ไปโตเกียวคราวนี้ ไปดูงาน ไปกับทัวร์ ไปกันเอง ไปแล้วไม่ไปไหนเลยก็มี
ใครเคยแบกเป้เที่ยวโตเกียวคนเดียวขอบอกว่าต้องลองไปกับเพื่อนๆซักครั้ง เพราะมัน…มันส์มาก
ใครเคยไปโตเกียวกับบริษัททัวร์ขอบอกว่าต้องลองวางแผนเที่ยวเองไม่ง้อทัวร์ซักครั้ง เพราะมัน…ท้าทายมาก
ใครเคยวางแผนเที่ยวโตเกียวแบบแน่นเอี๊ยดเต็มแผ่น ต้องลองฉีกแพลนทิ้งแล้วเที่ยวตามเสียงหัวใจซักครั้ง เพราะมัน…สุดยอดมาก
ใครเคยวางแผนเที่ยวเองทุกครั้งไม่ง้อทัวร์ ขอบอกว่าลองเอาบริษัททัวร์เล็กๆเข้ามาอยู่ในสารระบบสักครั้ง เพราะมันก็…ดีเหมือนกันนะ
โตเกียวคราวนี้ขอบอกว่ามันจนหยดสุดท้าย จนต้องร้องขอไปอีก…เพราะ “โตเกียว…เที่ยวยังไงก็ไม่พอ”
จุดเริ่มต้นมาจากความใจอ่อนและลังเล
คนเรามักจะตัดสินใจตอบตกลงอะไรบางอย่างออกไปโดยไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ดีในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอและกำลังสับสน เช่นเดียวกับทริปบ้าๆบอๆที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นทริปที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนนั้นกำลังคิดว่าจะไปดีมั้ย ลังเลอยู่พักใหญ่ ทันใดนั้นเองก็มีพี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า “ไปญี่ปุ่นไปเมื่อไหร่ก็ไปได้ แต่ไปด้วยกันครั้งนี้ แบบนี้ ก็คงจะมีได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ” ประโยคแค่นี้ทำให้ตัดสินใจตอบตกลงเข้าร่วมทริปโดยไม่คิดอะไรอีกเลย (เป็นไปได้ไงหว่า ใจง่ายจัง) บางทีสมองก็หยุดทำงานโดยไม่รู้ตัวเลยจริงๆสิเนอะ
เมื่อตัดสินใจมาขนาดนี้แล้วก็คงต้องลุยกันเลยยยย Let’s Go !!!
OHAYO TOKYO
เมื่อถูกปลุกมาทานข้าวแต่เช้าบนเครื่องก็รู้สึกว่าเออนี่คงตื่นจริงๆแล้วใช่ไหม พอกัปตันประกาศให้ดูฟูจิซังผ่านหน้าต่างเท่านั้นแหละ
โ อ้ โ ห สุ ด ย อ ด
. . . ไ ร้ คำ บ ร ร ย า ย
เ พ ร า ะ ว่ า
1
2
3
4
5
6
7
8
9
นั่ ง ผิ ด ฝั่ ง ค่ ะ
หื ม ? ? ?
ก็ ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น ไ ง ไอ่บ้า เฮ้อ!!
แต่ไม่เป็นไรวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ได้เห็นยอดกระจุ๋มกระจิ๋มของฟูจิซังนิดนึงที่สนามบินฮาเนดะ อืม แค่นี้กะเหรี่ยงน้อยก็พึงพอใจมากแล้ว วันแรกกับฟูจิซังเบาๆและอุณหภูมิที่เบาหวิวยิ่งกว่า เมื่อเดินออกอาคารไปขึ้นบัสที่ทางทัวร์จัดให้ก็ได้เจอกับสุดยอดของความเย็น เกือบแข็งตัวและแปลงร่างเป็นแอลซ่า ในเรื่อง Frozen ซะละ (เว่อร์)
ประสบการณ์ใหม่กับทัวร์แปลกๆในโตเกียว
นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นบัสในญี่ปุ่นแล้วมีพี่ไกด์คอยบรรยายให้ฟังว่าวันนี้เราจะไปไหนกันบ้าง (ฟังไปฟังมาก็เยอะเหมือนกันแฮะดูงานตั้ง 3 แห่ง โรงแรมยังไม่ได้ Check-in เลย ) นอกจากนี้พี่ไกด์ยังเล่าว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ที่เที่ยวที่น่าสนใจมีที่ไหนบาง พร้องทั้งเล่าเรื่องราว(ส่วนตัว) ของพี่ไกด์เล็กๆน้อยๆให้ลูกทัวร์ที่น่ารักอย่างเราๆฟังกัน และสุดท้ายนางก็ตบท้ายว่าไม่ต้องฟังก็ได้นะ หลับไปเลยก็ได้จ้า หืม ? คือ อะ ไร คะ ? ไอ่เราก็ยิ่งชอบฟังเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่ด้วย แต่สุดท้ายนางก็กล่อมให้ลูกทัวร์หลับจนได้ (พูดจนลิงหลับจริงๆมันเป็นอย่างนี้นี่เอง)
ประสบการณ์ใหม่กับบริษัทที่ 1
สถานที่แรกที่ไปดูงานวันนี้คือ… เออ ไม่รู้ว่าจะบอกชื่อหรือลงรายละเอียดได้ลึกมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่า งมๆกันไปแบบคร่าวๆละกัน บริษัทแรกที่ไปดูวันนี้คือบริษัทขายป๊อกกี้และชาที่ขมที่สุดในชีวิต เอ้ย! ไม่ใช่ แหม เห็นเขาแจกป๊อกกี้และชาเป็นไม่ได้ (แต่ชาที่นี่ขมแรงจริงๆ นั่งง่วงๆมึนๆอยู่นี่ตื่นเลย) เอาใหม่ >> บริษัทที่ไปดูงานวันนี้เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการขาย และบริการด้านการผลิต แบบครบวงจร โดยวางตัวเองในตำแหน่งของตัวกลางระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค โดยจะเข้าไปจัดการในทุกๆขั้นตอนระหว่างบริษัทผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างครบวงจร เกมนี้เหมือนจะเล่นง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงก็ซับซ้อนเอาเรื่องเหมือนกัน พึ่งจะเริ่มเข้าใจตอนที่เข้าไปดูคลังสินค้า แต่ก่อนไปคลังสินค้าเราไปดูกติกาคร่าวๆเกี่ยวกับการจัดการของบริษัทนี้กันก่อน
เขาเล่าว่า
ก่อนไปดูของจริงที่คลังสินค้า เขาก็เกริ่นปูทางให้เราอินกันก่อน และคงไม่พ้นเรื่องภาพรวมของตลาดโดยรวมในญี่ปุ่น ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่ามีสินค้าที่วางขาย online มากขึ้น ผู้ขายและผู้ซื้อก็มากขึ้น ตามความรวดเร็วและทันสมัยของเทคโนโลยี ทุกคนสามารถรับข่าวสารได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ (น่าคิดมั้ยว่ากว่าจะได้ข่าวมาข่าวนึงนั้น ใช้เวลามากมายขนาดไหน แต่ผู้คนกลับรับรู้ข่าวเหล่านั้นได้ภายในเวลาอันสั้น และบางครั้งก็น่าเสียดายที่คนเราก็กลับลืมมันไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ข่าวสารและมนุษย์เป็นของคู่กัน คนตามข่าว ข่าวตามคน เกมนี้ไม่วันสิ้นสุด เล่นให้ตายยังไงก็ไม่ตาย) ตลาด online หรือตลาด e-commerce ในญี่ปุ่นนั้นเติบโตขึ้นมาก ซึ่งบางทีก็มาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นวัฒนธรรมการให้ของขวัญ แบบกลับไปกลับมาจนลืมไปแล้วว่าใครเริ่มให้ก่อน นอกจากนี้สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นก็ยังเป็นอีกส่วนที่ช่วยผลักดันตลาด E-commerce ให้โตขึ้นในญี่ปุ่น เพราะเมื่อคนแก่เริ่มมีความยากลำบากในการออกไปซื้อของ การเลือกซื้อของผ่านระบบ Online ที่ง่าย เร็ว สะดวก ลดอุบัติเหตุ ไม่ต้องออกไปเจอใคร ไม่ต้องออกไปเลือกของแย่งใคร ไม่ต้องเรื่องมาก ง่ายๆไม่เยอะ ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลุงๆป้าๆในญี่ปุ่น (แต่โคตรซึมเศร้า และเหงามาก)
Web E-commerce สุดร้อนแรงในญี่ปุ่นตอนนี้คือ “Amazon Japan” ที่มีการตลาดที่สุดยอด ผสมรวมกับนวัตกรรมใหม่ๆมากมายที่ช่วยทำให้ผู้คนใช้ชีวิตง่ายขึ้น (จนแทบจะเป็นง่อย และประเมินคุณค่าสิ่งต่างๆรอบตัวได้น้อยลง) จนทำให้กลายเป็น Web E-commerce อันดับหนึ่งในที่สุด
บริษัทนี้ยังเข้าร่วมกับบริษัทขนส่งในญี่ปุ่นมากกมาย เพื่อจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าตามที่ต้องการ เขาเล่าว่าปัญหาจากการขนส่งในญี่ปุ่นคือ มักจะส่งสินค้าไปแล้วถูกตีกลับเพราะไม่ถึงมือลูกค้าทำให้ต้องไปส่งอีกรอบในวันรุ่งขึ้น และถ้าไม่เจอลูกค้าอีกรอบ ก็จะทำให้เสียเวลาไปอีก และปัญหานี้ก็มีมากถึง 20% - 30% โดยมักจะเจอในวันที่ลูกค้าออกไปทำงานแล้วไม่มีคนอยู่บ้าน ในทางธุรกิจก็เป็นการสิ้นเปลืองค่าขนส่งและแรงงานเช่นกัน อย่างไรก็ตามปัญหานี้พวกเขาก็มีวิธีการรับมือกับมันได้อย่างดี เดี๋ยวนี้จำนวนสินค้าที่ส่งกลับมีจำนวนลดลงเหลือแค่ประมาณ 8% เท่านั้น เพราะที่พักส่วนใหญ่จะติดตั้งกล่องรับพัสดุไว้เมื่อส่งของแล้วไม่มีผู้รับ คนส่งของก็จะหย่อนใบนัดรับสินค้าไว้ในกล่อง เมื่อลูกค้าเปิดมาเจอก็สามารถนัดรับของได้ในเวลาที่ต้องการ นอนกระดิกนิ้วอยู่บ้านซักพักก็ได้รับสินค้าแล้ว พอใจมาก
เท่านั้นยังไม่พอ ความคาดหวังเกี่ยวกับตลาด E-Commerce ยังมีอีกมากมาย และพวกเขาก็พร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน ในขณะที่ขยะเริ่มล้น มีมากมายจนไม่รู้ว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน ประกอบกับความต้องการซื้อสิ่งของใหม่ๆก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ประเด็นร้อนในญี่ปุ่นตอนนี้จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ Sharing Economy ที่เป็นการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผู้คนเริ่มเอาสิ่งของที่ตนเองไม่ได้ใช้มาแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างบุคคล เช่น บ้าน รถ สิ่งของต่างๆที่ไม่ได้ใช้แล้วแต่ยังคงมีสภาพดีอยู่ เห็นได้ชัดจากตลาดมือสอง ที่รู้จักกันในนาม Flea Market ที่จะมีการจัดงานอยู่ทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ เช่นสนามกีฬาบ้าง ที่จอดรถบ้าง (ที่จริงก็อยู่ในแพลนว่าจะไปเดินดูของอยู่เหมือนกัน เพราะได้ยินมาว่าสภาพดี และราคาถูกมาก แต่ก็แพลนล่ม ล่มได้ไง เดี๋ยวไปดูเฉลยตอนท้ายๆ) และยังมี Merukari เป็น Market Application ที่สามารถเอาของที่ไม่ใช้แล้วมาขายได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการแชร์ทักษะ เช่น Cloud funding แชร์การเคลื่อนย้ายเช่น Car Share เป็นต้น เดี๋ยวคอยดูว่าในอนาคตญี่ปุ่นจะมี Share อะไรกันอีก >> โปรดติดตามตอนต่อไป
สำหรับคลังสินค้านั้น (เข้าเรื่องซักที) ที่นี่เขาจะเรียงตามตัวอักษรและประเภทสินค้า วางตัวเองเป็นเหมือนห้องเช่า ให้บริษัทต่างๆเช่าพื้นที่ไว้เก็บของ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าก็จะแพ็ค และทำการจัดส่งให้ ปริมาณการจัดเก็บจึงขึ้นอยู่กับลูกค้า ทำให้ตัวเองไม่ต้องแบกรับสินค้าที่ล้นคลัง หรือมีไม่พอจำหน่าย เพราะการตัดสินใจในส่วนนี้เป็นส่วนของลูกค้าทั้งหมด สำหรับพื้นที่ก็ไม่ต้องหยุมหยิม คิดราคาตามพื้นที่ที่จัดเก็บเลย เก็บเยอะก็มีค่าใช้จ่ายเยอะ เก็บน้อยก็ค่าใช้จ่ายน้อยลง ตรงไปตรงมา แต่จะเห็นว่าค่อนข้างใช้แรงงานคนเยอะเหมือนกัน ยังไม่ค่อยมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดเก็บมากมายเท่าไหร่ (พยายามแอบถามว่าถ้าคลังหรือพนักงานของเราทำสินค้าของลูกค้าพัง เราจะทำยังไง แต่ก็โดนตอบกลับมาแบบเชือดนิ่มๆว่า พื้นฐานคนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบและรักษาสินค้าของลูกค้าอย่างดี ของเสียแบบนี้จึงไม่มี ตอบซะไปต่อไม่เป็นเลย เขาพยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามแล้วทำให้บริษัทดูแย่ ส่วนพี่ล่ามของเรานั้นก็ทำหน้าที่แปลได้ดีเช่นกัน ฮึ่ม!! แต่ในใจก็แอบคิดนะว่ามันต้องมีเสียบ้างแหละน่า สุดท้ายก็คงต้องชดใช้กันไป แต่คงเป็นรายละเอียดเชิงลึก ที่ไม่สามารถบอกเราได้) ถ้าเทียบกับคลังสินค้าอีกแบบที่เคยไปดูมา ก็จะค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเท่าที่เคยดูเขาจะเก็บสินค้าตามน้ำหนัก ตามมูลค่าสินค้า เพราะสินค้าที่จัดเก็บเป็นต้นทุนของเขาทั้งหมด จึงต้องวางแผนการจัดเก็บสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆอย่างระมัดระวัง และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดเก็บค่อนข้างเยอะพอสมควร เอาเป็นว่าในส่วนของการจัดการคลังสินค้านั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจ ธุรกิจที่ต่างกันก็ย่อมมีวิธีการจัดการคลังสินค้าที่ต่างกัน มีปัญหาที่ต่างกัน เหมือนชีวิตคนเราที่มีความแตกต่างกัน เรื่องราวในชีวิตต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาก็แตกต่างกันไป ก็เลยทำให้มีกระทบกระทั่งกันบ้าง มีชอบ มีเกลียด รัก โลภ โกรธ หลง ตามธรรมดาสามัญชนทั่วไป ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจน้อยใหญ่ ย่อมเป็นไปตามกลไกทางธรรมชาติทั้งสิ้น แต่สุดท้ายมันจะต้องมีวิธีที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

ประสบการณ์ใหม่กับ Tokyo Stock Exchange
หลังจากทานข้าวกันเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่ Tokyo Stock Exchange หรือตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ที่ใครๆก็สามารถติดต่อเข้าไปศึกษาดูงานกันได้ ในนี้จะมีการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของตลาดหุ้นโตเกียว รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมในบริเวณที่สามารถมองเห็นกระดานหุ้นได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็แค่นั้นเพราะเราไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ใครที่เล่นหุ้นหรือมีความชื่นชอบทางด้านนี้ก็คงฟินไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเพื่อนๆที่ไปด้วยกันหลายๆคนก็ให้ความสนใจมากเลยทีเดียว เอาเป็นว่าใครมีโอกาสได้แวะไป ก็ลองขอติดต่อเข้าไปเยี่ยมชมกันได้ คิดว่าคงจะได้อะไรกลับมาไม่มากก็น้อยทีเดียวเชียว
ข้างหน้าทางเข้ายังมีของที่ระทึก เอ้ย! ที่นะลึก เอ้ย! ที่ระลึก เอ้ย! ถูกแล้ว!! ให้เลือกซื้อกันอีกด้วย และยังคงความเป็นญี่ปุ่นเนืองๆอยู่ นั่นคือตู้หยอดเหรียญของที่ระลึกจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียวนั่นเอง ใครอยากได้ของที่ระลึกแต่ไม่อยากเข้าไปฟังบรรยาย ก็เข้าไปกดเล่นๆได้ (แต่เสียเงินนาจา) เอาเพลินๆอย่างเดียว
[CR] TOKYO เที่ยวยังไงก็ไม่พอ
คนเรามักจะตัดสินใจตอบตกลงอะไรบางอย่างออกไปโดยไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ดีในสภาวะที่จิตใจอ่อนแอและกำลังสับสน เช่นเดียวกับทริปบ้าๆบอๆที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นทริปที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนนั้นกำลังคิดว่าจะไปดีมั้ย ลังเลอยู่พักใหญ่ ทันใดนั้นเองก็มีพี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า “ไปญี่ปุ่นไปเมื่อไหร่ก็ไปได้ แต่ไปด้วยกันครั้งนี้ แบบนี้ ก็คงจะมีได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ” ประโยคแค่นี้ทำให้ตัดสินใจตอบตกลงเข้าร่วมทริปโดยไม่คิดอะไรอีกเลย (เป็นไปได้ไงหว่า ใจง่ายจัง) บางทีสมองก็หยุดทำงานโดยไม่รู้ตัวเลยจริงๆสิเนอะ
เมื่อตัดสินใจมาขนาดนี้แล้วก็คงต้องลุยกันเลยยยย Let’s Go !!!
เมื่อถูกปลุกมาทานข้าวแต่เช้าบนเครื่องก็รู้สึกว่าเออนี่คงตื่นจริงๆแล้วใช่ไหม พอกัปตันประกาศให้ดูฟูจิซังผ่านหน้าต่างเท่านั้นแหละ
. . . ไ ร้ คำ บ ร ร ย า ย
เ พ ร า ะ ว่ า
6
7
8
9
นั่ ง ผิ ด ฝั่ ง ค่ ะ
หื ม ? ? ?
ก็ ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น ไ ง ไอ่บ้า เฮ้อ!!
แต่ไม่เป็นไรวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ได้เห็นยอดกระจุ๋มกระจิ๋มของฟูจิซังนิดนึงที่สนามบินฮาเนดะ อืม แค่นี้กะเหรี่ยงน้อยก็พึงพอใจมากแล้ว วันแรกกับฟูจิซังเบาๆและอุณหภูมิที่เบาหวิวยิ่งกว่า เมื่อเดินออกอาคารไปขึ้นบัสที่ทางทัวร์จัดให้ก็ได้เจอกับสุดยอดของความเย็น เกือบแข็งตัวและแปลงร่างเป็นแอลซ่า ในเรื่อง Frozen ซะละ (เว่อร์)
นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นบัสในญี่ปุ่นแล้วมีพี่ไกด์คอยบรรยายให้ฟังว่าวันนี้เราจะไปไหนกันบ้าง (ฟังไปฟังมาก็เยอะเหมือนกันแฮะดูงานตั้ง 3 แห่ง โรงแรมยังไม่ได้ Check-in เลย ) นอกจากนี้พี่ไกด์ยังเล่าว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ที่เที่ยวที่น่าสนใจมีที่ไหนบาง พร้องทั้งเล่าเรื่องราว(ส่วนตัว) ของพี่ไกด์เล็กๆน้อยๆให้ลูกทัวร์ที่น่ารักอย่างเราๆฟังกัน และสุดท้ายนางก็ตบท้ายว่าไม่ต้องฟังก็ได้นะ หลับไปเลยก็ได้จ้า หืม ? คือ อะ ไร คะ ? ไอ่เราก็ยิ่งชอบฟังเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่ด้วย แต่สุดท้ายนางก็กล่อมให้ลูกทัวร์หลับจนได้ (พูดจนลิงหลับจริงๆมันเป็นอย่างนี้นี่เอง)
สถานที่แรกที่ไปดูงานวันนี้คือ… เออ ไม่รู้ว่าจะบอกชื่อหรือลงรายละเอียดได้ลึกมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่า งมๆกันไปแบบคร่าวๆละกัน บริษัทแรกที่ไปดูวันนี้คือบริษัทขายป๊อกกี้และชาที่ขมที่สุดในชีวิต เอ้ย! ไม่ใช่ แหม เห็นเขาแจกป๊อกกี้และชาเป็นไม่ได้ (แต่ชาที่นี่ขมแรงจริงๆ นั่งง่วงๆมึนๆอยู่นี่ตื่นเลย) เอาใหม่ >> บริษัทที่ไปดูงานวันนี้เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการขาย และบริการด้านการผลิต แบบครบวงจร โดยวางตัวเองในตำแหน่งของตัวกลางระหว่างผู้ผลิต และผู้บริโภค โดยจะเข้าไปจัดการในทุกๆขั้นตอนระหว่างบริษัทผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างครบวงจร เกมนี้เหมือนจะเล่นง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงก็ซับซ้อนเอาเรื่องเหมือนกัน พึ่งจะเริ่มเข้าใจตอนที่เข้าไปดูคลังสินค้า แต่ก่อนไปคลังสินค้าเราไปดูกติกาคร่าวๆเกี่ยวกับการจัดการของบริษัทนี้กันก่อน
ก่อนไปดูของจริงที่คลังสินค้า เขาก็เกริ่นปูทางให้เราอินกันก่อน และคงไม่พ้นเรื่องภาพรวมของตลาดโดยรวมในญี่ปุ่น ซึ่งมันทำให้เราเห็นว่ามีสินค้าที่วางขาย online มากขึ้น ผู้ขายและผู้ซื้อก็มากขึ้น ตามความรวดเร็วและทันสมัยของเทคโนโลยี ทุกคนสามารถรับข่าวสารได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ (น่าคิดมั้ยว่ากว่าจะได้ข่าวมาข่าวนึงนั้น ใช้เวลามากมายขนาดไหน แต่ผู้คนกลับรับรู้ข่าวเหล่านั้นได้ภายในเวลาอันสั้น และบางครั้งก็น่าเสียดายที่คนเราก็กลับลืมมันไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ข่าวสารและมนุษย์เป็นของคู่กัน คนตามข่าว ข่าวตามคน เกมนี้ไม่วันสิ้นสุด เล่นให้ตายยังไงก็ไม่ตาย) ตลาด online หรือตลาด e-commerce ในญี่ปุ่นนั้นเติบโตขึ้นมาก ซึ่งบางทีก็มาจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นวัฒนธรรมการให้ของขวัญ แบบกลับไปกลับมาจนลืมไปแล้วว่าใครเริ่มให้ก่อน นอกจากนี้สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นก็ยังเป็นอีกส่วนที่ช่วยผลักดันตลาด E-commerce ให้โตขึ้นในญี่ปุ่น เพราะเมื่อคนแก่เริ่มมีความยากลำบากในการออกไปซื้อของ การเลือกซื้อของผ่านระบบ Online ที่ง่าย เร็ว สะดวก ลดอุบัติเหตุ ไม่ต้องออกไปเจอใคร ไม่ต้องออกไปเลือกของแย่งใคร ไม่ต้องเรื่องมาก ง่ายๆไม่เยอะ ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลุงๆป้าๆในญี่ปุ่น (แต่โคตรซึมเศร้า และเหงามาก)
Web E-commerce สุดร้อนแรงในญี่ปุ่นตอนนี้คือ “Amazon Japan” ที่มีการตลาดที่สุดยอด ผสมรวมกับนวัตกรรมใหม่ๆมากมายที่ช่วยทำให้ผู้คนใช้ชีวิตง่ายขึ้น (จนแทบจะเป็นง่อย และประเมินคุณค่าสิ่งต่างๆรอบตัวได้น้อยลง) จนทำให้กลายเป็น Web E-commerce อันดับหนึ่งในที่สุด
บริษัทนี้ยังเข้าร่วมกับบริษัทขนส่งในญี่ปุ่นมากกมาย เพื่อจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าตามที่ต้องการ เขาเล่าว่าปัญหาจากการขนส่งในญี่ปุ่นคือ มักจะส่งสินค้าไปแล้วถูกตีกลับเพราะไม่ถึงมือลูกค้าทำให้ต้องไปส่งอีกรอบในวันรุ่งขึ้น และถ้าไม่เจอลูกค้าอีกรอบ ก็จะทำให้เสียเวลาไปอีก และปัญหานี้ก็มีมากถึง 20% - 30% โดยมักจะเจอในวันที่ลูกค้าออกไปทำงานแล้วไม่มีคนอยู่บ้าน ในทางธุรกิจก็เป็นการสิ้นเปลืองค่าขนส่งและแรงงานเช่นกัน อย่างไรก็ตามปัญหานี้พวกเขาก็มีวิธีการรับมือกับมันได้อย่างดี เดี๋ยวนี้จำนวนสินค้าที่ส่งกลับมีจำนวนลดลงเหลือแค่ประมาณ 8% เท่านั้น เพราะที่พักส่วนใหญ่จะติดตั้งกล่องรับพัสดุไว้เมื่อส่งของแล้วไม่มีผู้รับ คนส่งของก็จะหย่อนใบนัดรับสินค้าไว้ในกล่อง เมื่อลูกค้าเปิดมาเจอก็สามารถนัดรับของได้ในเวลาที่ต้องการ นอนกระดิกนิ้วอยู่บ้านซักพักก็ได้รับสินค้าแล้ว พอใจมาก
เท่านั้นยังไม่พอ ความคาดหวังเกี่ยวกับตลาด E-Commerce ยังมีอีกมากมาย และพวกเขาก็พร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน ในขณะที่ขยะเริ่มล้น มีมากมายจนไม่รู้ว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน ประกอบกับความต้องการซื้อสิ่งของใหม่ๆก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ประเด็นร้อนในญี่ปุ่นตอนนี้จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ Sharing Economy ที่เป็นการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผู้คนเริ่มเอาสิ่งของที่ตนเองไม่ได้ใช้มาแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างบุคคล เช่น บ้าน รถ สิ่งของต่างๆที่ไม่ได้ใช้แล้วแต่ยังคงมีสภาพดีอยู่ เห็นได้ชัดจากตลาดมือสอง ที่รู้จักกันในนาม Flea Market ที่จะมีการจัดงานอยู่ทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ เช่นสนามกีฬาบ้าง ที่จอดรถบ้าง (ที่จริงก็อยู่ในแพลนว่าจะไปเดินดูของอยู่เหมือนกัน เพราะได้ยินมาว่าสภาพดี และราคาถูกมาก แต่ก็แพลนล่ม ล่มได้ไง เดี๋ยวไปดูเฉลยตอนท้ายๆ) และยังมี Merukari เป็น Market Application ที่สามารถเอาของที่ไม่ใช้แล้วมาขายได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการแชร์ทักษะ เช่น Cloud funding แชร์การเคลื่อนย้ายเช่น Car Share เป็นต้น เดี๋ยวคอยดูว่าในอนาคตญี่ปุ่นจะมี Share อะไรกันอีก >> โปรดติดตามตอนต่อไป
สำหรับคลังสินค้านั้น (เข้าเรื่องซักที) ที่นี่เขาจะเรียงตามตัวอักษรและประเภทสินค้า วางตัวเองเป็นเหมือนห้องเช่า ให้บริษัทต่างๆเช่าพื้นที่ไว้เก็บของ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าก็จะแพ็ค และทำการจัดส่งให้ ปริมาณการจัดเก็บจึงขึ้นอยู่กับลูกค้า ทำให้ตัวเองไม่ต้องแบกรับสินค้าที่ล้นคลัง หรือมีไม่พอจำหน่าย เพราะการตัดสินใจในส่วนนี้เป็นส่วนของลูกค้าทั้งหมด สำหรับพื้นที่ก็ไม่ต้องหยุมหยิม คิดราคาตามพื้นที่ที่จัดเก็บเลย เก็บเยอะก็มีค่าใช้จ่ายเยอะ เก็บน้อยก็ค่าใช้จ่ายน้อยลง ตรงไปตรงมา แต่จะเห็นว่าค่อนข้างใช้แรงงานคนเยอะเหมือนกัน ยังไม่ค่อยมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดเก็บมากมายเท่าไหร่ (พยายามแอบถามว่าถ้าคลังหรือพนักงานของเราทำสินค้าของลูกค้าพัง เราจะทำยังไง แต่ก็โดนตอบกลับมาแบบเชือดนิ่มๆว่า พื้นฐานคนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบและรักษาสินค้าของลูกค้าอย่างดี ของเสียแบบนี้จึงไม่มี ตอบซะไปต่อไม่เป็นเลย เขาพยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามแล้วทำให้บริษัทดูแย่ ส่วนพี่ล่ามของเรานั้นก็ทำหน้าที่แปลได้ดีเช่นกัน ฮึ่ม!! แต่ในใจก็แอบคิดนะว่ามันต้องมีเสียบ้างแหละน่า สุดท้ายก็คงต้องชดใช้กันไป แต่คงเป็นรายละเอียดเชิงลึก ที่ไม่สามารถบอกเราได้) ถ้าเทียบกับคลังสินค้าอีกแบบที่เคยไปดูมา ก็จะค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเท่าที่เคยดูเขาจะเก็บสินค้าตามน้ำหนัก ตามมูลค่าสินค้า เพราะสินค้าที่จัดเก็บเป็นต้นทุนของเขาทั้งหมด จึงต้องวางแผนการจัดเก็บสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆอย่างระมัดระวัง และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดเก็บค่อนข้างเยอะพอสมควร เอาเป็นว่าในส่วนของการจัดการคลังสินค้านั้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจ ธุรกิจที่ต่างกันก็ย่อมมีวิธีการจัดการคลังสินค้าที่ต่างกัน มีปัญหาที่ต่างกัน เหมือนชีวิตคนเราที่มีความแตกต่างกัน เรื่องราวในชีวิตต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาก็แตกต่างกันไป ก็เลยทำให้มีกระทบกระทั่งกันบ้าง มีชอบ มีเกลียด รัก โลภ โกรธ หลง ตามธรรมดาสามัญชนทั่วไป ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจน้อยใหญ่ ย่อมเป็นไปตามกลไกทางธรรมชาติทั้งสิ้น แต่สุดท้ายมันจะต้องมีวิธีที่ดีกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน
หลังจากทานข้าวกันเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าสู่ Tokyo Stock Exchange หรือตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ที่ใครๆก็สามารถติดต่อเข้าไปศึกษาดูงานกันได้ ในนี้จะมีการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของตลาดหุ้นโตเกียว รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมในบริเวณที่สามารถมองเห็นกระดานหุ้นได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็แค่นั้นเพราะเราไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ใครที่เล่นหุ้นหรือมีความชื่นชอบทางด้านนี้ก็คงฟินไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเพื่อนๆที่ไปด้วยกันหลายๆคนก็ให้ความสนใจมากเลยทีเดียว เอาเป็นว่าใครมีโอกาสได้แวะไป ก็ลองขอติดต่อเข้าไปเยี่ยมชมกันได้ คิดว่าคงจะได้อะไรกลับมาไม่มากก็น้อยทีเดียวเชียว
ข้างหน้าทางเข้ายังมีของที่ระทึก เอ้ย! ที่นะลึก เอ้ย! ที่ระลึก เอ้ย! ถูกแล้ว!! ให้เลือกซื้อกันอีกด้วย และยังคงความเป็นญี่ปุ่นเนืองๆอยู่ นั่นคือตู้หยอดเหรียญของที่ระลึกจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียวนั่นเอง ใครอยากได้ของที่ระลึกแต่ไม่อยากเข้าไปฟังบรรยาย ก็เข้าไปกดเล่นๆได้ (แต่เสียเงินนาจา) เอาเพลินๆอย่างเดียว
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้