พอเอ่ยชื่อของ เซียนน่า มิลเลอร์ ข้าพเจ้าจะนึกได้แต่สถานะ(อดิต)แฟนของ จูด ลอร์ จะหาหนังมาอ้างอิงเป็นจริงเป็นจังไม่ค่อยได้ เพราะนางมักจะได้รับบทสมทบ หรือบทที่ผู้ชายเป็นตัวเด่นซะส่วนใหญ่
แต่พอมาถึงเรื่องนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่านางมีเครดิตหนัง ที่เป็นนักแสดงนำทั้งเรื่องจริงๆ และสามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้อยู่หมัด
หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับชนชั้นแรงงาน "เดบรา" อดีตเด็กสก๊อยใจแตก ปากจัด ที่พลาดท่าท้องจนมีลูกตั้งแต่อายุ 16 จนกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นสาวเสิร์ฟเลี้ยงลูกไปวันๆ มีงานอดิเรกคือการเป็นเมียน้อยกับสามีชาวบ้าน โดยหวังลมๆแล้งๆว่าจะมีผู้ชายมารักจริงจัง
จนเมื่อ บริดเจ็ต ลูกสาวโตจนอายุ 16 ก็เจริญตามรอยแม่ ด้วยการมีลูกในวัยเรียนด้วยเช่นกัน ทำให้เดบรา ต้องมีสถานะเป็นคุณยายด้วยวัยแค่ 32 ปี
โดยมีครอบครัวของพี่สาว อาศัยอยู่บ้านตรงกันข้าม และแม่ที่แวะเวียนมาเยี่ยมสม่ำเสมอ คอยช่วยเหลือเป็นระยะ
หนังเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว จนถึงคืนหนึ่ง บริดเจ็ต ออกไปเที่ยวกับ ไทเลอร์ แฟนเก่า(พ่อของเด็ก) แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งลูกน้อย"เจสซี่" ไว้ให้ยายเลี้ยงตามลำพัง
แน่นอน เมื่อลูกสาวหายไป ปฏิกิริยาแรกของนางคือ"สติแตก" และพุ่งเป้าไปที่ไทเลอร์อย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ไทเลอร์จะมีพยาน-หลักฐานอย่างแน่นหนาก็ตาม
พอเสียศูนย์จากเหตุการณ์ลูกหาย นางพยายามหาที่พึ่งทางใจจากชู้รัก แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร นางก็บุกไปอาละวาดถึงบ้าน จนโดนเมียหลวงด่าหน้าหงายกลับมา
นางเลยประชดชีวิตด้วยการขับรถพุ่งเข้าข้างทาง แต่ก็รอดตายเดินกลับมาบ้านได้
จบองก์แรก

จากเรื่องย่อในองก์แรก อาจจะนึกว่าเป็นหนังแบบ "ลูกกูอยู่ไหน"
แต่เปล่าเลย หนังทิ้งประเด็นเรื่องลูกหายไว้เพียงแค่นั้น (กลับมาเฉลยอีกที ก็ตอนท้ายเรื่องโน่นเลย)
เพราะตามความเป็นจริง นางก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงบ้านๆคนนึง ที่ไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์ หรือมีทักษะพิเศษอื่นๆ นางจึงทำได้แค่ใช้ชีวิตในส่วนที่เหลือต่อไปให้ดีที่สุด
ในตัวหนังยังแบ่งเล่าไปอีก 2 องก์ตามช่วงอายุ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่โตขึ้นตามวัย
จากคุณแม่วัยสก๊อย ปากจัด อารมณ์รุนแรง ในองก์แรก
มาเป็นคุณยายยังสาว ที่คบผัวไว้เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้าน และส่งตัวเองเรียนกศน. ถึงแม้จะเป็นที่รองมือรองเท้าก็ตาม ในองก์ที่ 2
จนมาถึงองก์ที่ 3 เรียนจบ ถีบตัวเองจากสาวเสิร์ฟ มาทำงานนั่งโต๊ะ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ในวัย 38 และสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆได้สุขุม ลุ่มลึกกว่าเดิมมาก
โดยในแต่ละองก์ เราจะเห็นพัฒนาการทางวุฒิภาวะ ทั้งอารมณ์ ความคิด (และความสวย) ของตัวละครนี้ไปเรื่อยๆ
ซึ่งตัวบทภาพยนตร์ สามารถเล่าเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอทั้ง 3 ส่วนแบบไม่สะดุด และไม่ได้ยัดเยียดชีวิตรันทดจนเกินไป
หนังตีความคำว่า Feminist ในแบบที่ควรจะเป็น
ซึ่งปัจจุบัน หลายคนตีความคำนี้ผิดไปไกลมาก
คำว่า Feminist ในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่การไปไล่กระทืบผู้ชาย หรือการยกตัวเองให้เหนือกว่า แบบที่หนังเรื่องอื่นตีความ
แต่เป็นการทำหน้าที่ด้วยความสามารถของตัวเอง โดยใช้หลักความเสมอภาค (Equality) อย่างเท่าเทียมกันต่างหาก

ปล. ในปีนี้จะมีหนังชื่อเดียวกันอีกเรื่อง ซึ่งนำแสดงโดย Hong Chau จาก Downsizing สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกัน
เพิ่งฉายในเทศกาล Tribeca Film Festival เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับหนัง ทำให้ข้าพเจ้า สับสนมาก เพราะข้อมูลใน IMDB ตีกันมั่วไปหมด
ก็เลยต้องยึดเอาปีที่ฉายครั้งแรกแทน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ (ที่ Sienna Miller แสดง) ฉายครั้งแรกในเทศกาล Toronto International Film Festival เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
แต่เพิ่งมาเข้าโรงฯปกติ เดือนมิถุนายนปีนี้
ก็เลยใช้เป็น American Woman (2018)
ส่วนอีกเรื่อง (ที่ Hong Chau แสดง) ก็ใช้เป็น American Woman (2019) แทน
American Woman (2018) เมื่อไม้ล้มวิวัฒนาการเป็นไม้ยืนต้น
แต่พอมาถึงเรื่องนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่านางมีเครดิตหนัง ที่เป็นนักแสดงนำทั้งเรื่องจริงๆ และสามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้อยู่หมัด
หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับชนชั้นแรงงาน "เดบรา" อดีตเด็กสก๊อยใจแตก ปากจัด ที่พลาดท่าท้องจนมีลูกตั้งแต่อายุ 16 จนกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นสาวเสิร์ฟเลี้ยงลูกไปวันๆ มีงานอดิเรกคือการเป็นเมียน้อยกับสามีชาวบ้าน โดยหวังลมๆแล้งๆว่าจะมีผู้ชายมารักจริงจัง
จนเมื่อ บริดเจ็ต ลูกสาวโตจนอายุ 16 ก็เจริญตามรอยแม่ ด้วยการมีลูกในวัยเรียนด้วยเช่นกัน ทำให้เดบรา ต้องมีสถานะเป็นคุณยายด้วยวัยแค่ 32 ปี
โดยมีครอบครัวของพี่สาว อาศัยอยู่บ้านตรงกันข้าม และแม่ที่แวะเวียนมาเยี่ยมสม่ำเสมอ คอยช่วยเหลือเป็นระยะ
หนังเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว จนถึงคืนหนึ่ง บริดเจ็ต ออกไปเที่ยวกับ ไทเลอร์ แฟนเก่า(พ่อของเด็ก) แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งลูกน้อย"เจสซี่" ไว้ให้ยายเลี้ยงตามลำพัง
แน่นอน เมื่อลูกสาวหายไป ปฏิกิริยาแรกของนางคือ"สติแตก" และพุ่งเป้าไปที่ไทเลอร์อย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ไทเลอร์จะมีพยาน-หลักฐานอย่างแน่นหนาก็ตาม
พอเสียศูนย์จากเหตุการณ์ลูกหาย นางพยายามหาที่พึ่งทางใจจากชู้รัก แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร นางก็บุกไปอาละวาดถึงบ้าน จนโดนเมียหลวงด่าหน้าหงายกลับมา
นางเลยประชดชีวิตด้วยการขับรถพุ่งเข้าข้างทาง แต่ก็รอดตายเดินกลับมาบ้านได้
จบองก์แรก
จากเรื่องย่อในองก์แรก อาจจะนึกว่าเป็นหนังแบบ "ลูกกูอยู่ไหน"
แต่เปล่าเลย หนังทิ้งประเด็นเรื่องลูกหายไว้เพียงแค่นั้น (กลับมาเฉลยอีกที ก็ตอนท้ายเรื่องโน่นเลย)
เพราะตามความเป็นจริง นางก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงบ้านๆคนนึง ที่ไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์ หรือมีทักษะพิเศษอื่นๆ นางจึงทำได้แค่ใช้ชีวิตในส่วนที่เหลือต่อไปให้ดีที่สุด
ในตัวหนังยังแบ่งเล่าไปอีก 2 องก์ตามช่วงอายุ เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ที่โตขึ้นตามวัย
จากคุณแม่วัยสก๊อย ปากจัด อารมณ์รุนแรง ในองก์แรก
มาเป็นคุณยายยังสาว ที่คบผัวไว้เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้าน และส่งตัวเองเรียนกศน. ถึงแม้จะเป็นที่รองมือรองเท้าก็ตาม ในองก์ที่ 2
จนมาถึงองก์ที่ 3 เรียนจบ ถีบตัวเองจากสาวเสิร์ฟ มาทำงานนั่งโต๊ะ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ในวัย 38 และสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆได้สุขุม ลุ่มลึกกว่าเดิมมาก
โดยในแต่ละองก์ เราจะเห็นพัฒนาการทางวุฒิภาวะ ทั้งอารมณ์ ความคิด (และความสวย) ของตัวละครนี้ไปเรื่อยๆ
ซึ่งตัวบทภาพยนตร์ สามารถเล่าเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอทั้ง 3 ส่วนแบบไม่สะดุด และไม่ได้ยัดเยียดชีวิตรันทดจนเกินไป
หนังตีความคำว่า Feminist ในแบบที่ควรจะเป็น
ซึ่งปัจจุบัน หลายคนตีความคำนี้ผิดไปไกลมาก
คำว่า Feminist ในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่การไปไล่กระทืบผู้ชาย หรือการยกตัวเองให้เหนือกว่า แบบที่หนังเรื่องอื่นตีความ
แต่เป็นการทำหน้าที่ด้วยความสามารถของตัวเอง โดยใช้หลักความเสมอภาค (Equality) อย่างเท่าเทียมกันต่างหาก
ปล. ในปีนี้จะมีหนังชื่อเดียวกันอีกเรื่อง ซึ่งนำแสดงโดย Hong Chau จาก Downsizing สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกัน
เพิ่งฉายในเทศกาล Tribeca Film Festival เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับหนัง ทำให้ข้าพเจ้า สับสนมาก เพราะข้อมูลใน IMDB ตีกันมั่วไปหมด
ก็เลยต้องยึดเอาปีที่ฉายครั้งแรกแทน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ (ที่ Sienna Miller แสดง) ฉายครั้งแรกในเทศกาล Toronto International Film Festival เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
แต่เพิ่งมาเข้าโรงฯปกติ เดือนมิถุนายนปีนี้
ก็เลยใช้เป็น American Woman (2018)
ส่วนอีกเรื่อง (ที่ Hong Chau แสดง) ก็ใช้เป็น American Woman (2019) แทน