เรื่องสั้นวันพุธ (24 ก.ค. 62) : ความรู้สึกร่วม

กระทู้สนทนา
เรื่องสั้นวันพุธ : ความรู้สึกร่วม
โดย  ลิอ่อง

                   แสนตายแล้ว

                   เขาตายในคืนที่มีงานศพผู้เฒ่า บ้านตั้งอยู่ข้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของหมู่บ้านเรา บางคนเล่าว่าคืนนั้นเขาทะเลาะกับแม่ มีเสียงเอะอะ ตึงตัง ยามที่กลับเข้าบ้าน

                    วัยสี่สิบของแสนถูกหมักบ่มด้วยเหล้าโรงแทบไม่ขาดระยะภายในเจ็ดแปดปีที่ผ่านมา เมื่อบวกกับโรคหอบหืดที่เกาะกุมเขาเอาไว้แต่เกิด ยามที่อาการกำเริบถึงขีดสุดหลังจากอัดเหล้าลงไปอย่างไม่คิดถึงอะไรอื่น ลมหายใจของแสนจึงขาดลงในยามใกล้รุ่ง ขณะที่ร่างของเขาทอดขวางธรณีประตูบ้าน

                 เช่นเดียวกับคนในหมู่บ้าน สิ่งที่ทำให้ผมไม่นับเขาเป็นเพื่อนนอกจากความขี้เหล้า ไม่มีงานการทำนอกจากงมหอยและหาปลามาแลกเงินเป็นครั้งคราวแล้ว เขามักมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของคนอื่น ชนิดที่ถ้าไม่หายไปก็มักจะเคลื่อนย้ายที่ทางไปอยู่ในบ้านของเขาเอง ไม่ต่างจากแม่ของเขา--นางสวน

                  นางสวนคือหญิงวัยหกสิบเศษ ผมขาวโพลน ผิวหน้ายับย่น ซีดเผือด เห็นคราบน้ำหมากสีแดงเกาะตามมุมปากและริมฝีปากด้านในทั้งบนและล่าง สิ่งที่ทุกคนรู้ก็คือ นิสัยฉกฉวยข้าวของของคนอื่น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ถูกหรือแพง และเมื่อนางกลายเป็นทาสเหล้าโรงตามลูกชายไปอีกคน จึงไม่มีใครอยากเข้าใกล้

                   บ้านของนางสวนจึงมีเพียงแสนที่เข้านอกออกในและร่วมวงข้าวกับแม่ ขณะที่ลูกคนอื่นแยกครัวออกไปและแทบไม่มาสุงสิงด้วย และเมื่อถึงคราวที่ต่างคนต่างเมา ทั้งคู่ก็มักทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งด้วยน้ำเสียงและกิริยาอาการ โดยที่แสนก็จะแสดงความไม่พอใจด้วยการขว้างปาข้าวของภายในบ้าน

                    เท่าที่รู้ แสนยังไม่เคยขโมยของๆ ผม แต่ผมก็ไม่เคยนับเขาเป็นเพื่อน ทั้งด้วยนิสัยและรูปกายที่สกปรกมอมแมมเพราะไม่ค่อยอาบน้ำ แสนจึงไม่ใช่ลูกค้าร้านตัดผมของผมแม้เขาจะมาขอร้องก็ตาม ทว่า ในฐานะที่แสนเป็นคนขายหอยขมกับปลาบางชนิดที่เขาหามาได้จากลำนำหลังหมู่บ้าน ผมก็เป็นลูกค้าของเขาบ้าง 

                    แสนคงคิดว่าการที่ผมยอมซื้อของจากเขา นั่นย่อมแปลว่าผมเป็นเพื่อนเขาด้วย ความที่บ้านใกล้กัน เขาจึงชอบเดินมาหาผมที่ร้าน หรือไม่ก็เดินเข้ามาในสวนของผม และถ้าเขาเห็นผม เขามักจะยิ้มและพูดงึมงำบางอย่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินก่อนที่จะกลับออกไป

                    บางทีเขาก็เดินโซซัดโซเซ กอดขวด ถือวิสาสะมานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ข้างร้านผมตอนเย็นย่ำค่ำคืน หยอกเย้ากับหมาที่ผมเลี้ยงไว้สองตัวอย่างชอบพอกันดี และเมื่อเห็นว่าผมไม่พูดจาด้วย เขาก็จะค่อยๆ เคลื่อนย้ายร่างเดินกลับไป

                    เดือนก่อน แสนอุ้มไก่กระทงตัวหนึ่งมาขายให้ผมสามสิบบาท ผมเห็นว่าจะได้ช่วยชีวิตมันไว้ในสวนที่พอจะมีบริเวณให้มันเดินคุ้ยเขี่ยได้ จึงไม่ปฏิเสธ

                    ชะรอยเขาคิดว่าผมเป็นที่พึ่งของเขา สัปดาห์ก่อนแสนจึงมายกมือไหว้ขอยืมเงินจากผมสี่สิบบาท เป็นการยืมครั้งที่เท่าไรผมก็จำไม่ได้ แต่สำหรับผม นี่คือครั้งที่สองที่ผมยอมให้เขา แม้พอจะเดาออกว่าเขาต้องเอาไปซื้อเหล้า และไม่มั่นใจในวาจาของเขานัก ที่ว่าจะหาปลามาขายใช้หนี้คืน แต่ด้วยความรำคาญที่เขาพยายามเซ้าซี้ ผมจึงส่งเงินให้เขา พร้อมกับสรุปเอาเองว่า ถ้าเขายังไม่คืน เขาต้องไม่กล้ามายืมผมอีก

                    แล้วผมก็เข้าใจถูกต้อง แสนไม่ได้เข้าไปในสวนหรือแวะไปนั่งข้างร้านผมเพื่อหยอกกับหมาของผมอีก จนผมรู้ข่าวว่าเขาตายจากลูกค้าที่เข้ามาตัดผมคนแรกตอนสายๆ ของวันเสาร์

                    หลายคนพูดในทำนองสมน้ำหน้าที่แสนตาย บ้างก็ว่าหมดเวรหมดกรรม และติดจะมีความโล่งใจ พอใจอยู่ในที ตามจริตและความคิดนึกของแต่ละคน

                    ผมไปงานเผาศพของแสนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่ตายลง ภาพถ่ายข้างโลงศพครั้งที่เขาเคยเป็นยามของบริษัทในกรุงเทพฯผิดกันกับแสนเมื่อสัปดาห์ก่อนราวกับคนละคน

                    ขณะวางดอกไม้จันทน์ ผมตะขิดตะขวงใจพิกลเมื่อนึกไปถึงความรู้สึกซึ่งเกือบจะเป็นเรื่องน่ายินดีของใครต่อใครที่รู้ข่าวการตายของแสน เพราะเหตุที่ว่าในบรรดาคนเหล่านั้น มีผมรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง

                       
                                                                                           .............................

(ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ)
หมายเหตุ : รอบนี้ผู้เขียนวางงานด้วยการพิมพ์จากหน้าจอมือถือค่ะ เหตุผลคือ คอมพิวเตอร์เสีย (main board ไหม้ ส่งกลิ่น) ได้ความรู้สึกใหม่คือ ยากลำบากในการพิมพ์ทีละตัว จึงล่าช้า ใช้เวลาค่อนข้างมาก แล้วก็ตั้งย่อหน้าได้ไม่ตรงกันด้วยสำหรับการวางงานครั้งแรก ต้องขออภัยนะคะ

                  
                                     
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่