ตอนแรกเราว่าจะไม่มาปรึกษาในพันทิพย์ แต่เราย่ำแย่มากๆค่ะ
ขอเกริ่นก่อนนะคะ เมื่อต้นปีที่แล้วเรากับแฟนรู้จักกันเพราะเพจ มสมช เพจดังค่ะ
แฟนเราอยู่เหนือ เราอยู่อีสาน แรกๆก็คุยแชทค่ะ หลังๆคอลกันแทบทุกวัน
จนมิ.ย เราย้ายไปทำงานที่นั่น เราเริ่มต้นใช้ชีวิตกัน เพราะตอนแรกแฟนเราก็บอกว่าอยากสร้างครอบครัวแล้ว
เรามันคงแบบเออถ้าคิดเหมือนกันก็ช่วยกันสิ
นับแต่นั้นเราก็ทำงานประจำอย่างหนัก กลับกันแฟนเรายังไม่ทำไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ด้วยความที่เราคิดตลอดว่าเออ วันหนึ่งทุกอย่างมันต้องดีขึ้นสิ
จนปลายปีผู้ใหญ่ทั้งสองมองว่าเราควรแต่งกันให้เรียบร้อย
เพราะแม่ฝั่งเรามีโรคประจำตัวหนักกลัวแกจะไม่ไหว
แต่เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี ต้นปีแฟนเราตรวจว่าเป็นโรคซึมเศร้า
จริงๆเราเคยแอบคิดมาตลอด เพราะเค้าชอบเกรี้ยวกราด หงุดหงิดง่าย
จนบางครั้งเราแอบร้องไห้บ่อยๆ แต่เราก็ยังคบกันมา
เราก็พาเค้าไปรักษาที่ รพ ทานยา คอยอยู่ข้างๆเวลาเค้าแย่
เค้าก็เหมือนเริ่มดีขึ้นมาบ้าง
และพอเรื่องงานแต่งได้ข้อสรุปเราก็เริ่มจัดการทุกๆอย่างเองด้วยเงินที่เราหามา
ค่าพรี ค่า รร ค่ามัดจำทุกอย่าง เพราะเราคิดว่าไม่เป็นไร อนาคตค่อยช่วยกันสร้างได้
เพราะตอนนี้เค้ากำลังป่วย ถือว่าประคับประคองกันไปก่อน
จนเมื่อ มี.ค ที่ผ่านมามีเหตุให้เราต้องกลับมาดูแลแม่ที่อีสาน
เราเริ่มรู้เครียด เพราะทุกๆเรื่องในครอบครัวเราดูแลหมด
แฟนเราบอกอยากทำผักออแกนิค เราลงทุนให้เป็นหมื่นๆ
เค้าหอบหมามากะว่าจะเพาะขายต่อ แต่สุดท้ายเราต้องคอยให้ข้าวให้น้ำ
จนหลังๆเราเริ่มรู้สึกว่า ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น
แต่…งานแต่งถูกกำหนดไว้กลางเดือน กค.
จนกระทั่งเดือน มิย แม่แฟนเราตรวจเจอมะเร็ง
เค้าขอกลับไปดูแม่ เราก็โอเคมากเพราะเราอยากให้เค้าได้ทำหน้าที่ลูก
หลังจากนั้นเราบินไปดูแม่แฟนในการให้คีโม
ตอนนั้นเราก็ยังดีกันกับแฟนทุกอย่าง
จนกระทั่งเราต้องกลับมาทำงานที่อีสาน
มันเริ่มแปลกไป เค้าเริ่มบ่นว่าเครียดไม่อยากคุย
อยากอยู่เงียบๆ เราทักไปก็ตอบมาคำ จนเรารู้สึกได้
มันเหมือนมีเซ้นส์ก่อนเค้าจะกลับมาเพื่อเริ่มจัดงาน
เราฝันว่าเค้าอยู่ผู้หญิงคนหนึ่ง
ตอนแรกเราคิดว่าเราระแวงไปเอง
แต่เพราะเราสังเกตุแฟนว่าอาการเหมือนคนกำลังจะมีคนอื่น
พอเค้ากลับมาเราก็คุยกันเค้าเกริ่นว่า ถ้าในอนาคตเราเจอคนดีๆก็ไปนะ
เราก็บอกว่าไม่หรอก อยู่ดูแลกันไป เราเลือกที่จะแต่งแล้ว
ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสิ
จนมีครั้งหนึ่งเค้าโทรคุยกับน้องสาวเรา
เค้าบอกว่าตอนนี้เค้ารักษาเค้าไม่มีความรู้สึกอะไร
กับเราเค้าก็บอกไม่รู้เลยยังรักไหม
ตอนนั้นเราเองก็แอบเสียใจนะเพราะกำลังจะแต่งงานกันแล้ว
อีกแค่ไม่ถึง 2 อาทิตย์ด้วยซ้ำ
จนวันที่เค้ากลับมาเราไปกินข้าว
เราขอดูแชท เค้ากลับโมโหแล้วตะคอกไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว
คือเมื่อก่อนเราเคยขอดูหนนึง นางก็ยอมให้ดู
จนเหมือนนางลบแชทไป แล้วยื่นให้เรา
เราบอกไม่เชื่อเลย นางเลยเปิดเฟสคนนึงให้ดู
แต่เราไม่เชื่อ เราทะเลาะกันวันนั้นเราร้องไห้หนักจนแทบไป รพ
นางเลยให้เรากินยาแก้ฟุ้งซ่าน
เรากินได้2-3คือก็ดีขึ้นมาก
จนวันนี้เราออกไปข้างนอกกัน เราขับรถนางเล่นโทรศัพท์
แล้วเหมือนฟ้าจงใจ เราเห็นนางคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
ตอนแรกนางโกรธเราว่าเรายุ่งเรื่องส่วนตัว
เราก็ตามหาจนเจอว่านางส่งสติกเกอร์บอกรักให้ผู้หญิงคนนั้นตอนก่อนกลับมา
สุดท้ายนางบอกว่าแต่งเสร็จแล้วเลิกกันเลย
นางบอกนางอยู่กับเราไม่ไหว
นางรู้สึกเครียด กดดัน ไม่มีความสุข
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือเราทำงานหนัก คชจ ทุกอย่างเราซัพพอร์ต
เราเองพอฟัง รู้สึกว่าที่เราทำมาคืออะไรหรอ
เหมือนเรื่องดราม่าในละครหลังข่าวจัง
อีกไม่กี่วันจะถึงงาน
ตอนนี้เราไม่รู้จะต้องแบกรับยังไงเลยค่ะ
ใครพอมีวิธีบริหารจิตใจให้ผ่านตรงนี้ไปได้ช่วยแนะนำเราทีค่ะ
ขอโทษที่โพสต์ยาว แต่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรผิดไปหรอคะ
เมื่อแฟนเป็นซึมเศร้า และเรากำลังจะแต่งงาน มาพบมือที่สาม เราต้องทำใจแบบไหนใครมีคำแนะนำดีๆคะ
ขอเกริ่นก่อนนะคะ เมื่อต้นปีที่แล้วเรากับแฟนรู้จักกันเพราะเพจ มสมช เพจดังค่ะ
แฟนเราอยู่เหนือ เราอยู่อีสาน แรกๆก็คุยแชทค่ะ หลังๆคอลกันแทบทุกวัน
จนมิ.ย เราย้ายไปทำงานที่นั่น เราเริ่มต้นใช้ชีวิตกัน เพราะตอนแรกแฟนเราก็บอกว่าอยากสร้างครอบครัวแล้ว
เรามันคงแบบเออถ้าคิดเหมือนกันก็ช่วยกันสิ
นับแต่นั้นเราก็ทำงานประจำอย่างหนัก กลับกันแฟนเรายังไม่ทำไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ด้วยความที่เราคิดตลอดว่าเออ วันหนึ่งทุกอย่างมันต้องดีขึ้นสิ
จนปลายปีผู้ใหญ่ทั้งสองมองว่าเราควรแต่งกันให้เรียบร้อย
เพราะแม่ฝั่งเรามีโรคประจำตัวหนักกลัวแกจะไม่ไหว
แต่เหมือนทุกอย่างกำลังไปได้ดี ต้นปีแฟนเราตรวจว่าเป็นโรคซึมเศร้า
จริงๆเราเคยแอบคิดมาตลอด เพราะเค้าชอบเกรี้ยวกราด หงุดหงิดง่าย
จนบางครั้งเราแอบร้องไห้บ่อยๆ แต่เราก็ยังคบกันมา
เราก็พาเค้าไปรักษาที่ รพ ทานยา คอยอยู่ข้างๆเวลาเค้าแย่
เค้าก็เหมือนเริ่มดีขึ้นมาบ้าง
และพอเรื่องงานแต่งได้ข้อสรุปเราก็เริ่มจัดการทุกๆอย่างเองด้วยเงินที่เราหามา
ค่าพรี ค่า รร ค่ามัดจำทุกอย่าง เพราะเราคิดว่าไม่เป็นไร อนาคตค่อยช่วยกันสร้างได้
เพราะตอนนี้เค้ากำลังป่วย ถือว่าประคับประคองกันไปก่อน
จนเมื่อ มี.ค ที่ผ่านมามีเหตุให้เราต้องกลับมาดูแลแม่ที่อีสาน
เราเริ่มรู้เครียด เพราะทุกๆเรื่องในครอบครัวเราดูแลหมด
แฟนเราบอกอยากทำผักออแกนิค เราลงทุนให้เป็นหมื่นๆ
เค้าหอบหมามากะว่าจะเพาะขายต่อ แต่สุดท้ายเราต้องคอยให้ข้าวให้น้ำ
จนหลังๆเราเริ่มรู้สึกว่า ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น
แต่…งานแต่งถูกกำหนดไว้กลางเดือน กค.
จนกระทั่งเดือน มิย แม่แฟนเราตรวจเจอมะเร็ง
เค้าขอกลับไปดูแม่ เราก็โอเคมากเพราะเราอยากให้เค้าได้ทำหน้าที่ลูก
หลังจากนั้นเราบินไปดูแม่แฟนในการให้คีโม
ตอนนั้นเราก็ยังดีกันกับแฟนทุกอย่าง
จนกระทั่งเราต้องกลับมาทำงานที่อีสาน
มันเริ่มแปลกไป เค้าเริ่มบ่นว่าเครียดไม่อยากคุย
อยากอยู่เงียบๆ เราทักไปก็ตอบมาคำ จนเรารู้สึกได้
มันเหมือนมีเซ้นส์ก่อนเค้าจะกลับมาเพื่อเริ่มจัดงาน
เราฝันว่าเค้าอยู่ผู้หญิงคนหนึ่ง
ตอนแรกเราคิดว่าเราระแวงไปเอง
แต่เพราะเราสังเกตุแฟนว่าอาการเหมือนคนกำลังจะมีคนอื่น
พอเค้ากลับมาเราก็คุยกันเค้าเกริ่นว่า ถ้าในอนาคตเราเจอคนดีๆก็ไปนะ
เราก็บอกว่าไม่หรอก อยู่ดูแลกันไป เราเลือกที่จะแต่งแล้ว
ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสิ
จนมีครั้งหนึ่งเค้าโทรคุยกับน้องสาวเรา
เค้าบอกว่าตอนนี้เค้ารักษาเค้าไม่มีความรู้สึกอะไร
กับเราเค้าก็บอกไม่รู้เลยยังรักไหม
ตอนนั้นเราเองก็แอบเสียใจนะเพราะกำลังจะแต่งงานกันแล้ว
อีกแค่ไม่ถึง 2 อาทิตย์ด้วยซ้ำ
จนวันที่เค้ากลับมาเราไปกินข้าว
เราขอดูแชท เค้ากลับโมโหแล้วตะคอกไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว
คือเมื่อก่อนเราเคยขอดูหนนึง นางก็ยอมให้ดู
จนเหมือนนางลบแชทไป แล้วยื่นให้เรา
เราบอกไม่เชื่อเลย นางเลยเปิดเฟสคนนึงให้ดู
แต่เราไม่เชื่อ เราทะเลาะกันวันนั้นเราร้องไห้หนักจนแทบไป รพ
นางเลยให้เรากินยาแก้ฟุ้งซ่าน
เรากินได้2-3คือก็ดีขึ้นมาก
จนวันนี้เราออกไปข้างนอกกัน เราขับรถนางเล่นโทรศัพท์
แล้วเหมือนฟ้าจงใจ เราเห็นนางคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่
ตอนแรกนางโกรธเราว่าเรายุ่งเรื่องส่วนตัว
เราก็ตามหาจนเจอว่านางส่งสติกเกอร์บอกรักให้ผู้หญิงคนนั้นตอนก่อนกลับมา
สุดท้ายนางบอกว่าแต่งเสร็จแล้วเลิกกันเลย
นางบอกนางอยู่กับเราไม่ไหว
นางรู้สึกเครียด กดดัน ไม่มีความสุข
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือเราทำงานหนัก คชจ ทุกอย่างเราซัพพอร์ต
เราเองพอฟัง รู้สึกว่าที่เราทำมาคืออะไรหรอ
เหมือนเรื่องดราม่าในละครหลังข่าวจัง
อีกไม่กี่วันจะถึงงาน
ตอนนี้เราไม่รู้จะต้องแบกรับยังไงเลยค่ะ
ใครพอมีวิธีบริหารจิตใจให้ผ่านตรงนี้ไปได้ช่วยแนะนำเราทีค่ะ
ขอโทษที่โพสต์ยาว แต่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรผิดไปหรอคะ