ผมเด็กไอที วันๆอยู่แต่หน้าคอม ตอนเรียน ม. ปลายทำไมเหมือนช่วงเวลาพีคสุดของชีวิต เหมือนว่าตัวเองอยู่จุดสูงสุด
เล่นเต็มที่ เรียนเต็มที่ หนังสืออ่านแค่วันเดียวก่อนสอบก็สอบได้สบาย นอนบ้างไม่นอนบ้าง ไม่เคยออกกำลังกาย แต่ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ก็เรียนรู้ไวมาก เรียนรู้ทุกอย่าง ทำเว็บ เขียนโปรแกรม
ตอนมหาวิทยาลัย ผมก็ยังพีคในด้านการเรียนสุดอยู่ หนังสือก็อ่านแค่วันสองวันก่อนสอบเหมือนเดิม จบมาเกรดเฉลี่ย 3.96
แต่ผมรู้สึกว่าผมอ่อนลง ตกต่ำลง ที่ยังดีอยู่มันแค่เรื่องที่เรียน เหมือนกินบุญเก่าตอนจบม.ปลายเลย
ในทักษะทางคอมพิวเตอร์ ผมไม่มีทักษะอะไรใหม่ๆ ไม่มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่งเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตกต่ำลงเรื่อยๆๆครั้งแรก
ผมพยายามหาสาเหตุ โทษนั่นนู่นนี่ บางทีก็คิดว่าอาจเพราะมีแฟนหรือเปล่า (ผมอยู่ด้วยกันกับแฟนตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปี1) แฟนฉุดผมลงหรือเปล่า ?เอาเวลาการเรียนรู้ของผมไปหรือเปล่า? แต่พอมาคิดดูแล้วผมก็ไม่ใช่แฟนที่ดี ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันแต่ก็ไม่ได้ให้เวลาอะไรกับแฟนเท่าไหร่ ข้ออ้างนั้นก็ตกไป (ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่นะครับ 8 ปีแล้วมั้ง อยู่บ้านด้วยกัน)
ตอนผมสมัครงานครั้งแรกหลังเรียนจบ ไปตรวจสุขภาพผมพบโรคความดันโลหิตสูงเป็นครั้งแรก แต่ผมก็ยังนอนดึก เล่นๆ เหมือนเดิม ทำทุกอย่างตามเดิม ไม่เคยออกกำลังกาย
สุดท้ายจบมาทำงาน 3-4 ปี ผมรู้สึกได้เลยว่าผมไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเลย มีแต่ตกต่ำลง ช่วงแรกๆก็มองเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ผมเคยอยู่เหนือกว่า นำไปทีละก้าวทีละก้าว ตอนนี้ก็นำไปไกลแล้ว แต่ผมก็ปลง ทราบว่ามันเป็นเรื่องปกติ อ่านบทความเขาว่าไม่ควรไปเทียบตัวเองกับคนอื่น ในเมื่อเราเลือกความสุข เราเลือกที่จะทำงานแค่ 40 เล่นอีก 60 เอง
ผมเคยถามตัวเอง ทำไมไม่ก้าวหน้าขึ้น หรือเพราะเราทำงานแค่ 40 เล่นอีก 60 เงินเดือนเพียงพอ อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี หรือเพราะอะไร แต่ทำไมทั้งๆที่ผมเลือกความสุข แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่มีความสุขแล้ว
ผมพยายามปรับปรุงตัวเอง ย้ำกับตัวเองทุกวันว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเล็กๆน้อยๆ ทุกๆคืนก่อนนอน บางวันก็เครียดนอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็หลายชม. แต่พอตื่นมาก็ลืมทุกความตั้งใจ เป็นแบบนี้ซ้ำซากๆ ทุกๆวัน
บางทีผมก็เบื่อ อยากหลุดจากตัวเองไป อยากหลุดไปให้พ้น อยากไปทำอย่างอื่น ผมติดเกมผมยอมรับ และผมก็มีทักษะด้านเกม ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าผมออกไปจริงจังกับ esport จะคุ้มไหม แต่ผมไม่สามารถทำได้แน่ๆ ผมมีบ้านที่ต้องผ่อน คนในครอบครัวอยู่ด้วยกันหลายคน มีภาระที่ต้องจ่ายทุกเดือน ค่าบ้านก็ 14,000 บาทต่อเดือนแล้ว ผมมีครอบครัวที่ต้องดูแล ผมตัดใจด้านนั้น พยายามเลิกเล่นเกม พยายามมาหลายปี แต่ทุกครั้งที่เครียดที่เบื่อ ก็หยิบเกมขึ้นมาเล่น แล้วความคิดเหล่านั้นก็กลับมาไม่เคยหลุดจากหัวผมได้สักที บางทีผมก็อยากลาออกแล้วไปทำมันจริงๆ ผมอิจฉาพี่ชายผมที่ได้ทำทุกอย่างที่ต้องการ ได้ลองทำฟรีแล้น ได้ลองเล่นดนตรี ได้ลองเล่นกอล์ฟ ได้ลองเป็นดีเจ ได้ลองเป็นช่างกล้อง สุดท้ายก็เลิกหมด ตอนนี้เป็นนักแคสเกม ไลฟ์สดเล่นเกมผ่านยูทูป.. ตอนแรกๆก็รายได้น้อยกว่า ได้ไม่กี่พัน แรกๆผมไม่ได้เรียกร้องอะไรเพราะพี่ชายผมเงินน้อย และผมคิดซะว่าถึงพี่ไม่อยู่บ้านเดียวกับผม ผมก็ต้องจ่ายค่าเช่าเท่าเดิมอยู่ แต่ตอนนี้พี่ชายผมก็รายได้ก็หลักหมื่นแล้ว ไม่ได้มีภาระอะไรที่ต้องจ่าย ใจนึงผมก็ยังคิดแบบเดิม อีกใจนึงผมก็อยากให้เขาช่วยผ่อนบ้านบ้าง
จริงๆผมก็อิจฉาที่เขาได้ลอง ได้ทำในสิ่งที่รัก ผมก็อยากทำแบบนั้น ผมเบื่อ แต่ใจผมก็บอกว่าทำไม่ได้ มันไม่ใช่งานมั่นคง ผมคิดว่าคงเป็นคนดีผมยอมเสียสละเพื่อแบกรับไว้ หรือผมกลัวที่จะทำกันแน่นะ หรือผมกลัวที่จะหลุดจากกรอบกันเป็นอยู่ สุดท้ายผมก็ไม่กล้าเสี่ยง ได้แต่อิจฉา
แต่ผมก็ไม่ได้เสียใจอะไรที่ผมเลือกซื้อบ้านตั้งแต่ยังเด็ก แทนการเช่าบ้านที่หลายคนแนะนำนะครับ มองดูดอกเบี้ยลดเดือนละ 8200 เหลือ 7800 มันก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างจริงๆ ถ้ามีเงินเยอะๆก็อยากจะโปะเยอะๆเลย...
ปัจจุบันผมทราบว่าจุดเด่นการเรียนรู้ไวที่สุดของผมหายไป ผมอ่านหนังสือหลายวัน ก็ยังไม่ได้เข้าใจอะไรขึ้นมาเลย ผมเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดนานๆได้ ผมพยายามอ่านหนังสือเพิ่มความรู้ แต่อ่านได้ไม่เกิน 15 นาที ก็รู้สึกว่าง่วงทุกครั้ง ต้องไปทำอย่างอื่นสิ่งที่ชอบแทน เล่นเน็ต , เล่นเฟส , ดูยูทูป , ฟังเพลง .... บางทีผมง่วงแต่ผมก็ฝืนอ่าน สรุปความคิดที่จะเลิกอ่าน หรือใจลอยปรากฎออกมาแทบจะทุกๆนาที สุดท้ายอ่านไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมเข้าใจว่าอาจจะเพราะผมนอนไม่พอ ผมเลยอาจจะง่วง หรือสมาธิสั้นก็ได้ แต่ปัจจุบันผมก็พยายามนอนให้มากขึ้น 8-9 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทำไม ผมรู้สึกว่าผมนอนนานขึ้นแล้ว นานขึ้นจริง 8ชม.ทุกวันอย่างต่ำ แต่ความง่วง ความเพลียไม่ได้หายไปเลย นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ
เหมือนความขี้เกียจเริ่มเกาะกิน หรือร่างกายผมกำลังทวงคืนเวลาของมัน ที่ตอนสมัยเรียนผมแทบไม่ได้นอน
ตอนนี้ผมเริ่มออกกำลังกาย ผมบังคับตัวเองโดยการซื้อนาฬิกาสุขภาพ garmin ราคาหลักหมื่น เพราะผมทราบว่าตัวเองเป็นคนขี้งก และชอบเทคโนโลยี ผมเริ่มวิ่งเหยาะๆ 8 นาที heart rate ผมพุ่งไป 199-200 วิ่งวันแรกเกือบตายรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน หอบดังฟี้ๆ ผมเริ่มวิ่งวันที่ 2 สลับเดิน heart rate ยัง 150-180+ (ผมพยายามรักษาไว้ไม่ให้เกิน 180) เพราะผมพยายมรักษาเพดาน heart rate สรุปวิ่ง 2 กิโลล่อไปครึ่งชั่วโมงกว่า
สัดส่วนผมไม่ได้เลวร้าย สูง 170 น้ำหนัก70 ผมไม่ได้เป็นโรคอ้วน แต่ผมวิ่งแค่ 1 กิโล(วันแรก) กินเวลาไป 8 นาที heart rate ผมพุ่งทะลุ 200 ถ้าวิ่งอีกหน่อยผมต้องตายแน่นอน
แต่ผมกลับไปเปิดเฟส เห็นเพื่อนผมสัดส่วนอ้วนมาก (ไม่ได้ตั้งใจจะเหยียดนะครับ) แต่ยังลงแข่งวิ่ง 10k ได้เวลาชั่วโมงนิดๆ ยังคงนำผมไปไกลมาก ถ้าวิ่งแข่งกันคงเทียบรอบไม่ติด มองดูผู้หญิงที่วิ่งมินิก็ยังวิ่งได้ไกลและเร็วกว่าผม มองย้อนกลับไปที่ตัวเอง จิตตกอย่างหนัก
แล้วผมป่วยพอดี ประกอบกับหน้าฝน กระหน่ำกรุงเทพ แต่พอคิดไปคิดมา ผมว่ามันก็แค่ข้ออ้าง ถ้าจะเปลี่ยนตัวเองก็คงทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อนละมั้ง...
ผมเริ่มรู้สึกว่าผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จนผมก็ไม่แน่ใจ ว่าต่อให้ผมออกกำลังกาย ก็คงไม่มีทางกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว
หรือผมเริ่มแก่ลงจริงๆ
บางครั้งผมก็พยายามทำความรู้จักตัวเอง เหมือนตอนนี้ ทั้งสมาธิสั้น ทั้งขี้เกียจ ทั้งขี้กลัว ทั้งโลเล ทั้งขาดความมั่นใจ ทั้งโลภมาก
บางทีอาจต้องเพิ่มความมั่นใจในการทำสิ่งเล็กๆให้สำเร็จก่อน ผมพยายามบอกตัวเองแบบนั้นทุกวัน แต่ก็นะ ผมควรไปหาหมอจิตแพทย์ไหม
ที่โพสนี้บางทีก็อยากระบาย ต้องขออภัยคนที่เข้ามาอ่านทุกคนด้วยครับ
รู้สึกว่าเริ่มแก่กัน ตอนอายุเท่าไหร่ครับ รู้สึกว่าหมดไฟตอนไหน รู้สึกว่าทำไมเราไม่เก่งเหมือนเดิมบ้างไหมครับ หรือป่วย
เล่นเต็มที่ เรียนเต็มที่ หนังสืออ่านแค่วันเดียวก่อนสอบก็สอบได้สบาย นอนบ้างไม่นอนบ้าง ไม่เคยออกกำลังกาย แต่ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ก็เรียนรู้ไวมาก เรียนรู้ทุกอย่าง ทำเว็บ เขียนโปรแกรม
ตอนมหาวิทยาลัย ผมก็ยังพีคในด้านการเรียนสุดอยู่ หนังสือก็อ่านแค่วันสองวันก่อนสอบเหมือนเดิม จบมาเกรดเฉลี่ย 3.96
แต่ผมรู้สึกว่าผมอ่อนลง ตกต่ำลง ที่ยังดีอยู่มันแค่เรื่องที่เรียน เหมือนกินบุญเก่าตอนจบม.ปลายเลย
ในทักษะทางคอมพิวเตอร์ ผมไม่มีทักษะอะไรใหม่ๆ ไม่มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่งเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตกต่ำลงเรื่อยๆๆครั้งแรก
ผมพยายามหาสาเหตุ โทษนั่นนู่นนี่ บางทีก็คิดว่าอาจเพราะมีแฟนหรือเปล่า (ผมอยู่ด้วยกันกับแฟนตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปี1) แฟนฉุดผมลงหรือเปล่า ?เอาเวลาการเรียนรู้ของผมไปหรือเปล่า? แต่พอมาคิดดูแล้วผมก็ไม่ใช่แฟนที่ดี ถึงแม้จะอยู่ด้วยกันแต่ก็ไม่ได้ให้เวลาอะไรกับแฟนเท่าไหร่ ข้ออ้างนั้นก็ตกไป (ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่นะครับ 8 ปีแล้วมั้ง อยู่บ้านด้วยกัน)
ตอนผมสมัครงานครั้งแรกหลังเรียนจบ ไปตรวจสุขภาพผมพบโรคความดันโลหิตสูงเป็นครั้งแรก แต่ผมก็ยังนอนดึก เล่นๆ เหมือนเดิม ทำทุกอย่างตามเดิม ไม่เคยออกกำลังกาย
สุดท้ายจบมาทำงาน 3-4 ปี ผมรู้สึกได้เลยว่าผมไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นเลย มีแต่ตกต่ำลง ช่วงแรกๆก็มองเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ผมเคยอยู่เหนือกว่า นำไปทีละก้าวทีละก้าว ตอนนี้ก็นำไปไกลแล้ว แต่ผมก็ปลง ทราบว่ามันเป็นเรื่องปกติ อ่านบทความเขาว่าไม่ควรไปเทียบตัวเองกับคนอื่น ในเมื่อเราเลือกความสุข เราเลือกที่จะทำงานแค่ 40 เล่นอีก 60 เอง
ผมเคยถามตัวเอง ทำไมไม่ก้าวหน้าขึ้น หรือเพราะเราทำงานแค่ 40 เล่นอีก 60 เงินเดือนเพียงพอ อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี หรือเพราะอะไร แต่ทำไมทั้งๆที่ผมเลือกความสุข แต่ตอนนี้ผมเริ่มไม่มีความสุขแล้ว
ผมพยายามปรับปรุงตัวเอง ย้ำกับตัวเองทุกวันว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเล็กๆน้อยๆ ทุกๆคืนก่อนนอน บางวันก็เครียดนอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็หลายชม. แต่พอตื่นมาก็ลืมทุกความตั้งใจ เป็นแบบนี้ซ้ำซากๆ ทุกๆวัน
บางทีผมก็เบื่อ อยากหลุดจากตัวเองไป อยากหลุดไปให้พ้น อยากไปทำอย่างอื่น ผมติดเกมผมยอมรับ และผมก็มีทักษะด้านเกม ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าผมออกไปจริงจังกับ esport จะคุ้มไหม แต่ผมไม่สามารถทำได้แน่ๆ ผมมีบ้านที่ต้องผ่อน คนในครอบครัวอยู่ด้วยกันหลายคน มีภาระที่ต้องจ่ายทุกเดือน ค่าบ้านก็ 14,000 บาทต่อเดือนแล้ว ผมมีครอบครัวที่ต้องดูแล ผมตัดใจด้านนั้น พยายามเลิกเล่นเกม พยายามมาหลายปี แต่ทุกครั้งที่เครียดที่เบื่อ ก็หยิบเกมขึ้นมาเล่น แล้วความคิดเหล่านั้นก็กลับมาไม่เคยหลุดจากหัวผมได้สักที บางทีผมก็อยากลาออกแล้วไปทำมันจริงๆ ผมอิจฉาพี่ชายผมที่ได้ทำทุกอย่างที่ต้องการ ได้ลองทำฟรีแล้น ได้ลองเล่นดนตรี ได้ลองเล่นกอล์ฟ ได้ลองเป็นดีเจ ได้ลองเป็นช่างกล้อง สุดท้ายก็เลิกหมด ตอนนี้เป็นนักแคสเกม ไลฟ์สดเล่นเกมผ่านยูทูป.. ตอนแรกๆก็รายได้น้อยกว่า ได้ไม่กี่พัน แรกๆผมไม่ได้เรียกร้องอะไรเพราะพี่ชายผมเงินน้อย และผมคิดซะว่าถึงพี่ไม่อยู่บ้านเดียวกับผม ผมก็ต้องจ่ายค่าเช่าเท่าเดิมอยู่ แต่ตอนนี้พี่ชายผมก็รายได้ก็หลักหมื่นแล้ว ไม่ได้มีภาระอะไรที่ต้องจ่าย ใจนึงผมก็ยังคิดแบบเดิม อีกใจนึงผมก็อยากให้เขาช่วยผ่อนบ้านบ้าง
จริงๆผมก็อิจฉาที่เขาได้ลอง ได้ทำในสิ่งที่รัก ผมก็อยากทำแบบนั้น ผมเบื่อ แต่ใจผมก็บอกว่าทำไม่ได้ มันไม่ใช่งานมั่นคง ผมคิดว่าคงเป็นคนดีผมยอมเสียสละเพื่อแบกรับไว้ หรือผมกลัวที่จะทำกันแน่นะ หรือผมกลัวที่จะหลุดจากกรอบกันเป็นอยู่ สุดท้ายผมก็ไม่กล้าเสี่ยง ได้แต่อิจฉา
แต่ผมก็ไม่ได้เสียใจอะไรที่ผมเลือกซื้อบ้านตั้งแต่ยังเด็ก แทนการเช่าบ้านที่หลายคนแนะนำนะครับ มองดูดอกเบี้ยลดเดือนละ 8200 เหลือ 7800 มันก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างจริงๆ ถ้ามีเงินเยอะๆก็อยากจะโปะเยอะๆเลย...
ปัจจุบันผมทราบว่าจุดเด่นการเรียนรู้ไวที่สุดของผมหายไป ผมอ่านหนังสือหลายวัน ก็ยังไม่ได้เข้าใจอะไรขึ้นมาเลย ผมเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดนานๆได้ ผมพยายามอ่านหนังสือเพิ่มความรู้ แต่อ่านได้ไม่เกิน 15 นาที ก็รู้สึกว่าง่วงทุกครั้ง ต้องไปทำอย่างอื่นสิ่งที่ชอบแทน เล่นเน็ต , เล่นเฟส , ดูยูทูป , ฟังเพลง .... บางทีผมง่วงแต่ผมก็ฝืนอ่าน สรุปความคิดที่จะเลิกอ่าน หรือใจลอยปรากฎออกมาแทบจะทุกๆนาที สุดท้ายอ่านไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมเข้าใจว่าอาจจะเพราะผมนอนไม่พอ ผมเลยอาจจะง่วง หรือสมาธิสั้นก็ได้ แต่ปัจจุบันผมก็พยายามนอนให้มากขึ้น 8-9 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทำไม ผมรู้สึกว่าผมนอนนานขึ้นแล้ว นานขึ้นจริง 8ชม.ทุกวันอย่างต่ำ แต่ความง่วง ความเพลียไม่ได้หายไปเลย นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ
เหมือนความขี้เกียจเริ่มเกาะกิน หรือร่างกายผมกำลังทวงคืนเวลาของมัน ที่ตอนสมัยเรียนผมแทบไม่ได้นอน
ตอนนี้ผมเริ่มออกกำลังกาย ผมบังคับตัวเองโดยการซื้อนาฬิกาสุขภาพ garmin ราคาหลักหมื่น เพราะผมทราบว่าตัวเองเป็นคนขี้งก และชอบเทคโนโลยี ผมเริ่มวิ่งเหยาะๆ 8 นาที heart rate ผมพุ่งไป 199-200 วิ่งวันแรกเกือบตายรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน หอบดังฟี้ๆ ผมเริ่มวิ่งวันที่ 2 สลับเดิน heart rate ยัง 150-180+ (ผมพยายามรักษาไว้ไม่ให้เกิน 180) เพราะผมพยายมรักษาเพดาน heart rate สรุปวิ่ง 2 กิโลล่อไปครึ่งชั่วโมงกว่า
สัดส่วนผมไม่ได้เลวร้าย สูง 170 น้ำหนัก70 ผมไม่ได้เป็นโรคอ้วน แต่ผมวิ่งแค่ 1 กิโล(วันแรก) กินเวลาไป 8 นาที heart rate ผมพุ่งทะลุ 200 ถ้าวิ่งอีกหน่อยผมต้องตายแน่นอน
แต่ผมกลับไปเปิดเฟส เห็นเพื่อนผมสัดส่วนอ้วนมาก (ไม่ได้ตั้งใจจะเหยียดนะครับ) แต่ยังลงแข่งวิ่ง 10k ได้เวลาชั่วโมงนิดๆ ยังคงนำผมไปไกลมาก ถ้าวิ่งแข่งกันคงเทียบรอบไม่ติด มองดูผู้หญิงที่วิ่งมินิก็ยังวิ่งได้ไกลและเร็วกว่าผม มองย้อนกลับไปที่ตัวเอง จิตตกอย่างหนัก
แล้วผมป่วยพอดี ประกอบกับหน้าฝน กระหน่ำกรุงเทพ แต่พอคิดไปคิดมา ผมว่ามันก็แค่ข้ออ้าง ถ้าจะเปลี่ยนตัวเองก็คงทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อนละมั้ง...
ผมเริ่มรู้สึกว่าผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จนผมก็ไม่แน่ใจ ว่าต่อให้ผมออกกำลังกาย ก็คงไม่มีทางกลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว
หรือผมเริ่มแก่ลงจริงๆ
บางครั้งผมก็พยายามทำความรู้จักตัวเอง เหมือนตอนนี้ ทั้งสมาธิสั้น ทั้งขี้เกียจ ทั้งขี้กลัว ทั้งโลเล ทั้งขาดความมั่นใจ ทั้งโลภมาก
บางทีอาจต้องเพิ่มความมั่นใจในการทำสิ่งเล็กๆให้สำเร็จก่อน ผมพยายามบอกตัวเองแบบนั้นทุกวัน แต่ก็นะ ผมควรไปหาหมอจิตแพทย์ไหม
ที่โพสนี้บางทีก็อยากระบาย ต้องขออภัยคนที่เข้ามาอ่านทุกคนด้วยครับ