ก็แค่ประโยคบอกเล่าล่ะนะ ไบโพล่าร์ ซึมเศร้า คนที่รักเพศเดียวกัน Loser เมื่อมารีมิกซ์รวมกัน

เราเป็นมันมาตั้งแต่ปลายปี 1996 แล้วล่ะ ไอ้ซึมเศร้านี่ เหตุเพราะถูก Bully จากโรงเรียน เพราะการที่ในห้องไม่ยอมรับความไม่ไปสักทางของเรา จะตุ๊ดก็ไม่ตุ๊ด จะชายก็ไม่ชาย (ไม่รู้จักคำว่า "เกย์") เราน่ะ ชอบเพศเดียวกัน แต่ไม่ชอบทำท่ากรี๊ดวี้ดว้ายกระตู้วู้ แสดงออกแบบหญิง แต่ชอบที่ตนเองยังมีความเป็นบุรุษเพศในตัวเองอยู่ ก็อย่างว่าละนะ เจนY มันก็ต้องมาด้วยความยากลำบากหน่อย หลายคนผ่านมันไปได้ก็ดีไป แต่เรากลับผ่านมันไปไม่ได้ เพราะทางบ้านก็ไม่ยอมรับเช่นกัน จนเราออกอาการที่โรงเรียน กรีดร้อง โวยวาย ตอนนั้นล่ะ เราถึงได้เข้ารับการรักษาที่จิตเวชทั้ง ๆ ชุดนักเรียนแบบนั้นเลย ยิ่งตอนนั้น 30 บาท ไม่มี ค่ารักษาก็แพงเช่นกัน สุดท้าย เราทนแรงกดดันช่วงเวลานั้นไม่ได้ เราไม่ไปสอบ เรียนไม่จบ (คิดได้ตอนนี้ก็สายแล้ว แคร์ยิ้มทำไม เพื่อนเรียนเจอกันไม่กี่ปี มันก็หายหัวไปหมดแล้ว แต่การทำงานเป็นผู้ใหญ่ วิชาความรู้ มันจะอยู่กับเรายันแก่) และสมัครงานไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจาก อยู่บ้าน คอยกรีดร้องโวยวาย อาละวาด ว่าคนนั้นคนนี้ โดยที่ไม่ดูสารรูปตัวเองเลย ว่าใครทำใครกันแน่ จนมี 30 บาทเข้ามา เราก็รับการรักษาตามมีตามเกิด ไปมั่ง ไม่ไปมั่ง เพราะจิตแพทย์ที่ทำการรักษาเรากับนักจิตวิทยา ยังไม่รักษาดีเท่าที่ควร แจกยาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไม่เปลี่ยนเลยตลอด 3 ปี ไม่เปลี่ยนปริมาณการกินด้วย คือ กินคือกิน ตามนั้น ไม่ถามไม่หืออะไรเลย มาถึงพูดนิดหน่อย แจกยา และให้ออกจากห้อง จนเรามีเรื่องลบ ๆ กับการรักษา เลยไม่รักษามันซะ อาการเลยดี ๆ ร้าย ๆ ช่วงนี้คนเริ่มหนีหายจากเราไปทุกที เพราะเราเหมือนคนบ้าเข้าไปมากขึ้น 
     เรารักเขาคนนึงข้างเดียว ใฝ่ฝันอยากได้เขามาครอบครองหัวใจ แต่เขาเป็นเด็กป๋าแล้ว และเขาก็ปฏิเสธ เขาไม่ได้ว่าเราไม่ดีหรอกนะ เขาบอกว่า แกน่ะ รักษาตัวของแกเองก่อน แล้วแกถึงจะพร้อมสำหรับคนอื่นได้ แล้วเขาก็จากเราไป เราเคว้งมาก เหตุเพราะเราไม่เคยมีสังคมเพื่อนพวกแบบนี้มาก่อน เราเลยเล่นแอพ เพื่อหาเพื่อน (แม้สุดท้ายจะจบด้วยการนอนบ้างก็เถอะ) คนอื่นก็ทนเป็นเพื่อนเราไม่นาน เขาก็บอกแค่ว่า เขาอยากเห็นเรามีความสุข เขาเลยต้องออกไปจากชีวิตเราไป แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเราได้สร้างสิ่งที่ปกป้องตนเอง คือการไม่สมาคมใครใด ๆ ไม่ทักทาย ไม่ยิ้ม ไม่พูดอะไรกับใครในสังคมใด ๆ เลย เพื่อป้องกันว่าอีกฝ่ายจะรังเกลียดเราทีหลัง ก็สู้อย่ารู้จักกันเลยดีกว่า เริ่มทำจากโรงยิมก่อน และยาวมาถึงเพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนที่ทำงาน แต่เราทำ เรากับเคว้งนะ นี่ตัวเราไม่ต้องการให้ตัวเองมีความสุขเหมือนคนอื่นบ้างหรือไงนะ ชอบนักหรอที่ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ เราเลยยอมรับการรักษาอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว แต่ครั้งนี้เปลี่ยนไป สิทธิ์ ปกส ต่างจากสิทธิ์ บัตรทองมาก เพราะแพทย์นัดถี่ได้ ไม่ใช่จ่ายยาได้เดือนละครั้ง และแพทย์ใส่ใจการรักษากับเรามาก เรารู้สึกว่า เรามาพบแพทย์เมื่อสายไป เวลาสิบกว่าปีที่เราสูญเปล่าไปกับเรื่องงี่เง่าในเคมีสมองตัวเอง มันเลยสิ้นค่าไปในทันที ทำไมถึงพึ่งมาคิดได้ มาตกผลึกเองได้ตอนที่อายุใกล้จะ 40 แล้ว ในช่วงที่เริ่มสร้างอะไรให้ตัวเองเพิ่มไม่ได้แล้ว ไม่ทันแล้ว ตอนนี้เราจะเป็นอะไรยังไงก็ช่าง เราไม่แคร์สายตาและความคิดคนอื่นแล้ว (น่าจะคิดแบบนี้ได้ตั้งแต่ 20 ปีก่อนแล้วนะ) แม้จะเริ่มช้าไปจนเกือบสาย แต่เราก็ต้องการให้พ้นจากอาการซึมเศร้า ไบโพล่าร์ นี้ไปได้เสียที เราทนเรายอมเป็นทาสมันทำไม เราไล่มันออกจากชีวิตไม่ไดหรอก แต่อย่าให้มันควบคุมชีวิตเราก็พอ อยู่กับมันอย่างเข้าใจมันและเข้าใจตนเอง 
ทุกวันนี้ชีวิตเรายังทุกข์อยู่เพราะเรายังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ควรทำแต่มันอดเทียบไม่ได้ ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นจริง ๆ เราปล่อยให้ชีวิตมันไปตามชีวิตของมันแล้วกันทั้งที่ใจเราอยากปลิดชีวิตตนเองทิ้ง  ทุกวันนี้เราดิ่งแบบไม่มีเหตุผลจริงๆแต่ทำยังไงนั่งดิ่งกับหน้าคอมก็คงไม่ใช่เราคงต้องออกไปออกกำลังกายเหมือนเคยแล้วล่ะ แม้มันจะช่วยอะไรเรามากไม่ได้แต่ก็ดีกว่าที่เราจะมาจมกับตัวเองแบบนี้
*ฉันรู้สึกดีที่ฉันได้ระบาย
**พรุ่งนี้ ECT อีกแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่