัวร้อนจัด ๕) ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ๖) พูดติดอ่าง ๗) ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ๘) จิตใจรวนเรคล้ายวิกลจริต ซึ่งผลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของชีวิตได้ ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสัจจะ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมา ทัฏฐานา เวรมณี สิกขา ปะทัง สมาทิยามิ – ข้าพเจ้าของดเว้นจากการดื่มสุรายาเมา และสิ่งเสพติดต่างๆ ด้วยรู้ว่าผลของการกระทำในข้อนี้ทำให้ขาดสติกระทำผิดศีลในข้อต้นๆได้ง่าย ทำให้มีที่ไปคือ อบายภูมิ ๔ ซึ่งมืดบอดต่อรัศมีพระธรรม และแม้จะได้เกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์ก็ยังต้องเกิดเป็นคนบ้าไบ้ ปัญญาอ่อน เป็นอาภัพบุคคลไม่สามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้ และยังต้องรับผลของการกระทำบาปในข้อต่างๆด้วย ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจทำให้ข้าพเจ้าเกรงความชั่วและกลัวผลของบาปที่จะต้องขึ้นกับชีวิต พร้อมมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติเพื่อป้องกันความประมาทที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้น...การตอกย้ำในแต่ละข้อที่ว่า ขอหิริ-โอตตัปปะจงบังเกิดขึ้นในจิตใจ พร้อมยกผลร้ายที่จะต้องได้รับในแต่ละข้อขึ้นมานั้น ...จิตย่อมเสพความละอายต่อบาป และความเกรงกลัวต่อผลของบาปได้มากขึ้น ....เมื่อมากขึ้นๆ อำนาจก็ต้องเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งย่อมดีกว่าการอาราธนาศีลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เพิ่มอำนาจของหิริ-โอตตัปปะเข้าไป เมื่อมีความสันทัดก่อนตายหากจิตจับอารมณ์ที่มีหิริ-โอตตัปปะเข้าไปด้วย... ที่ไปต้องเป็นเทวภูมิอย่างแน่นอน เพราะนี่คือ เทวธรรม ธรรมที่จะทำให้พวกเราได้มีโอกาสไปเกิดที่ ตักของพ่อ ตามที่อธิษฐานกันไว้ได้ในที่สุด….
1.ถ้าทุกวันผมทำแค่ กิน นอน ตื่น จะถือว่าเป็นคนรักษาศีล 5 ไหมครับ มีอำนาจที่จะทำเรื่องชั่วๆแต่ก็ไม่ทำ
สาธุครับ จะดีมาก ถ้าประกอบด้วยเจตนาในการ รักษาศีล แต่ละข้อด้วย ความมี หิริ โอตัปปะ อายชั่ว กลัวบาป ครับ
เจตนาในการรักษาศีล จะมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ครับ
แสดงความคิดเห็น
รักษาศีล 5 ต้องทำยังไงครับ