JJNY : 4in1 เลขาพท.แย้มเตรียมผู้อภิปรายไว้แล้ว/ชำแหละนโยบายรบ./ณุชี้ปรับทัศนคติยังอยู่ แต่กักตัวไม่ได้/ยอดขายสังฆทานลด

เลขาฯเพื่อไทย แย้ม เตรียมผู้อภิปรายไว้แล้ว ยันไม่ตีรวน จี้ทำตามสัญญาที่หาเสียง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1582524

“เลขาฯเพื่อไทย” แย้ม เตรียมตัวบุคคลที่จะอภิปรายสับนโยบาย รบ.ไว้แล้ว ยันไม่ตีรวน แต่จะดูว่าเป็นไปตามที่หาเสียงไว้กับ ปชช.หรือไม่

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 15 กรกฎาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคพท.ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ครั้งแรก เพื่อเตรียมการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า เป็นภารกิจของพรรค พท.ที่เป็นแกนนำฝ่ายค้านที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องของงานสภา ตามกำหนดการณ์วันที่ 16 กรกฎาคมนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน จากนั้นคาดว่าจะมีการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะอภิปรายในช่วงวันที่ 25-27 กรกฎาคม จากนี้ไปจนถึงวันอภิปรายถือว่าเหลือเวลาไม่มาก ฉะนั้นในระยะเวลาอันจำกัด พรรคต้องมีการประชุมหารือเพื่อเตรียมการในการอภิปรายดังกล่าว

เมื่อถามว่า การเตรียมความพร้อมในการอภิปรายทักท้วงมีอะไรบ้าง น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนในขณะนี้คือ สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย รวยกระจุก จนกระจาย จนปัญหาเกิดขึ้นทั่วประเทศ เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วเราจึงควรมีรัฐมนตรีมาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบในทุกเรื่อง ซึ่งหลังจากการแถลงนโยบายแล้วการบริหารงานจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางฝ่ายค้านให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ได้มีการวางตัวบุคคลที่จะอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ต่อรับสภาไว้แล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการตีรวน และจะขอหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันในเร็ววันนี้ด้วย ขณะเดียวกันก็จะรอรัฐบาลส่งรายละเอียดของนโยบายมาด้วย เพื่อจะได้พิจาณรารายละเอียดว่าต้องอภิปรายในเรื่องใดบ้าง โดยตนจะเป็นหนึ่งในผู้อภิปรายที่จะพูดถึงภาพรวมทั้งหมดของนโยบายว่าเป็นไปตามที่หาเสียงกับประชาชนหรือไม่

น.อ.อนุดิษฐ์​กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นประเด็นที่ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลต่างเห็นชอบร่วมกัน ซึ่งหากได้ข้อตกลงชัดเจนก็น่าจะเดินหน้าแก้ไขในบางมาตราได้ แต่สิ่งสำคัญต้องขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศว่าจะเห็นชอบ และเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ หรือไม่ ส่วนกรณีที่มีผู้เสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรี่องคุณสมบัติรัฐมนตรีบางรายนั้น กรณีนี้เป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาว่า รัฐมนตรีท่านนั้นๆ มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ และต้องตอบข้อสงสัยของประชาชนให้ได้ ซึ่งหากตอบไม่ได้ จะทำให้ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านสงสัย และประเด็นนี้จะเป็นปัญหา และต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย



ชำแหละนโยบายรบ.‘บิ๊กตู่’ อะไรเร่งด่วน‘ก่อน-หลัง’!?
https://www.matichon.co.th/politics/politics-in-depth/news_1581709

หมายเหตุความเห็นจากนักวิชาการกรณีรัฐบาลใหม่ร่างนโยบายในด้านต่างๆ และเตรียมจะแถลงต่อรัฐสภาภายในเดือนกรกฎาคมนี้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

นโยบายวาระเร่งด่วนของรัฐบาล จะให้บรรลุผลเป็นรูปธรรมในระยะเวลาสั้น คิดว่ายาก นโยบายคร่าวๆ ของรัฐบาล 4-5 ประการ จะเห็นผลได้นั้น ใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ปี แต่ในทางการเมืองทางสังคม สามารถมีนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องนี้รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร อาทิ ปัญหาหนี้สินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ปัญหาเหล่านี้เราสามารถใช้กลไกอำนาจรัฐในการที่จะทำให้เกิดกระบวนการลดหรือประนอมหนี้ได้ เพราะโยบายเหล่านี้สามารถทำให้คนมีความรู้สึกร่วมว่ารัฐบาลมีความจริงจัง เอาใจใส่ต่อปัญหา จะทำให้ความรู้สึกการขับเคลื่อนนโยบายมีแรงสนับสนุน

แต่สิ่งที่รัฐบาลกำหนด 4-5 ประเด็น ไม่สามารถเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ทันที ประกอบกับปัญหาบางประการเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลาสั้น ต้องใช้เวลา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายหรือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคมภายนอก สิ่งที่รัฐบาลน่าจะรีบทำอย่างเร่งด่วนคือ นโยบายที่มีผลต่อสถานการณ์ปัญหารุนแรงเฉพาะหน้าก่อน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง พืชผลทางการเกษตร

เมื่อเป็นรัฐบาลร่วมถึง 19 พรรค การจะนำนโยบายของทุกพรรคมารวมกันทั้งหมด เป็นเรื่องยาก รัฐบาลต้องทำเป็นกรอบกว้างๆ ยกตัวอย่างด้านเศรษฐกิจ ไปดูนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคต่างๆ ว่าเรื่องใดไปด้วยกันได้ ก็นำมารวมกัน แต่บางนโยบายมีความแตกต่าง ก็ต้องมาพิจารณาเฉพาะ

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าดูจากสถานการณ์ทางสังคม ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลกลับมีท่าทีนิ่งเฉย ถามว่าทำไม ก็อาจเป็นเพราะด้านหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูงกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐบาลเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เขาอาจจะมีความคิดจะแก้ แต่คงไม่ทำทันที

ทั้งนี้ ผลสำรวจความเห็นประชาชนชี้ให้เห็นว่ามีปัญหา ต่อไปหากรัฐบาลบริหารงานภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเกิดปัญหา คิดว่าแม้จะไม่อยู่ในวาระเร่งด่วน แต่ต้องส่งสัญญาณ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะบรรจุนโยบายใดเข้าไปเป็นนโยบายของรัฐบาลบ้าง แต่ดูในเบื้องต้นเป็นไปได้สูง ว่ารัฐบาลจะนำหลายนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนมาใช้จริงๆ เช่น แนวทางการแก้ไขปัญหาพืชผลทางการเกษตร การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ค่าแรงขั้นต่ำ รวมไปถึงนโยบายด้านกัญชาของพรรคภูมิใจไทย

ส่วนเรื่องเดียวที่ยังไม่ชัดเจน คือ ประเด็นทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ใช่เรื่องด่วนสำหรับนโยบายของรัฐบาล เพราะหากดูจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขมากสุดคือเรื่องของปากท้อง

จากนี้ต้องรอดูว่านโยบายของแต่ละกระทรวงจะใช้แนวทางของพรรคการเมืองใดเป็นหลัก เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากใช้นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา พอใจ ทุกอย่างก็จบ ไม่มีปัญหา และสิ่งที่ต้องดูกันต่อไปคือนโยบายที่ประกาศใช้นั้น จะได้ผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อมีการร่วมรัฐบาลแล้ว ปัญหาต่างๆ จะลดราวาศอกลงไป พรรคการเมืองต่างๆ จะไม่ก่อปัญหาแย่งกันจนทำให้รัฐบาลพัง เพราะนั่นเท่ากับการฆ่าตัวตาย

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพึงระวังคือการเฝ้าจับตาดูของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชน เพราะรัฐบาลนี้ถือว่ามาจากการเลือกตั้ง มีฝ่ายค้านตรวจสอบ ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องระวังพอสมควร เช่น การใช้จ่ายงบประมาณ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนั้น บางครั้งก็ต้องใช้เงิน เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชนดีขึ้น บางครั้งนโยบายก็จะเหมือนกับการแจกเงิน แต่เมื่อมีฝ่ายค้านแล้วเชื่อว่าการควบคุมตรวจสอบย่อมจะดีกว่าที่ผ่านมามาก

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ารัฐบาลนั้นจะอยู่ได้หรือไม่ แต่กระนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่ามีนโยบายใดจะสร้างผลงานเด่นให้กับรัฐบาลชุดนี้ เพราะรัฐบาลใหม่นั้นไม่ต่างจากรัฐบาลชุดเดิมมากเท่าไหร่ โดยไม่คิดว่าประชาชนจะพอใจในด้านใดมากไปกว่าด้านของความสงบเรียบร้อย ดังนั้น ความท้าทายของรัฐบาลใหม่คือการแก้ไขปัญหาปากท้อง โดยภายใน 3-6 เดือน หากปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลก็จะเจอศึกหนัก ได้รับการกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลนี้ไม่มีเวลาที่จะฮันนีมูนพีเรียดแล้ว

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในภาพรวมของร่างนโยบาย ทุกปัญหาเป็นเรื่องด่วนทั้งนั้น ประเด็นหลักจะอยู่ที่สวัสดิการ ค่าแรง และต้นทุน เป็นเรื่องธรรมดาของรัฐบาลผสม ปัญหาใหญ่ต้องเผชิญคือฉันทานุมัติของสังคมและพรรคการเมืองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องใหญ่ และสะท้อนสถานการณ์ทางการเมืองไทย เพราะที่ผ่านมากว่าจะตั้งรัฐบาลได้ใช้เวลาหลายเดือน เพราะไม่ยอมรับหลักพื้นฐานประชาธิปไตยเสียงข้างมาก แต่พยายามจะขยับให้พรรคเสียงข้างน้อยได้เข้ามา จึงเป็นปัญหาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนรัฐธรรมนูญอนุญาตให้พรรคเสียงข้างน้อยเป็นรัฐบาลได้ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาล และ ส.ว.ที่รัฐบาลที่ไปเลือกมา จึงยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้เป็นพรรคเสียงข้างมาก

ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีความพยามยามจะแก้ไขสัดส่วนของ ส.ว. แต่ในที่สุดถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นกิจกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐ เป็นสัญญาณไม่ดีนักต่อความพยายามริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ ไม่ได้มาจากฝั่งรัฐบาล

ปัญหาที่เป็นเรื่องด่วนมีมาก เป็นภาพสะท้อนว่า
1. จะปรองดองกันอย่างไร เพราะยังไม่เห็นท่าทีจะขยับ นี่คือโจทย์ใหญ่ทุกคนไม่ส่งเสียงดังออกมา ยกเว้นพรรคฝ่ายค้านและคนได้รับผลกระทบโดยตรง
2. ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่สัมพันธ์กันกับกลุ่มทุนที่เข้าไปช่วยสนับสนุนรัฐบาล
และ 3. ปัญหานโยบายเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กับนโยบายการเกษตรอื่นๆ เช่น ราคายางตกต่ำ ราคาข้าวตกต่ำ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้าใจปัญหาและสามารถเสนอทางออกได้ เงื่อนไขทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ถึงแม้รัฐบาลเองจะเคยพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หากปราศจากฉันทานุมัติจากฝ่ายรัฐบาลและ 250 ส.ว.ก็ยากจะเกิดขึ้นได้เพราะต้องใช้เสียงข้างมากแบบพิเศษในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่อยากเห็นที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องการปรองดองและการสร้างสันติสุข แม้ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันง่ายนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่พูดกันเงียบ อย่างอื้ออึง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่