เมื่อน้องสาวบอกจะมาหาหลาน แต่สุดท้ายหมกมุ่นอยู่กับการตามหาเดทกับผู้ชาย

กระทู้สนทนา
สวัสดีคะ นี่เป็นกระทู้แรกที่เขียนในชีวิต นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่มันอึดอัดและคิดว่าถ้าได้ระบายออกทางตัวหนังสือแล้วได้อ่านความคิดเห็นของคนอื่นบ้างอาจจะได้ความคิดเห็นและมุมมองที่ต่างกันออกไป เพื่อช่วยพัฒนาความคิดของตัวเอง ขอโทษล่วงหน้านะคะถ้ามีอะไรผิดพลาดในกระทู้นี้

เรื่องมันมีอยู่ว่า เราแต่งงานกับคนต่างชาติและอาศัยอยู่ต่างประเทศมาสิบปีแล้ว มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนอายุเกือบสามขวบ ลูกชายเป็นหลานคนแรกในครอบครัวของที่ไทย เรามีน้องสาวหนึ่งคนอายุห่างกันสามปี ตอนปีแรกที่ลูกชายเกิด น้องสาวก็ได้บินมาหาและมาช่วยเลี้ยงหลาน ซึ่งเรายกให้เค้าเป็นแม่ทูลหัว ตอนนั้นลูกชายเราอายุประมาณ 6-7 เดือนได้ น้องสาวมาอยู่ด้วยประมาณหนึ่งเดือน เรามีความสุข สนุกกันมาก หนึ่งเดือนนั้นเราไม่ทะเลาะกันเลย เพราะเราทั้งสองคนยกความใส่ใจไปให้ลูกชาย อีกอย่างการที่น้องสาวมา ก็ทำให้เราและสามีได้ออกไปกินข้าว ดูหนังในช่วงเดือนนั้นบ่อยกว่าปกติ น้องสาวก็ได้มีเวลาอยู่กับหลานเต็มๆ

ปีที่แล้วเป็นปีที่สองที่น้องสาวมา เราซื้อตั๋วของปีที่แล้วให้ ตามแพลนก็มาอีกหนึ่งเดือนเหมือนเดิม แต่คราวนี้นางเริ่มที่จะดาวโหลดแอฟหาคู่ออนไลน์ เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ณ ตอนนั้น ก็ล้อกันขำขำไป แต่พอเริ่มเข้าสองสามอาทิตย์สุดท้ายมันเริ่มเยอะตรงที่ นางจะให้ผู้ชายที่คุยกันในเน็ตมารับที่บ้านกลางคืนบางคืนสามทุ่ม บางคืนสี่ทุ่ม แล้วมาไม่ซ้ำหน้ากัน โดยรวมแล้วน่าจะอยู่ที่สี่ถึงห้าคน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่านางชอบเก็บแบบมีลับลมคมใน เราบอกนางว่าจะออกไปไหนกับใครไม่ว่าเพราะโตแล้ว แต่ให้เอารูป ชื่อ เบอร์โทรมาให้ในแต่ละครั้งที่จะออกไป ไม่ต้องมีรูปก็ได้แต่อย่างน้อยชื่อกับโทรศัพท์ก็ยังดี เราพูดบ่อยมาก บางครั้งจะส่งมาให้ตอนที่ผู้ชายมารับออกไปแล้ว หรือบางครั้งก็ไม่ได้ข้อมูลของผู้ชายเลย ถือว่านางยังโชคดีที่ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรกับนาง นิสัยส่วนตัวของน้องสาว นางเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง จะไม่ค่อยแคร์ใครสักเท่าไหร่ มีความเป็นลูกคนเล็กสูง เอาแต่ใจตัวเอง ค่อนข้างจะชอบเป็นจุดสนใจของคนอื่นใน ชอบแต่งตัว เสียงค่อนข้างจะโทนสูง เวลานางดุลูกชายเราเสียงนางจะดุมาก ณ ตอนนั้นลูกชายเราเพิ่งจะหนึ่งขวบครึ่ง ช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายพฤติกรรมของลูกชายเริ่มจะโชว์ในแง่ลบ ปกติลูกชายเป็นเด็กร่าเริง มีความสุข สนุกสนาน แต่กลายเป็นเด็กงอแง ดูไม่มีความสุขในช่วงสองอาทิตย์สุดท้าย แทบจะทุกคนในครอบครัวของแฟนเรายังสังเกตได้และยังบอกเราว่าลูกชายดูเปลี่ยนไป ส่วนตัวเรารู้ได้ว่าเหตุผลเป็นเพราะน้องสาว เวลาดุ หรือสั่งสอนเค้าจะเสียงแหลม เสียงดุ แต่ทางดิฉันกับแฟนเราใจเย็นกับการเลี้ยงลูกค่อนข้างจะทั้งคู่ เราใช้วิธีสังเกตพฤติกรรมแล้วสอนโดนเล่นกับเค้า ถ้าดุหรือต้องทำโทษก็จะกอดเค้าทันที ช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายบอกตรงๆ ว่าในใจนับวันรอส่งน้องสาวกลับไทยมาก เราเองก็เริ่มไม่มีความสุขและไม่โอเคกับพฤติกรรมของนาง สุดท้ายนางไปเจอกับผู้ชายฟิลิปปินส์แล้วตกลงจะคบกัน เราก็ได้เจอผู้ชายคนนี้ นางก็ขอว่าผู้ชายชวนไปนอนที่บ้านแต่จะไม่มีอะไรกัน นางก็กลับมาเล่าว่าแค่กอดจูบกันเฉยๆ ผู้ชายดูแลดี แทคแคร์ดี แต่สุดท้ายพอนางกลับไทยสักพักก็เลิกกัน เราก็ไม่เคยเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ใครที่ไทยฟังเลยมีแต่ครอบครัวของแฟนเราที่รู้ และหลังจากนางกลับไปใช้เวลาสองถึงสามอาทิตย์ลูกชายก็กลับมาเป็นปกติร่าเริงแจ่มใสมีความสุขเหมือนเดิม ส่วนเราเองก็รู้สึกโล่งที่นางกลับไป ผ่านไปปีนึงนางบอกว่าปีนี้จะมานางจะซื้อตั๋วเอง เราก็โอเค เพราะนางอยากมาหาหลาน แต่ในใจกลัวมากว่าจะมีผลกระทบอะไรกับลูกอีกไหม แต่ปีนี้ลูกชายเริ่มเข้าเรียนเตรียมอนุบาล อาทิตย์ละสามวัน และไปบ้านย่าอาทิตย์ละวัน เราเลยคิดว่าก็จะให้ลูกใช้ชีวิตตามตารางปกติไป แค่มีนางมาอยู่เพิ่มที่บ้านหนึ่งเดือน ปีนี้ลูกชายอายุสองขวบครึ่ง และนางได้บอกมาเป็นระยะๆ ว่านางได้คุยกับผู้ชายที่อยู่ที่นี่อยู่และคาดหวังว่าจะเจอกันและอาจจะคบกันจริงจังหลังจากที่นางมาถึง เราก็ฟังแล้วเออ ออไป ก็มีถามถึงบ้างว่าเป็นยังไง แต่ส่วนตัวก็รู้ว่านางไม่ค่อยอยากจะเล่า และยังคงชอบมีลับลมคมใน แต่ด้วยความที่นางอยู่ไทย ผู้ชายอยู่ต่างประเทศ เราก็อยู่ต่างประเทศก็เลยไม่มีความคิดเห็น หรือส่งผลกระทบอะไร แต่พอยิ่งใกล้ๆ วันเดินทางที่นางจะมา เราเริ่มกลัวว่าปีนี้จะร้ายแรงกว่าปีที่แล้วและในที่สุดสิ่งที่คิดก็เกิดขึ้น

ปีนี้นางมาถึงวันที่หนึ่ง นางก็เล่าว่าแม่ก็สนับสนุนถ้านางจะได้แฟนเป็นฝั่งเป็นฝาไป หรือแม้กระทั่งถ้าจะต้องไปนอนกับผู้ชายแม่ก็รับได้ อันนี้คือสิ่งที่นางเล่านะ ส่วนวันที่สองเราไปทำงานนางส่งข้อความมาถามว่าผู้ชายชวนไปนอนบ้านคืนวันที่สาม เราบอกวันที่สี่มีงานเลี้ยงหนึ่งในสมาชิกบ้านครอบครัวแฟนที่ต้องไปซึ่งนางค่อนข้างจะสนิทกับสมาชิกครอบครัวแฟนคนนี้ เราบอกไปว่าเราไม่อยากตอบคำถามว่านางไปไหน นางตอบกลับมาว่า ขนาดแม่ยังไม่ว่าไม่แคร์เลย แล้วทำไมนางต้องแคร์ นางแคร์เฉพาะคนในครอบครัวก็พอ เราเลยตอบไปว่า เราอยู่ที่นี่เค้าคือครอบครัวของเรา เราเลยแคร์ นางก็ตอบแค่ อืม สรุปนางก็ไปนอนบ้านผู้ชายคืนวันที่สาม เราก็ได้แค่เชคผ่านไลน์ว่าโอเคไหม ยังดีรอบนี้ส่งพิกัตที่อยู่มาให้ พอวันที่สี่นางส่งเมสเสจมาว่าผู้ชายจะมาส่งก่อนแล้วค่อยมารับอีก เพราะต้องไปงานเลี้ยงกับลูกค้า ลูกค้าเพิ่งโทรมาชวน สรุปนางก็กลับมา กับผู้ชายคนนี้ตั้งแต่วันที่สี่ที่เค้ามาส่งจนกระทั่งวันที่นางกลับเค้าก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ผู้ชายหน้าที่การงานเป็นหัวหน้างาน บ้านห่างจากบ้านดิฉันประมาณ 30 นาทีซึ่งถือว่าไกลพอสมควร และเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ได้ไปต่อ ประเด็นคือ เราก็รู้สึกไม่โอเคที่นางทำตัวแบบนี้ตั้งแต่สองสามวันแรกที่มาถึง แบบมาถึงยังไม่ถึงอาทิตย์นึงจะไปนอนบ้านผู้ชาย แล้วที่ว่าจะมาหาหลานมาอยู่กับหลานคิดถึงหลาน คือสำหรับเราคือหลานไม่ได้เป็น Priority หลักของนางเลย หลังจากนั้นนางก็อยู่บ้านเราไป ส่วนเรา แฟน ลูกชาย เราก็ใช้ชีวิตประจำวันปกติ ไปทำงาน ลูกไปเรียนเพราะเราไม่อยากเปลี่ยนกิจวัตรของลูก แล้วเค้าต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่หลังจากน้องสาวเรากลับไป น้องสาวเราเล่นและติดโทรศัพท์หนักมากแบบมากๆๆๆๆๆๆๆ หลังจากอาทิตย์ที่สองผ่านไปก็พบว่านางอาจจะต้องกลับไทยเร็วขึ้น เพราะสายการบินติดต่อมาว่าสนามบินจะปิดช่วงเวลาที่เครื่องนางลงที่ไทย แต่ถ้าจะออกจากที่นี่ตั๋วเดิม ต้องเปลี่ยนตั๋วจากเกาหลีซึ่งนางจะต้องไปติดอยู่เกาหลีเกือบสองวัน เรากับแฟนบอกว่าเราจะรับผิดชอบค่าโรงแรมให้เอง จะได้อยู่กับหลานนางขึ้น นางบอกว่าไม่เอาไม่ชอบความไม่สะดวกลำบาก หลังจากนางคอนเฟิร์มกับสายการบินไปว่าจะกลับเร็วขึ้น นางก็จะเหลือแค่อาทิตย์เดียวที่จะอยู่ที่นี่นี่คือไทม์ไลน์ของเรื่องที่เกิดขึ้นในอาทิตย์สุดท้าย
       - วันจันทร์เราไปทำงานตามปกติ นางก็นั่งรถโดยสายประจำทางไปช้อปปิ้ง เราก็บอกแพลนของอาทิตย์นี้ให้นางฟังว่า เย็นวันอังคารพาลูกไปเล่นสระน้ำกับเพื่อนที่สวนสนุกหลังดิฉันเลิกงาน วันพุธเราแพลนจะให้ลูกหยุดเรียนแล้วขับรถไปอีกโซนนึงพาลูกไปเล่นกับเพื่อนคนไทยที่มีลูกอายุใกล้เคียงกัน ไหนๆ น้องสาวจะกลับแล้วจะได้อยู่ด้วยกันเพิ่มหนึ่งวัน คืนวันจันทร์ก็เตรียมกระเป๋าสำหรับพาลูกไปเล่นน้ำกับเพื่อน
      - วันอังคารเราก็ไปทำงานตามปกติ หลังเลิกงานโทรหานางแล้วบอกว่าเลิกงานแล้วนะ เดี่ยวไปรับลูกที่ รร ก่อนแล้วจะรับนางและเอาของพาลูกไปเล่นน้ำเลย นางถามว่าแล้ววันพุธทำอะไร เราตอบว่าก็พาลูกไปเพลย์เดทบ้านเพื่อนซึ่งนางก็รู้จักเพื่อนคนไทยกลุ่มนี้ นางบอกว่า ไม่ต้องไปก็ได้ถ้าไม่จำเป็น เพราะนางยังซื้อของไม่เสร็จ เราเลยบอกอ้าว อะไรอ่ะ ถ้ายังงั้นวันนี้ก็ไม่ต้องไปที่เล่นน้ำด้วยกัน ก็ออกไปซื้อของสะเลย นางวางหูโทรศัพท์ใส่ดิฉัน แล้วตอนเราแวะเข้าไปเอาของนางก็ไม่อยู่แล้ว เราก็พาลูกไปทำกิจกรรมตามที่แพลนไว้
      - วันพุธ เราตัดสินใจให้ลูกไป รร ก่อนแพลนว่าจะไปรับตอนเที่ยง สักประมาณสิบโมงกว่าๆ เกือบสิบเอ็ดโมงนางบอกนางจะนั่งรถประจำทางไปห้างแถวๆ บ้าน คล้ายๆ โลตัสเมืองไทย พอสักเที่ยงๆ เราจะต้องออกไปทำธุระแถวห้างอีกโซนนึงที่ออกแนวเซ็นทรัล ก็เลยส่งไลน์ไปหานางว่าจะให้แวะรับไหม รอสักพักก็ไม่อ่านและไม่ตอบไลน์ เลยโทรไปนางก็ไม่รับ เราก็รออีกสักพักจนไม่มีวี่แววจะติดต่อกลับมาก็เลยขับรถไปทำธุระให้เสร็จ พอเสร็จหลังจากนั้นไปเกินหนึ่งชั่วโมง นางส่งไลน์มาว่า เดี่ยวโทรกลับ กินข้าวกับเพื่อนอยู่ตรงห้างที่ฉันไปทำธุระ เราทำธุระเสร็จก็กลับบ้าน สักพักนางส่งไลน์มาว่าเสร็จแล้วเดินเล่นในห้าง แต่เพราะเรากลับบ้านแล้ว นางเลยโทรให้แฟนเราไปรับ คือสรุปว่านางนัดให้ผู้ชายมารับที่ห้างแรก แล้วไปกินข้าวและส่งนางที่ห้างที่สอง โดยที่เราไม่รู้ข้อมูลนี้เลย คือนางไม่คิดเลยว่าจะอันตรายไหม บ้านเมืองตัวเองก็ไม่ใช่ สรุปแฟนเราก็ไปรับนางกลับมา แล้วแฟนมาบอกว่าน้องสาวยูไปกับผู้ชายขับรถเทสล่าด้วย เราบอกเหรอ ฉันคงไม่ถามหรอก เพราะเหนื่อยจะถามแล้ว ถ้าอยากเล่าก็จะฟัง แต่ถ้าให้ถามคงไม่
     -  วันพฤหัสเราพานางไปเดินเอ้าเลท แล้วตอนกลางคืนนางก็ให้ผู้ชายมารับออกไปประมาณสั่ทุ่ม นางบอกแค่ว่าไปสตาร์บัค แต่เราเผลอหลับไปเลยไม่รู้ว่านางกลับมาตอนไหน จำได้ว่าตอนแฟนเดินเข้ามาในห้องนอนตอนตีสอง เพราะแฟนออกไปกับเพื่อน เราสะดุ้งแล้วถามแฟนว่า น้องสาวชั้นกลับมาหรือยัง พอแฟนตอบว่ากลับมาแล้ว เราก็กลับลงไปนอนต่อ แล้วค่อยมาเล่าให้แฟนฟังตอนเช้าวันศุกร์
     -   วันศุกร์พวกเราทั้งหมดไปนอนบ้านพ่อแม่แฟน เพราะวันเสาร์แถวๆ นั้นเค้ามีกิจกรรมให้เด็กทำ นางก็เล่นแต่โทรศัพท์ เราเรียกให้นางไปเล่นไปเฝ้าหลานนางก็บอกว่าไม่รู้จะไปทำอะไร เพราะย่าเฝ้าและเล่นกับหลานตลอด สำหรับเราคือถึงจะมีย่ามีปู่หรือใครเล่นกับหลาน การที่ไปเล่นเสริมกับเค้าอีกคนก็ยังได้ใช้เวลากับหลานดีกว่ามานั่งเล่นโทรศัพท์ นางก็ไม่ค่อยพอใจ
     -   วันเสาร์เรากลับมาบ้าน นางก็ให้ผู้ชายมารับออกไปอีก
     -  วันอาทิตย์ไฟลท์นางบ่ายสอง เราก็ไปส่งสนามบินประมาณ 11 โมง ตอนขับไปส่งเราเองตั้งใจว่าจะเข้าไปนั่งรอ แต่แฟนเราถามว่าต้องรอไหม เราก็ถามนางๆ บอกไม่ต้องรอ ส่งอย่างเดียวก็ได้ ซึ่งนึ่เป็นการมาที่นี่เป็นครึ่งที่สี่ และนางพูดภาษาอังกฤษเก่งมากด้วย เราก็เลยว่าโอเค ไม่ได้ทักท้วงว่าจะต้องรอ เอาจิงๆ ที่สำคัญเราเคืองกับพฤติกรรมของนางมาก สรุปนางส่งไลน์ไปบอกแม่ว่าเราส่งนางที่สนามบินเร็วและส่งนางทิ้งไว้ที่สนามบิน แม่เราก็เชื่อนางทุกอย่าง ฟังความข้างเดียว ณ จุดนี้คือเราบล็อกนางทุกอย่าง เพราะเรารับไม่ได้กับความเห็นแก่ตัวของนาง เราเล่าให้พ่อฟังพ่อเราบอกแค่ว่า ไม่ต้องคิดมาก นิสัยน้องเธอไม่ใช่เรื่องใหม่ แล้วยิ่งมีแม่คอยหนุนหลังอีก ตอนนี้เรากับแฟนคุยกับว่าจะให้พี่สะใภ้ที่อยู่ที่นี่เป็นแม่ทูลหัวแทน คือในกรณีที่ถ้าอะไรที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับเราและแฟน คนที่จะได้รับลูกเราไปเลี้ยงดูถูกต้องตามกฏหมายคือพี่สะใภ้ ซึ่งเราให้ทนายทำเอกสารมาให้เซ็น ณ จุดนี้เราได้อยู๋กับปัจจุบัน อยู่กับลูกกับแฟน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนเราเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้เลยเหรอ สำหรับเราลูกมาก่อนสิ่งอื่นใด เราเลิกงานมาเหนื่อยแต่ก็ต้องพาลูกไปทำกิจกรรมที่สมวัยของเค้า แม่เราเองก็ไม่เคยติดต่อเรามาตั้งแต่น้องกลับไปว่า เราหรือหลานเป็นยังไง หรือแม้กระทั่งจะมาถามว่าเรื่องจริงเป็นยังไง เราไม่ได้เป็นคนชอบฟ้อง เราเสียความรู้สึกมากกว่า ณ ตอนนี้ที่ไทยก็มีแต่พ่อเราที่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมดเหมือนที่พิมมาในนี้ พ่อเราบอกแค่ว่า ถ้าอยากเล่าอยากคุยกับเล่ามา เรื่องนี้จะรุ้กันแค่สองคน จะไม่ไปเล่าต่อ เราไม่อยากให้พ่อคิดมากเราเลยเลือกที่จะเล่าเท่าที่เราคิดว่ามันโอเคที่จะเล่า แต่เรารู้สึกไม่โอเคกับน้องสาวเรามากจริงๆ เฮ้อ ขอบคุณที่อ่านมายาวมาก แค่อยากจะระบายจริงๆ ส่วนหนึ่งก็เสียใจที่แม่เราทำเหมือนเค้ามีลูกคนเดียว แต่ส่วนหนึ่งเราก็ทำใจและโฟกัสกับลูกชายของเรา ไม่กี่วันก่อนแม่แฟนส่งเมสเสจมาหาเรา แค่ถามว่าเป็นยังไงตามปกติ แล้วนางก็พูดว่า น้องสาวยูไม่ค่อยดูและสนใจหลานเลยนะ ห่วงแต่ว่าตัวเองจะดูดีไหม แต่งตัวสวยไหม เราอ่านข้อความแล้วชาและอึ้งมาก ปกติแม่แฟนเราไม่พูดอะไรแบบนี้เลย เฮ้อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่