สิ่งที่เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม แบ่งปันให้กับผู้ที่เริ่มอยากจะไปถือศีล 8

สวัสดีครับ

กระทู้นี้อยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์จากการไปปฏิบัติธรรมถือศีล 8 ครั้งแรกเมื่อประมาณ 1ปีกว่าๆทีแล้วมานะครับเผิ่อใครที่อยากรู้ว่าปฏิบัติมาแล้วได้อะไรบ้างรู้สึกอย่างไรบ้างนะครับ หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะครับ ขออนุญาติไม่ลงลึกเรื่องของธรรมมะมากนะครับ เพราะตัวผมเองก็ยังไม่ได้ลึกซึ้งในปริยัติขนาดนั้น   ถือว่าเป็นการแชร์ประสบการณ์ก่อนที่จะมาเริ่มชอบการปฏิบัติ และเรียนรู้อะไรบ้างหลังจากปฏิบัตินะครับ เผื่อใครที่เริ่มจะสนใจในการปฏิบัติ และ ถือเป็นการพัฒนาตัวเองด้วยนะครับ

ศิลปะของความเป็นธรรมดา
เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกลไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้อง เอาด้วยคาถา…

เชื่อว่าสำนวน
สุภาษิตโบราณนี้หลายๆคนคงเคยได้ยิน และคงเคยนำมาใช้ ในสิ่งที่เราปรารถนาอยากจะได้
และไม่ว่าอะไรก็สามารถทำได้เพียงเพื่อได้ครอบครองให้สมใจ.

เนกขัมมะ
หรือการถือศีล 8 ที่ต้องนุ่งขาวห่มขาวที่วัด ก็กลายเป็นอีก Option ที่คุณพ่อเสนอแนะให้ลองทำ เมื่อครั้งยังโลดแล่นทะยานไขว้คว้าหาความฝันจากเวทีการประกวดแข่งขันการออกแบบที่ชื่นชอบและหลงใหลและครั้งนี้ ก็เป็นระดับนานาชาติ แน่นนอนว่า
มันยิ่งใหญ่พอๆกับความต้องการที่จะครอบครองตำแหน่งจนไม่ว่าอะไร...ก็สามารถทำได้และทุ่มหมดตัว.

ทว่า ใจตอนนั้นก็เพียงคิดแต่ว่า ลองไปปฏิบัตดู
ไปงั้นๆ ด้วยกิเลสและตัณหาที่อยากจะได้บารมีทางโลกมาครอบครองเพียงเท่านั้น

เอาเข้าจริงๆแล้ว การปฏิบัติธรรมกับตัวเรานั้น  ต่างกันราว ฟ้า กับ เหว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าจู่ๆก็มานุ่งขาวห่มขาว อยู่วัดสวดมนต์และนั่งสมาธิได้ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นที่ทำมันถูกขับเคลื่อนด้วยแรงของกิเลสทั้งนั้น มันเลยพยายามทำเอาจนได้นั้นแหละ...

“เมื่อไหร่จะถึงวันที่ 4 สักทีวะ”

บ่นกับตัวเองทันทีทุกครั้งที่ตื่น
ตั้งใจไว้ว่าจะมาปฏิบัติแค่ 4 วัน และ 4 วันนี้มันก็เป็นการทำกิจวัตรที่
สุดแทนจะซ้ำซากและเหมือนเดิม ตื่นนอน สวดมนต์ กินข้าว สวดมนต์ นั่งสมาธิ กินข้าว
สวดมนต์ บลาๆ วนอยู่อย่างนี้ ราวกับว่ามันไม่มีวันสิ้นสุด แต่ก็ปฏิบัติมาได้จนครบวาระ
และ ลด ละ เลิกในสิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตร ได้เช่นกัน และก็คิดว่า
คงจะไม่มีวันกลับไปปฏิบัติอีกแล้ว...

แต่กระนั้นก็ดี... การประกวดในครั้งนั้น
ไม่ได้ตำแหน่ง ไม่ชนะ ไม่ได้อะไรเลยและนั้นก็ทำให้ตัวเรานั้นไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะไม่ผิดหวัง และ เสียใจ กับความทุ่มเททั้งหมด

เพื่อความสำเร็จบนบันไดแห่งบารมีทางโลกที่คิดไว้.
หลงโทษกรรมการ
หลงโทษกองประกวด
และดันโง่ไปหลงโทษ การไปปฏิบัติว่าไม่เห็นจะช่วยอะไรเลย.
แต่ก็ลืมโทษตัวเองไปสนิทใจเหมือนกัน...

จมอยู่กับความโง่และความผิดหวังเสียใจอยู่พักใหญ่

จู่ๆจิตที่แสนจะเจ็บปวดกับความผิดหวังก็ดันกลับไปนึกถึงเสียงสวดมนต์ที่ดังก้องอยู่ในหัว

ราวกับว่ามันเป็นทำนองที่คอยเปิดคลอทุกครั้งที่นั่งนิ่งๆ

ความสุขที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นเชื้อเพลิงให้หวนกลับไปคิดถึงตอนนั่งสมาธินิ่งๆ

ว่าตอนนั้น มันทุกข์ น้อย แค่ไหน...

ถึงตอนนั้นจะนั่งผิดวิธี

แต่มันก็ทำให้จิตอยู่กับตัวเอง มองเห็นตัวเองที่แท้จริงมากขึ้น

และมันก็ทำให้เห็นว่า ไอที่เราเรียกว่าตัวเอง ตัวฉัน ตัวเรา เนี้ย... มันดี หรือ

ไม่ดียังไง ยิ้ม

ไม่เอาหน่า ... ไม่ใช่หรอก มันไม่ใช่ทางของเรา
และมันก็ปฏิเสธตัวเองทุกครั้งไปที่เสียงแห่งแม่มดขาวดังก้องขึ้นมาในห้ว...

แต่ไม่ว่าจะพยายามปฏิเสธตัวเองแค่ไหนก็ตามความสุขที่เปรียบเสมือนดังเพชร ก็ คือเพชรมันเป็นความสุขที่ไม่ได้หลอกลวงหรือจอมปลอมเลย จิตมันบอกได้เองว่า นี่แหละ คือสิ่งที่เราใฝ่หาอย่างจริงจัง.

ลองไปอีกครั้งดีไหมนะ ...เสียงของแม่มดขาวนี้ก็ผุดขึ้นมาเงียบๆ
และคราวนี้ก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองกีดขวางเสียงที่ดังก้องนั้น
และก็ปล่อยให้มันดำเนินไปตามเจตนาที่ดีต่อไป
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังคงใฝ่รู้ทางการปฏิบัติเสมอมา....

การปฏิบัติเนกขัมมะ ทางพระพุทธศาสนา
ถือว่าเป็นการสร้างกุศลที่ได้บุญมากที่สุดในบรรดาบุญทั้งปวง ถือว่าเป็นบุญใหญ่
ที่ทำให้เราได้มา ลด ละ กิเลส ได้มาลองถือและรักษาศีล 8
อีกทั้งมานั่งพิจารณาดูจิตตัวเราเอง ให้มันรู้ความเป็นไปของธรรมชาติจิต
และธรรมชาติของมนุษย์เรา อีกทั้งยังเป็นสนามประลองความทุกข์

ที่ทำให้เราสามารถออกไปรับมือ กับโลกข้างนอกที่แท้จริงได้อย่างไม่กระเทือนนั้นเอง
ถ้าไม่เชื่อเรื่องบาปและบุญ ก็ขอให้ลองให้เชื่อเรื่องผลของการกระทำละกัน ดีไหม?
ที่สำคัญมากไปกว่านั้น มันเป็นเครื่องเตือนจิตของเราให้อยู่บนสภาวะของความเป็นปกติธรรมดา
ความสมดุลของชีวิตบนความสามัญพื้นๆ หรือ ORDINARY นั้นเอง.

การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้ให้ชัยชนะ ในทางโลก...
ซึ่งไม่นานก็เหลือเพียงแค่ภาพอดีตและนานเข้าก็ไม่ได้มีใครให้ค่าหรือจดจำ
แต่การประกวดครั้งนี้ มันกลับให้ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ในโลกแห่งจิตวิญญาณ
จุดเชื้อเพลิงแห่งการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถให้ได้.

ต้องขอบพระคุณคุณพ่อในวันนั้น ที่ทำให้ธรรมะเป็นทาน ให้การปฏิบัติเป็นสมบัติ
ขอบคุณกิเลสและตัณหา ที่เป็นแรงผลักดันให้ทำในสิ่งที่เป็นกุศล และเป็นบทเรียนสำคัญ

ส่วนใครที่คิดว่าจะลองไปปฏิบัติ ก็ขอแนะนำว่าอย่าลังเลเลย สิ่งเหล่านี้มีมาตั้งนานหลายพันปีแล้ว ไม่ใช่สิ่งงมงาย
แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ละเอียด และถูกคิดค้นโดยพระพุทธเจ้า ว่าปฏิบัติแล้ว เป็นประโยชน์กับผู้ปฏิบัติจริง
ไม่จำเป็นต้องไปบนบานอะไรทั้งนั้น  หากปฏิบัติไปแล้วจะรู้ได้เองตามหลักธรรมที่ว่า

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่แท้จริง 😊

ติดตามพูดคุยกันได้ในเพจนะครับ ที่ FB PAGE : Ordinariness
https://www.facebook.com/Ordinariness

หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอบคุณครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ปฏิบัติธรรม ปรัชญา ศาสนาพุทธ ปรัชญาชีวิต ความเรียง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่