เมื่อครั้งที่ฉันยังเป็นเด็ก

กระทู้สนทนา
*** หนูอยากจะเล่าเรื่องราวของหนู ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง โดยหวังว่าจะเป็นกำลังให้หลายๆคนได้นะคะ 
ปล.ถ้าพิมพ์ผิด ตกหล่น อ่านแล้วงง และแท็กผิดห้อง ขออภัยด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ***

     หนูคือคนที่เกิดมากับคำว่าครอบครัวไม่สมบูรณ์ พ่อแม่หนูแยกทางกัน ในความทรงจำตั้งแต่ครั้งแรกที่จำความได้ ในชีวิตหนูมีแต่แม่.... และแม่ของหนูไม่ใช่คนปกติ แม่ของหนูเป็นผู้ป่วยจิตเวช(ป่วยมาประมาณ30ปีแล้วจนปัจจุบัน/จิตแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นขั้นเรื้อรังแล้ว)  ส่วนพ่อก็ทิ้งแม่ไปมีครอบครัวใหม่/ปัจจุบัญเสียแล้ว (ที่เรียกว่าทิ้ง เนื่องจากพ่อนำหนูแหละแม่ไปส่งที่ต่างจังหวัด และกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อแม่เห็นว่าห่างหายไปนานจึงโทรมาที่ทำงานของพ่อ และมีคนอื่นรับสายแล้วบอกว่า ไม่ต้องโทรมาแล้วนะ เขามีคนใหม่แล้ว และพ่อก็ไม่เคยส่งเสียอะไรเลย) รวมถึงหนูและแม่ไม่มีทรัพสมบัติอะไรเลย กระทั่งบ้านของตัวเองก็ยังไม่มี 

     ญาติพี่น้องของหนูที่มีอยู่นั่น ก็เหมือนไม่ได้มีใครต้องการทั้งหนูและแม่ ทุกคนทุกครั้งทุกการติดต่อ คือหนูกับแม่เท่านั้นที่เป็นฝ่ายพยายามติดต่อ ไปฝ่ายเดียว (หนูก็เข้าใจแหละว่าเขาต่างก็มีครอบครัวของเขาให้ดูแลเหมือนกัน) ดังนั้นเหมือนในการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา มีแค่หนูและแม่เท่านั้นช่วยกันดิ้นรน จนมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

      เริ่มจาก ตอนที่หนูยังเด็ก ประมาณ3ขวบ พ่อได้ทิ้งแม่ไป ให้แม่เลี้ยงหนูคนเดียว ในตอนแรกแม่ได้เช่าห้องพักอยู่กับหนูสองคนและแม่ทำอาชีพ ขายหนังสือพิมพ์ที่ตลาด และขี่มอไซต์ส่งไปด้วย จนกระทั่งหลังจากนั้น แม่ได้ไปทำงานกับบริษัทหนึ่ง ในตำแหน่งบัญชี เนื่องจากแม่จบ ปริญญาตรีบัญชี แม่ก็ได้ทำงานมาเรื่อยๆ จนกระทั่งหนู อายุ6ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.1 แม่ได้มีปัญหาและทะเลาะกับน้องสาวเจ้าของบริษัท (เนื่องจากการควบคุมอารมณ์ของแม่ไม่ดีพอเพราะเป็นผู้ป่วยจิตเวช)  ในช่วงนั้นหนุและแม่ไม่ได้เช่าห้องอยู่แล้ว เนื่องจากมีบ้านของญาติที่เขาซื้อไว้แล้วไม่มีคนอยู่ เขาจึงให้หนูกับแม่ไปอยู่และดูแลลุงพี่ชายของแม่ที่พิการด้านขวาอ่อนแรงใช้งานไม่ได้ ด้วย1คน  หลังจากออกจากงานแม่ได้ไปรับข้าวกล่องที่ตลาดไปขายตามสำนักงานราชการในจังหวัด เมื่อขายไปได้สักระยะ ทางสำนักงานเขามีกฎห้ามขายของ แม่จึงได้มาทำน้ำเก๊กฮวยขาย แม่ได้ ทำน้ำด้วยตัวเองและขี่มอไซต์ไปขายตามที่ต่างๆ แต่หนูเห็นว่าแม่ขายไม่ค่อยดีเลย หนูจึงมาช่วยแม่ขายน้ำเก๊กฮวยในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน โดยการขายตามร้านอาหาร สถานบันเทิงตอนกลางคืน กว่าจะขายหมด ก็เป็นเวลาประมาณมา เที่ยงคืน ไปจนถึงตี2 แล้วแต่วัน เพื่อหารายได้มากินใช้และช่วยเหลือเลี้ยงดูลุงพิการอีกหนึ่งคน หลังจากนั้นไม่ได้นานหนูกับแม่และลุง ต้องย้ายออกจากบ้านที่ญาติเขาให้อยู่ เนื่องจากบ้านหลังนั้นโดนธนาคารยึดและเตรียมขายทอดตลาด หนูกับแม่และลุงจึงต้องย้ายออกมาเช่าห้องอยู่ ตอนนั้นหนูกับแม่จึงต้องขายน้ำเยอะขึ้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตอนนั้นหนูยังค่อนข้างเด็ก หนูเริ่มขายตั้งแต่เรียนชั้นป.1 จนตอนนั้นก็ป.2 การนอนดึกขนาดนั้น ทำให้การเรียนเริ่มแย่ จากเป็นเด็กเรียนค่อนข้างดี ผลสอบอยู่ลำดับที่5 ผลการเรียนของหนูเริ่มตกต่ำ เรียนไม่รู้เรื่อง คุณครูจากที่เคยชมก็ตำหนิ ซึ่งหนูจำได้ดีถึงทุกวันนี้ว่า "เธอหน่ะท่าดีทีเหลว" ในตอนนั้นหนูก็ไม่เข้าใจว่าหนูทำอะไรผิด แต่หนูก็เก็บคำคำนั้นไว้ในใจและยังคงใช้ชีวิตต่อไปอย่างเดิม 

     จนกระทั่งวันหนึ่ง หนูกับแม่ก็ได้ไปไปขายของตามปกติ วันนั้นแม่ขี่รถมอไซต์และมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้า ทำให้รถมอไซต์ของหนูและแม่ล้มลง หนูพยายามเรียกแม่ ร้องเรียก ตะโกนเรียกเท่าไรแม่ของหนูก็ไม่ตื่น โชคดีมีพลเมืองดี เขาเห็นเหตุการณ์เขาจึงได้โทรเรียกรถพยาบาล เมื่อรถพยาบาลมาถึงเขาได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แม่ หลังจากนั้นแม่ก็ตื่นขึ้นมา พี่เขาบอกว่าแม่แค่หลับใน ไม่ได้เป็นอะไรมากและได้ถามแม่ว่าจะไปโรงพยาบาลหรือบ้าน แม่บอกว่ากลับบ้าน พี่เขาก็ได้พาหนูและแม่มาส่งที่บ้าน ในวันรุ่งขึ้นแม่ตื่นมาและบอกว่าปวดหลัง หนูจึงรีบไปโรงเรียน โดยปั่นจักรยานคู่ใจของหนูไป เพราะวันนั้นบังเอิญเป็นวันที่โรงเรียนมีงาน และจะมีหน่วยแพทย์ของทหารอากาศมาออกหน่วยด้วย หนูจึงรีบไปบอกพี่ทหารว่า เมื่อคืนแม่หนูรถล้ม และมีอาการปวดหลัง จึงได้ยากลับมา เมื่อได้ยาหนูก็รีบกลับบ้านและให้แม่กินยา หลังจากนั้นอาการปวดหลังของแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย แม่ไปหาหมอหลายครั้งหมอวินิจฉัยว่าไม่มีอะไรเป็นแค่การปวดเคล็ด แต่การปวดเคล็ดนั้นทำให้แม่ไม่สามารถยกหม้อน้ำเก๊กฮวยที่ต้มได้ แม่จึงคิดว่าจะต้องเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหางานบัญชีทำและเป็นงานที่นั่งเก้าอี้ทำ เพื่อให้หลังไม่เจ็บอีก เราสองคนแม่ลูกจึงได้ตัดสินเข้าย้ายเข้ามาหากินในกรุงเทพฯ โดยใช้เงินประมาณ6,000 ที่หนูเก็บจากผู้ใหญ่ใจดีที่ทิปตลอดการขายของ 

     เมื่อย้ายมาถึงกรุงเทพฯ แม่ได้เช่าห้องเช่าห้องหนึ่งย่านหัวลำโพง ในราคา900บาท ห้องน้ำรวม เป็นห้องเช่าที่คนพักอาศัยจำนวนมาก เป็นร้อยๆห้อง มีคนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมันอันตรายมากสำหรับเราสองคนแม่ลูก ที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ แต่แม่บอกว่าเราต้องอยู่กันไปก่อน รอให้แม่หางานได้ก่อนแล้วเราจะย้ายไปที่ที่มันดีกว่านี้ แม่ได้ให้หนูเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลแถวๆบรรทัดทอง ซึ่งปัจจุบันได้ยุบไปแล้ว ตอนนั้นหนูขึ้นชั้นป.3 หลังจากอยู่ไปได้สักพักแม่ก็ได้งาน หลังจากแม่ได้งานในทุกๆวันหนูจะต้องเดินไปและเดินกลับระหว่างโรงเรียนและบ้านเอง หลังเลิกเรียนที่แม่ยังไม่เลิกงานแม่ก็ไปฝากหนูไว้กับศูนย์เยาวชนใกล้ๆห้องเช่า ระหว่างรอเงินเดือนแม่ออก หลายๆมื้อเราสองคนแม่ลูกต้องหุ้งข้าวเปล่ากินกับน้ำปลา กินกับซอสมะเขือเทศ ซึ่งสำหรับหนูในตอนนั้นหนูรู้สึกว่ามันไม่อร่อยเลยไม่ชอบมากๆแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกิน

     ก่อนวันเงินเดือนออก แม่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง(ค่าห้องเป็นลักษณะเดือนชนเดือน เช่นเข้าอยู่วันที่20 ก็ต้องจ่ายค่าเช่าในทุกวันที่20) แม่จึงได้พาหนูย้ายมาขออาศัยวัดระแวกใกล้เคียง นั่นคือวัดดวงแข ระหว่างรอเงินเดือนออกโดยอาศัยอยู่ชั้นล่างของกุฎิพระ ซึ่งนั้นก็ดีมากแล้วสำหรับเราสองแม่ลูกในตอนนั้น  จนถึงวันที่เงินเดือนออกแม่พาหนูย้ายห้องเช่าที่ใหม่ เป็นที่เงียบสงบมากๆเพราะคนเช่าน้อย ต่างจากที่แรก ลักษณะห้องพักเป็นสี่เหลี่ยมที่กันด้วยไม้ทั้ง4ด้าน ห้องน้ำรวม แต่ห้องนี้พิเศษกว่าห้องเก่ามากเขามีเตียงสองชั้นโครงสร้างไม้มาให้เลย หนูนอนชั้นบน แม่นอนชั้นล่าง แล้วเราสองคนก็ดำเนินชีวิตประจำวันไป ผ่านไปประมาณ2สัปดาห์ แม่ลาออกจากงาน โดยแม่บอกว่าคนที่ทำงานกลั่นแกล้งแม่ (สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในขั้นที่จะต้องกินยาตลอดชีวิตนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนสังคมก็ต้องปรับยาใหม่เพื่อให้สามารถปรับตัวได้กับสังคมใหม่) หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่ก็ได้งานใหม่ ที่ร้านขายอะไหล่รถยนต์ ในเซียงกง แม่ทำงานที่นี่ได้ไม่กี่วัน มีอยู่คืนหนึ่งแม่ลุกขึ้นมาหยิกหนูจนเนื้อหลุด แม่บอกว่าหนูแกล้งแม่ด้วยการนอนเคาะเท้าเสียงดังทั้งคืน จนนอนไม่หลับ หนูพยายามอธิบายว่าหนูไม่ได้แกล้งหนูไม่รู้เรื่อง หนูหลับหนูนอนดิ้นและหนูเพิ่งตื่นตอนแม่มาหยิก แต่แม่ก็ไม่เชื่อ แม่ตีหนูแรงมาก และก็ปล่อยให้หนูเดินไปโรงเรียนเอง วันนั้นหนูเลิกเรียนกลับมากแม่ก็อยู่ที่ห้อง แม่บอกว่าแม่ไปทำงานแล้วก็โดนเขาไล่ออก เพราะแม่เบลอ สาเหตุที่แม่เบลอเพราะหนูแกล้งแม่ ไม่ให้แม่นอน หนูเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่โดนไล่ออก (ซึ่งอาการทั้งหมดเกิดจากแม่เริ่มขาดยา เนื่องจากเพิ่งจะย้ายเข้ามากรุงเทพฯและไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่องและบวกกับสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้อาการทางจิตเวชเริ่มกำเริบ) หลังจากนั้นแม่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มขาดยาจึงได้ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬา โดยขอค่ารักษาพยาบาลกับสังคมสงเคราะห์ (ถ้าพี่สังคมสงเคราะห์คนนั้นได้อ่านหนูขอบคุณมากนะคะ เพราะพี่ถึงต่อชีวิตแม่กับหนูได้มาถึงทุกวันนี้) หลังจากอาการแม่เริ่มดีขึ้น แม่จึงได้ติดต่อกับเจ้านายเก่าของแม่ ที่แม่เคยทำงานด้วยตั้งแต่สมัยที่อยู่กับพ่อและท้องหนู เจ้านายของแม่ท่านใจดีมากๆท่านให้แม่มาทำงานบัญชีเหมือนเดิม แต่เนื่องจากท่านคงเห้นว่าแม่หนูไม่ปกติ แม่หนูไม่สามารถทำงานบัญชีได้ดีเหมือนเมื่อก่อน และเนื่องจากท่านมีกิจการหลายอย่างรวมถึงกิจการห้องเช่าด้วย ท่านจึงช่วยแม่และหนู โดยให้ห้องพักหนึ่งห้องและให้มีหน้าที่เก็บค่าเช่าห้องดูและห้องพัก ซึ่งเป็นงานพาร์ทไทม์ ให้ค่าจ้าง 2,000 บาท และทำให้แม่มีเวลาว่างพอหางานประจำทำได้ 

     แต่เนื่องจากแม่ก็ยังไม่ไม่สามารถทำงานบัญชีได้ดี ไปทำงานที่ไหนจึงโดนไล่ออกบ้าง เข้ากับสังคมไม่ได้บ้าง เข้าๆ ออกๆ งานอยู่เสมอ ในระหว่างที่แม่เริ่มงานที่ใหม่เรื่อยๆ ช่วงไหนที่แม่ไม่มีงานทำหนูกับแม่ก็จะไปเดินเก็บของเก่าขายโดยรื้อตามขยะทั่วไปบางครั้งเจอลูกชิ้นเจอขนมเหลือๆก็เอามาแบ่งกันกิน บางครั้งก็ไปรับจ้างล้างจาน  จนในช่วงที่แม่มีงานทำและตรงกับหมอนัด แม่ก็ไม่อยากลางานเพื่อไปหาหมอ เนื่องจากเกรงว่าเพิ่งมาเริ่มงานแล้วลางานจะดูไม่เหมาะสม แม่จึงเริ่มขาดยาอีกครั้ง ส่งผลให้อาการของแม่เริ่มกำเริบ ในคืนหนึ่งแม่ปลุกหนูขึ้นมาและบอกว่าจะกลับต่างจังหวัดจะเอาหนูไปหาหมอ แม่บอกว่าหนูคุยกับต้นไม้(ในความจริงคือหนูแค่เหงาไม่มีเพื่อนเล่น เพราะแม่ไม่ให้หนูคบเพื่อนที่ไหนเลย)  เมื่อไปถึงคุณหมอวินิจฉัยว่าหนูเป็นโรคซึมเศร้า และต้องการให้หนูแยกอยู่กับแม่ เพราะเด็กที่อยู่กับผู้ป่วย จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคทางจิตเวชได้ง่ายหรือถ้าเป็นแล้วอาจะส่งผลให้มีอาการที่หนักขึ้น หมอจึงได้โทรให้ญาติมารับหนูไปอยู่ด้วย ในระหว่างนั้นแม่ก็แอดมิทเพื่อรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ระหว่างที่หนูแยกอยู่กับแม่นั้นหนูก็กินยาอย่างสม่ำเสมอ และกลับไปเรียนที่โรงเรียนเดิมก่อนที่จะย้ายไปเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนนั้น หนูแยกกับแม่เป็นเวลา 1เทอม เมื่ออาการแม่ดีขึ้นทางญาติก็ให้หนูกลับมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ

***เดี๋ยวมาต่อค่ะ***
 
   
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่