สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอายุ 22 ปีละ นี้เป็นกระทู้แรกที่ผมเริ่มเขียนก่อนที่ผมจะไปใช้ชีวิตในเมืองนอก ออกไปเจอในสิ่งที่ตัวผมเมื่อ 8 ปีที่แล้ววางแผนไว้ ปล.หากพิมพ์ผิดต้องขออภัยด้วยครับ
ปัจจัยสำคัญคือสิ่งแวดล้อมรอบข้างนี้แหละครับที่ทำให้เด็กในวัย 14ปี ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากเด็กหลังห้องเล่นไปวันๆ ไรจุดหมายเหมือนเรือที่เคว่งคว่างกลางทะเล เมื่อผมเกิดออกไปนั่งมองท้องฟ้าแล้วตั้งคำถามว่าเราจะใช้ชีวิตนี้เพื่ออะไร สำหรับผมในตอนนั้นการไปเมืองนอกเป็นอะไรที่ผมคิดว่าเกือบจะเป็นไปได้ยากมากเนื่องด้วยฐานะปานกลาง แต่ผมลองมองรอบๆข้าง ไม่ว่าจะเป็นกองขยะข้างถนน เพื่อนที่ชอบเอาขยะยัดในเก้าอี้ เศษกลิ่นเหม็นจากโรงงานยางพารา ความอยุติธรมมในกฎหมาย และอีกหลายๆอย่างที่หลายคนอาจเฉยชาและชินจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ผมเจ็บปวดเหลือเกินกับการเห็นสิ่งแบบนี้
มันคือความมักง่ายและเห็นแก่ตัวของคนหมู่มาก คุณใช้ชีวิตไปวันๆแบบไม่คิดถึงคนข้างหลัง เรารับถุงพลาสจิกแล้วก็ทิ้งมันง่ายๆ เราเพิกเฉยในอะไรหลายๆเรื่องและนาน จนแม่น้ำเน่าและดำ ป่าไม้หายไปเยอะ ทั้งหมดนี้มันเป็นขับให้ผมพยายาม และพาตัวเองจนอีกไม่ถึง 10 วันผมก็จะบินจากที่นี้ไปแล้วซักพักนึง
ผมภูมิใจเสมอที่เป็นคนไทย ภูมิใจที่จะพาเพื่อนต่างชาติไปรู้จักกับเอกลัษณ์ไทย เช่น อาหาร ประเภณี วิถีชีวิต แต่ผมไม่คิดจะอยู่ที่นี้เพราะไม้ขีดก้านเดียวลมพายุพัดมาก็ดับ อย่างที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่ากี่คนแล้วที่พยายามจะสู้แต่ก็แพ้ไป ผมร็สึกว่าผมค่อนข้างต่างจากคนหมู่มาก เหมือนเมล็ดที่งอกได้ในดินร่วน แต่ตอนนี้แผ่นดินที่นี้มันแห้งจนแตกระแหงเพราะมีพวกเห็นแก่ตัวมันสูบเลือด สูบน้ำ ผลประโยชน์ต่างๆมาช้านาน จนเผมตัดสินใจว่าเมล็ดพรรณนี้คงงอกได้ไม่ดีเท่าหาดินแดนใหม่ที่จะทำให้ผมสามารถเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อีกนับล้านล้านคน กลอนด้านล่างนี้ผมแต่งมานานแล้วแหละ วันนี้ก็เหมาะสมแก่การเอามาพรรณนา
เปรียนเราท่านเป็นดั่งเมล็ดพันธ์ มิอาจผันแปรเปลี่ยนเป็นไม้ใหญ่
หากผสุมิเหมาะให้รากชอนไช จงออกไปสู่แดนดินถิ่นคู่ควร
เพื่อสรรสร้างเสกสรรฝันทั้งหลาย เพื่อให้กลายเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
เพื่อสังคมที่ดีกว่าก่อนเก่า เพื่อตัวเราและประโยชน์คนรอบกาย
***เคล็ดลับการไปอยู่เมืองนอก***
สำหรับน้องๆหรือใครก็ตามที่คิดเหมือนผม แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะส่งตัวเองไปได้ ผมจะขอสุปตามนี้เลยครับ
1.การศึกษาที่ดี - การเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพทั้งสังคมและวิชาการถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่และเด็กควรคว้ามาให้ได้
2.ทำในสิ่งที่ชอบ - จงหาตัวเองให้เจอว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต อยากทำอะไร เชื่อมั่นในตัวเองให้มากๆแล้วทำให้สุดชีวิต ฟังคำแนะนำปลายเปิดจากพ่อแม่ ที่สำคัญไม่ว่าพ่อแม่อยากให้เป็นอะไร จงปิดหูและเชื่อตนเองซะเพราะนี้คือชีวิตเรา
3.หาโอกาส - สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกได้ว่าลมใต้ปีกเลย จะไปได้ไกลขนาดไหนขึ้นกับโอกาส เราต้องออกตามหามันอยู่เสมอ ทำตัวให้พร้อมกับทุกโอกาสที่จะเข้ามา
4.ฝึกภาษา - มันคือเครื่องมือที่ใช้สื่อสาร ไม่ต่างอะไรจากภาษาไทยหรอกเรายังพูดได้เลย ใส่ใจฝึกให้ถูกวิธี ไม่ว่าจะไปประเทศที่ใช้ภาษาอะไร หรืออยากพูดได้หลายภาษาเราฝึกกันได้ แต่ต้องเน้นความสม่ำเสมอ
5.วางแผน - คุณลองนึกภาพดูซิครับหากเรายืนอยู่แล้วมีสปอตไลท์ส่องเข้าหาเราทุกทิศทาง คุณจะเดินต่อไปได้มั้ยว่าทางไหนคือทางที่ใช่ ผมเลือกที่จะศึกษาข้อมูล อ่านเรื่องเล่าคนอื่น เพื่อวางแผนในทุกเรื่อง เหมือนกับว่าคุณดับแสงไฟต่างลงเหลือเพียงแค่แสงที่ส่องไปยังประตูบานที่เราอยากเข้าไป เราก็จะได้ไม่หลงทาง หรือเสียเวลาไปทำอย่างอื่น
ผมมีเรื่องเล่าและประสบการณ์เยอะมากในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนผ่านชีวิต ไว้ผมจะมาเล่าในคราวถัดไปเป็นข้อในเคล็ดลับต่างๆ ก่อนจากลาขอทิ้งข้อคิดไว้ด้านล่างหน่อยครับ
เป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อขอให้ลุกขึ้นสู้ คนที่สู้ขอให้ประสบความสำเร็จ คนที่สำเร็จขอให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
* จำไว้อยากดูถูกตนเองและผู้อื่น เรามีความถนัดต่างกัน ทุกคนมีความเก่งเฉพาะของตนเอง และเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันและกัน
* จำไว้ว่าอย่าดูถูกอาชีพ อาชีพทุกอาชีพขับเคลื่อนสังคมซึ่งกันและกัน
* จำไว้ว่าอย่าดูถูกธรรมชาติ ความมักง่ายของมนุษย์จะทำให้เราและลูกหลานอยู่ยากขึ้น
วิธีการพาตัวเองไปใช้ชีวิตเมืองนอกจากเด็กหลังห้อง
ปัจจัยสำคัญคือสิ่งแวดล้อมรอบข้างนี้แหละครับที่ทำให้เด็กในวัย 14ปี ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากเด็กหลังห้องเล่นไปวันๆ ไรจุดหมายเหมือนเรือที่เคว่งคว่างกลางทะเล เมื่อผมเกิดออกไปนั่งมองท้องฟ้าแล้วตั้งคำถามว่าเราจะใช้ชีวิตนี้เพื่ออะไร สำหรับผมในตอนนั้นการไปเมืองนอกเป็นอะไรที่ผมคิดว่าเกือบจะเป็นไปได้ยากมากเนื่องด้วยฐานะปานกลาง แต่ผมลองมองรอบๆข้าง ไม่ว่าจะเป็นกองขยะข้างถนน เพื่อนที่ชอบเอาขยะยัดในเก้าอี้ เศษกลิ่นเหม็นจากโรงงานยางพารา ความอยุติธรมมในกฎหมาย และอีกหลายๆอย่างที่หลายคนอาจเฉยชาและชินจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ผมเจ็บปวดเหลือเกินกับการเห็นสิ่งแบบนี้
มันคือความมักง่ายและเห็นแก่ตัวของคนหมู่มาก คุณใช้ชีวิตไปวันๆแบบไม่คิดถึงคนข้างหลัง เรารับถุงพลาสจิกแล้วก็ทิ้งมันง่ายๆ เราเพิกเฉยในอะไรหลายๆเรื่องและนาน จนแม่น้ำเน่าและดำ ป่าไม้หายไปเยอะ ทั้งหมดนี้มันเป็นขับให้ผมพยายาม และพาตัวเองจนอีกไม่ถึง 10 วันผมก็จะบินจากที่นี้ไปแล้วซักพักนึง
ผมภูมิใจเสมอที่เป็นคนไทย ภูมิใจที่จะพาเพื่อนต่างชาติไปรู้จักกับเอกลัษณ์ไทย เช่น อาหาร ประเภณี วิถีชีวิต แต่ผมไม่คิดจะอยู่ที่นี้เพราะไม้ขีดก้านเดียวลมพายุพัดมาก็ดับ อย่างที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่ากี่คนแล้วที่พยายามจะสู้แต่ก็แพ้ไป ผมร็สึกว่าผมค่อนข้างต่างจากคนหมู่มาก เหมือนเมล็ดที่งอกได้ในดินร่วน แต่ตอนนี้แผ่นดินที่นี้มันแห้งจนแตกระแหงเพราะมีพวกเห็นแก่ตัวมันสูบเลือด สูบน้ำ ผลประโยชน์ต่างๆมาช้านาน จนเผมตัดสินใจว่าเมล็ดพรรณนี้คงงอกได้ไม่ดีเท่าหาดินแดนใหม่ที่จะทำให้ผมสามารถเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อีกนับล้านล้านคน กลอนด้านล่างนี้ผมแต่งมานานแล้วแหละ วันนี้ก็เหมาะสมแก่การเอามาพรรณนา
เปรียนเราท่านเป็นดั่งเมล็ดพันธ์ มิอาจผันแปรเปลี่ยนเป็นไม้ใหญ่
หากผสุมิเหมาะให้รากชอนไช จงออกไปสู่แดนดินถิ่นคู่ควร
เพื่อสรรสร้างเสกสรรฝันทั้งหลาย เพื่อให้กลายเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
เพื่อสังคมที่ดีกว่าก่อนเก่า เพื่อตัวเราและประโยชน์คนรอบกาย
***เคล็ดลับการไปอยู่เมืองนอก***
สำหรับน้องๆหรือใครก็ตามที่คิดเหมือนผม แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะส่งตัวเองไปได้ ผมจะขอสุปตามนี้เลยครับ
1.การศึกษาที่ดี - การเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพทั้งสังคมและวิชาการถือเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่และเด็กควรคว้ามาให้ได้
2.ทำในสิ่งที่ชอบ - จงหาตัวเองให้เจอว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต อยากทำอะไร เชื่อมั่นในตัวเองให้มากๆแล้วทำให้สุดชีวิต ฟังคำแนะนำปลายเปิดจากพ่อแม่ ที่สำคัญไม่ว่าพ่อแม่อยากให้เป็นอะไร จงปิดหูและเชื่อตนเองซะเพราะนี้คือชีวิตเรา
3.หาโอกาส - สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกได้ว่าลมใต้ปีกเลย จะไปได้ไกลขนาดไหนขึ้นกับโอกาส เราต้องออกตามหามันอยู่เสมอ ทำตัวให้พร้อมกับทุกโอกาสที่จะเข้ามา
4.ฝึกภาษา - มันคือเครื่องมือที่ใช้สื่อสาร ไม่ต่างอะไรจากภาษาไทยหรอกเรายังพูดได้เลย ใส่ใจฝึกให้ถูกวิธี ไม่ว่าจะไปประเทศที่ใช้ภาษาอะไร หรืออยากพูดได้หลายภาษาเราฝึกกันได้ แต่ต้องเน้นความสม่ำเสมอ
5.วางแผน - คุณลองนึกภาพดูซิครับหากเรายืนอยู่แล้วมีสปอตไลท์ส่องเข้าหาเราทุกทิศทาง คุณจะเดินต่อไปได้มั้ยว่าทางไหนคือทางที่ใช่ ผมเลือกที่จะศึกษาข้อมูล อ่านเรื่องเล่าคนอื่น เพื่อวางแผนในทุกเรื่อง เหมือนกับว่าคุณดับแสงไฟต่างลงเหลือเพียงแค่แสงที่ส่องไปยังประตูบานที่เราอยากเข้าไป เราก็จะได้ไม่หลงทาง หรือเสียเวลาไปทำอย่างอื่น
ผมมีเรื่องเล่าและประสบการณ์เยอะมากในช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนผ่านชีวิต ไว้ผมจะมาเล่าในคราวถัดไปเป็นข้อในเคล็ดลับต่างๆ ก่อนจากลาขอทิ้งข้อคิดไว้ด้านล่างหน่อยครับ
เป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อขอให้ลุกขึ้นสู้ คนที่สู้ขอให้ประสบความสำเร็จ คนที่สำเร็จขอให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
* จำไว้อยากดูถูกตนเองและผู้อื่น เรามีความถนัดต่างกัน ทุกคนมีความเก่งเฉพาะของตนเอง และเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกันและกัน
* จำไว้ว่าอย่าดูถูกอาชีพ อาชีพทุกอาชีพขับเคลื่อนสังคมซึ่งกันและกัน
* จำไว้ว่าอย่าดูถูกธรรมชาติ ความมักง่ายของมนุษย์จะทำให้เราและลูกหลานอยู่ยากขึ้น