ศรีธ้ญญา ไดอารี่ 2

กระทู้สนทนา
ในวันแรกนั้น หลังหลับไปหลายชั่วโมง ฉันถูกปลุกอีกทีตอน 3 โมงเย็น โดยเจ้าหน้าที่ เขาบอกให้ลุกไปอาบน้ำ ทุกคนต่างแย่งกันเข้าห้องอาบน้ำซึ่งมีอยู่ 4 ห้อง ส้วมอีก 3 ห้อง กลางห้องน้ำมีถังอยู่ 4 ใบ ใส่น้ำอยู่เต็ม ขันหลายใบ สบู่ประมาณ 10 ก้อนอยู่ในตะกร้าพลาสติก ซึ่งสบู่ใช้ทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดตีน Head to Toe จริงๆ ทุกคนแก้ผ้าสารรูปแต่ละคนดูไม่ได้ คุณจะไม่เห็นคนดูแลร่างกายหรอก ในโรงพยาบาลบ้า ฉันแก้ผ้าบ้างแต่ฉันถือเสื้อผ้าเข้าไปด้วย ไม่ได้ถามหาผ้าเช็ดตัวไม่อยากรบกวนใคร มีใครคนนึงเดินเข้าไปอาบน้ำเขาชวนให้เข้าไปอาบด้วยกันฉันปฏิเสธอย่างสุภาพ

เมื่อห้องอาบน้ำว่าง ฉันคว้าสบู่เดินเข้าไปอาบน้ำ ท่ามกลางเสียงน้ำ เสียงเอะอะโวยวายของคนเกือบ 60 คน เมื่อน้ำสัมผัสร่างกายรู้สึกแสบตามรอยแผล มีเด็กหนุ่มคนนึงอายุประมาณ 20 ต้นๆ คอยออกคำสั่งคนโน้น คนนี้ เขาผอมกร่อง แขน 2 ข้างคอก มีรอยแผลเต็มตัว มันชื่อนัท นัททำตัวนักเลงเดินกร่างตลอด มันอยู่มานานจนผู้ป่วยคนเก่าๆ ออกไปหมดยังเหลือมันอยู่คนเดียว เลยแสดงตัวเหมือนเป็นรุ่นใหญ่

เมื่อเดินออกจากห้องอาบน้ำเจอขี้กองใหญ่อยู่กลางห้องน้ำ ฉันเลยเดินเลี่ยงมา ฉันใส่เสื้อผ้าชุดเก่าเดินออกมาตัวเปียกๆ เจ้าหน้าที่บอกให้มาเอาผ้าเช็ดตัวกับชุดใหม่ไปเปลี่ยน ไม่มีโลชั่น ไม่มีโรลออน มีแค่แป้ง 2 กระป๋อง เขายื่นมาให้ฉัน ฉันเลยทาแป้งในที่ลับ และ ลำตัว ขณะกำลังใส่เสื้อหลายคนมายืนดูรอยสักฉัน อย่างอยากรู้อยากเห็น บางคนเอามือลูบ
ฉันยิ้มให้

เจ้าหน้าที่บอกให้ทุกคนไปรอที่โรงอาหาร โทรทัศน์ในโรงอาหารยังเปิดอยู่ มีผู้ป่วยที่พอรู้เรื่องบ้างช่วยกันลากเก้าอี้ยาวมาวางกลางห้อง ปิดโทรทัศน์ ช่วยเจ้าหน้าที่หยิบหม้อข้าว หม้อแกง ผลไม้ ถาด ช้อนออกมาวาง ฉันยังไม่รู้กฎระเบียบอะไร ยืนเก้ๆกังๆ อยู่ ทุกคนหยิบช้อนกับถาดเข้าแถวรอรับอาหาร ฉันยืนเฉยอยู่จนมีคนเรียกชื่อ ฉันหันไป เขาให้มารับข้าว ฉันงงๆ เขาบอกว่าต้องกินอาหารเฉพาะโรค เพราะกรดยูริคสูง นี่กูจะเป็นเก๊าท์ด้วยเหรอ ฉันรับถาดข้าวที่มีพลาสติกหุ้มมา เดินมานั่งตรงโต๊ะที่มันว่างอยู่ มี 2-3 คน มานั่งร่วมโต๊ะ ลุงคนนึงนั่งตรงข้ามตักเนื้อสัตว์มาใส่ถาดฉัน แล้วกินแต่ผัก ลุงแกเข้าโรงพยาบาลมาพร้อมๆฉัน พูดจาอวดตัวเองวิเศษต่างๆ นาๆ

ฉันยิ้มให้ เขาชื่อลุงปรีชา ฉันเขี่ยเนื้อสัตว์ไว้ขอบถาดโดยไม่ได้กิน พยายามกินข้าวไป 2 คำ กลืนไม่ลง เลยหยุดกิน เดินเอาข้าวไปเททิ้งในหม้อเศษอาหาร เก็บถาด กำลังจะเดินออกจากโรงอาหารกลับไปนอนต่อ เจ้าหน้าที่เรียกให้รอไม่ให้ไปไหน พอทุกคนกินข้าวเสร็จ เขาก็เรียกคนป่วยที่มียาหลังอาหาร มีชื่อฉันอยู่ด้วย ฉันเดินถือแก้วน้ำ รับยามากิน ทุกซองถูกปิดผนึกอย่างดี มีชื่ออยู่หน้าซอง

กลับเข้าโรงนอนเจ้าหน้าที่เรียกทุกคนไปแปรงฟันเขาถามชื่อฉันแล้วเขียนลงบนแปรงสีฟันและที่กระดานแขวน แปรงฟันเสร็จฉันเดินมานั่งอยู่บนเตียง อยากสูบบุหรี่ ทีวีในโรงนอนเปิด หลายคนย้ายไปที่ล็อค 2 เพื่อดูทีวีมีเสียงจอแจ ว่าอยากดูช่องโน้นช่องนี้ ฉันนั่งบนขอบเตียงเหลือบมองทีวี เป็นเกมส์โชว์ร้องเพลง มีพี่คนนึงชื่อพี่ไบ๋ ร้องเพลงคลอตามไปด้วย ปกติฉันไม่ใช่คนดูทีวีแต่นี่ดูเหมือนจะเป็นความสุขเดียวที่ทุกคนได้รับ

ล็อค 3 มีเสียงจอแจพูดคุย เสียงหัวเราะ เหมือนพวกนักเรียนหลังห้อง มีเสียงละหมาดดังลอดออกมาท่ามกลางเสียงพูดคุย คนที่เบื่อกับการดูเกมส์โชว์ลุกออกไป ฉันเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าทีวี ดูทีวีอย่างที่ไม่เคยทำ เด็กหนุ่มอายุ 30 ต้นๆที่นอนถอดเสื้อเกาแกรกๆอยู่บนเตียงใกล้ทีวี ด้านหลังที่ฉันนั่งชวนคุย

เขาชื่อโน๊ต บ้านอยู่ตรงข้ามโรงพักบางซื่อ เรียนจบช่างยนต์ เข้ามาเพราะเป็นเอเย่นต์ปล่อยยา แต่มีประวัติอาการทางประสาทเลยเลือกที่จะมาบำบัดอยู่ในนี้ดีกว่าไปติดคุก ฉันเริ่มรู้สึกดีขึ้น ไม่ใช่จากการพูดคุยหรอก แต่จากยาออกฤทธิ์ต่างหาก หมอเปลี่ยนยาใหม่ทั้งหมด อยู่ๆก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ควบคุมตัวเองได้ อาการอึดอัดหายไป เราคุยกันอย่างออกรสแล้วโน๊ตก็ชวนฉันไปนั่งเล่นที่ล็อค 3
เมื่อรายการในโทรทัศน์เปลี่ยนเป็นหนังอินเดีย

ฉันเดินตามไปอย่างว่าง่าย ทำตัวกลมกลืนเพราะยังไม่รู้ต้องอยู่อีกกี่วัน โน๊ตแนะนำให้ฉันรู้จักกับคนอื่นๆ ไอ้นัท บังกัซ มูซา ไอ้ใบ้ และมนัส สันติ พวกเขาซักถามถึงอาการและเหตุผลที่ฉันเข้ามาอยู่ในนี้ ฉันเปิดเผยทุกอย่างไม่ปิดบัง อาจเป็นเพราะเป็นผู้ป่วยทางจิตด้วยกัน คำพูดของพวกเรามันไม่มีความหมายนักหรอกกับคนภายนอก บางคนเข้าๆออกๆอยู่หลายครั้ง ทุกคนสงสัยเรื่องยา เรื่องประสบการณ์ของฉัน พวกเขาโตมาในยุคยาบ้า บางคนไม่รู้จักเฮโรอีนด้วยซ้ำไป

จากการพูดคุยผู้ป่วยในนี้มีอยู่ 3 ประเภท จิตเภท ยาเสพติด และใช้ยาเสพติดจนมีอาการจิตเภท

ทำให้ฉันรู้ว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่เป็นแบบนี้ ทุกคนแย่งกันเล่าเรื่องราวของตัวเอง

ไอ้นัท อายุ 23 บ้านอยู่วัดกู้ ปากเกร็ด ประสบอุบัติเหตุจนสมองกระทบกระเทือน พ่อแม่เลิกกัน ทำตัวเกเร ด้วยสภาพร่างกายกึ่งพิการเขาเข้ากลุ่มนักเลงแถวบ้าน ถูกรุมกระทืบ ถูกตีด้วยแป๊บเหล็กและกระทบกระเทือนทางศรีษะอยู่หลายครั้ง จนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ นัทเล่าให้ฟังว่าอยากเป็นทหาร มันชอบโชว์พาวด้วยการวิดพื้น แต่ก็ไม่เคยเกิน 20 ครั้ง บังกัซชอบยุให้มันทำ นั่งดูเหมือนมันทรมานตัวเอง

บังกัซ อุมัยลี อายุ 30 ปลายๆ มีลูกกำลังโตเป็นสาว พ่อที่แก่อายุเกือบ 90 ทุกครั้งที่พูดเรื่องพ่อเขาเกือบจะร้องไห้ทุกครั้ง

เรื่องที่ชอบเล่าประจำคือต้องแบกพ่อขึ้นหลังเดินจากสุเหร่าเป็นกิโลเพื่อพาพ่อไปหาหมอ เล่าทีไรก็ร้องไห้ทุกครั้ง และทุกครั้งที่เขาลืมตัวน้ำลายเขาจะไหลยืดเป็นทางไม่ว่ามีความสุขหรือความทุกข์

บังกัซก็เป็นอีกหนึ่งในสายเดินยา เขาเดินทางรับยาจากสามเหลี่ยมทองคำมาส่งต่อเอเยนต์ในกรุงเทพ เขาไปไกลถึงขนาดไปเดินยาถึงฮ่องกงอยู่หลายปี ฉันเชื่อเขาว่าไม่ได้โกหก ดูจากแววตา บังกัซเข้าออกโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง มันสนิทกับไอ้นัท มันชอบเล่นกันแรงๆ ไอ้นัทได้แผลเลือดออกเกือบทุกวัน จนพยาบาลระอาแล้วบ่นทุกครั้งที่ต้องทำแผล

มูซาอายุประมาณ 20 ปลายๆ พยายามออกตัวทุกเรื่อง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง เขาเป็นอิสลามกินหมู ชอบร้องเพลงไทยแปลกๆที่ฉันไม่รู้จัก ไอ้กัซชอบให้มูซาร้องเพลงให้ฟัง แล้วก็ร้องไปด้วยกัน ฉันมักจะนั่งดูและฟังพวกมันร้องเพลง ไม่เพราะหรอกแต่เหมือนมันเป็นสิ่งเดียว ที่ช่วยให้คลายเหงาได้บ้าง

มนัสอายุประมาณ 60 แต่เรียกทุกคนว่าพี่เหมือนตัวเขาเองอายุแค่ 20 และทุกคนก็แสดงออกกับเขาแบบนั้นด้วย มนัสวางตัวเป็นลูกกระจ๊อกในกลุ่มอย่างเต็มใจ คอยตักน้ำให้คนอื่นกินเมื่อถูกใช้ ทั้งที่ในปากเหลือฟันไม่กี่ซี่ มนัสเป็นจิตเภทเหมือนจิตใจหลงอยู่ในช่วงวัยรุ่น จนลืมความเป็นจริงของอายุตัวเอง

ไอ้ใบ้คงไม่ต้องบอกหูหนวกและเป็นใบ้ แล้วยังยิ้มเป็นโรคจิตอีก มันชอบเดินไปเดินมา แล้วทุบหน้าอกตัวเองแรงๆ แรงขนาดที่ได้ยินเสียงดังบึ้กๆ แล้วก็อ้อแอ้ไม่เป็นประโยค ฟังไม่เข้าใจ ไอ้โน๊ตบอกว่ามันอ่านปากได้ มันรู้เรื่องแต่ทำเป็นไม่รู้

และสันติแต่ฉันไม่แน่ใจเรื่องชื่อนัก การพูดเขาแปลกๆ และเหล่ามุสลิมก็เรียกชื่อเขาอีกแบบที่ฉันไม่เข้าใจ ไม่ชัด เขาจะถอดตาปลอมออกมาให้ฉันดู ฉันปฏิเสธทันที เขาจะมีขี้ตาตลอด บังกัซเห็นเมื่อไรก็จะเข้าไปเอาเสื้อเช็ดให้ สันติชอบพูดคนเดียวเป็นเรื่องเป็นราว หัวเราะคนเดียว

2ทุ่มตรงปิดโทรทัศน์ พยาบาลเรียกคนที่เป็นโรคผิวหนังและแผล มาทายาและทำแผล เขาเรียกฉันแต่ฉันปฏิเสธ พยาบาลขึ้นเสียง แล้วบอกเดี๋ยวแผลอักเสบ ฉันเลยให้เขาทำแผล ไอ้โน๊ตมีอาการแพ้อะไรสักอย่าง เป็นผื่นขึ้นตามตัว ไอ้นัทมีแผลสดที่เท้า ทำแผลเสร็จพยาบาลบอกให้ทุกคนหยิบแก้วกดน้ำมาคนละใบ แล้วเรียกชื่อรับยาก่อนนอน พอทุกคนกินยาเสร็จก็ไล่ให้ไปประจำเตียงนอน ไอ้กัซชวนไปนอนล็อค 3 กำลังจะเดินตามมันไปแต่พยาบาลเรียกไว้บอกว่าเพิ่งมาใหม่ให้นอนล็อค 1 จะรอดูอาการก่อนอีก3-4 วัน ทุกล็อคจะมีเตียงประมาณ 10 เตียง และมีฟูกกับหมอนที่เป็นเบาะยัดใส้ใยมะพร้าวไว้ปูนอนกับพื้นประมาณล็อคละเกือบ 10 เบาะ ผ้าห่มต้องขอเจ้าหน้าที่ก่อนนอน

2ทุ่มครึ่งสวดมนต์ แน่นอนคนนำสวดคือไอ้นัทผู้เสนอตัว เสร็จแล้วปิดไฟ เข้านอน ฉันหลับไปเพราะฤทธิ์ยา

ตี 5 ครึ่งถูกปลุกให้ตื่น เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เปลี่ยนเวรมาเขาอยู่เวรรอบละประมาณ 3 คน พยาบาลอีก 2 คน แก้ผ้า ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ คนที่ดูแลตัวเองไม่ได้เจ้าหน้าที่ก็ให้ไอ้นัทกับไอ้กัซช่วยอาบน้ำ

คนที่มีปัญหาคือ นที หนุ่มร่างยักษ์วัย 35 หนัก 130 โล นทีดูแลตัวเองไม่ได้โดยสิ้นเชิง ยกเว้นเรื่องกิน เขากินทุกอย่าง กับอีกคนคือคเชน ที่พูดไม่ได้ แต่อาบน้ำได้นอกนั้นอย่างอื่นทำอะไรไม่ได้สักอย่าง นั่งอยู่นิ่งๆพิงกำแพงไม่ไหวติง ต่างจากนทีคือเขาไม่กินอะไรสักอย่าง

6 โมงกินข้าวต้มที่เละเป็นโจ๊ก เสร็จแล้วเก็บโต๊ะเก้าอี้ กินยาช่วงเช้า ไอ้นัท ไอ้กัซ ช่วยเจ้าหน้าที่เก็บเตียง โดยหวังผล มีการประเมินคะแนนความประพฤตินะอย่างกับโรงเรียนประจำ บางทีมันก็ได้นมได้ขนมมาแบ่งกันกิน บางครั้งถ้าโชคดีช่วยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวหรืองานน่ารังเกียจอื่นๆ อาจจะได้บุหรี่ซักมวนจากเจ้าหน้าที่ ใช่เขาห้ามสูบ แต่ก็แอบกัน ในห้องน้ำบ้างหน้าห้องน้ำบ้าง ในเขตกักกันผู้ป่วยมีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด แต่ก็มีมุมบอดบางจุด

พอ 8 โมงตรงเข้าแถวยืนตรงเคารพธงชาติ มีนักศึกษพยาบาลประมาณ 10 คน ล้อมรอบแถวมี 3 คนเป็นผู้นำ ที่เหลือคอยช่วยเหลืออยู่รอบๆ แถว เปิดเพลงนำออกกำลังกาย ฉันทำตามอย่างเหยาะแหยะ มีเพียง 2 คนที่ยกเว้น นที กับ คเชน พอพยาบาลนำเสร็จสัก 15 นาที ก็จะให้ผู้ป่วยอาสามานำออกกำลังกายซึ่งผู้อาสาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ไอ้นัท

หลังออกกำลังก็นั่งสมาธิ 5 นาที และลุกขึ้นบริหารสมาธิตามเพลง ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกดุจดอกไม้บาน

แล้วนักศึกษาก็จะสอนการบริหารสมองหรือการดูแลสุขภาพ เสร็จแล้วก็ตามสบายพัก แต่นักศึกษาก็จะมีการจัดกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย พับกระดาษ วาดรูป อ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะมีวันละ 2 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 6-7 คน คนที่เหลือนั่งดูโทรทัศน์ตามแต่ที่เจ้าหน้าที่จะอยากดูเพราะรีโมทอยู่ที่เขา

จัดโต๊ะพักกินข้าวก่อนเที่ยงประมาณครึ่งชั่วโมง กินยาหลังอาหาร บ่ายก็มีการเข้ากิจกรรมกลุ่มอีกหรือไม่ก็มีการวิเคราะห์ผู้ป่วยของนักศึกษา

เสร็จแล้ว อาบน้ำ กินข้าวเย็น ดูทีวี และก็วนลูปอยู่อย่างนี้ หมอจะเข้าอาทิตย์ละครั้ง ไม่รู้วันไหน แล้วแต่หมอจะแจ้ง ฉันอยากคุยกับหมอเร็วๆ ฉันอยากกลับบ้าน อยากสูบบุหรี่อย่างสบายใจและกลับไปนอนบนเตียงตัวเอง ตอนนั้นฉันมั่นใจมากว่ะาถ้าได้คุยกับหมอ
ฉันคงจะได้กลับบ้านเร็ว เพราะฉันรู้สึกว่าฉันมีสติ
พูดจารู้เรื่องและไม่มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองอีกแล้ว  คืนที่สองนั้นฉันก็หลับอย่างไม่กังวลใจด้วยความมั่นใจว่าคงต้องทนอยู่ไม่เกินอาทิตย์ โดยไม่รู้กฎของการรักษา
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่