EP 14 อัจฉริยะโดยกำเนิด (กุยแกนั้น สำคัญไฉน)

EP 14 อัจฉริยะโดยกำเนิด (กุยแกนั้น สำคัญไฉน)
(เนื้อหายาวไป มีลิ้งคลิปเสียงด้านล่าง ฝากกดติดตามเป็นกำลังใจ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะครับ) 
https://youtu.be/V60f0eP9go8
ขอขอบพระคุณเนื้อหาที่ 
Cr : อี้จงเทียนพิเคราะห์สามก๊ก ซับไทย Ong China

ในตอนที่แล้วเราพูดถึงการเป็นจอมคนของเล่าปี่ ว่าแม้โจโฉจะดูออก แต่ด้วยเล่าปี่นั้น ไม่มีดินแดน ไม่มีฐานที่มั่น ทำให้โจโฉนั้นมองข้าม พลาดท่าปล่อยเล่าปี่หนีไป หลังจากที่เล่าปี่หนี ผ่านไป หกปี เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญอยู่ สองเรื่อง คือ เรื่องแรก เดือน 7 ในปีนั้น ที่ปรึกษาคนสำคัญของโจโฉ “กุยแก ล้มป่วยจนเสียชีวิต” และในปีเดียวกัน “จูกัดเหลียง ขงเบ้ง ออกจากหลงจงมาอยู่ข้างกายเล่าปี่” มาถึงตอนนี้ โชคชะตาพลิกผัน เล่าปี่ จากที่ เหมือนคนตายกลับกลายเหมือนคนเป็น ซึ่งสองเรื่องนี้เกี่ยวพันธ์กัน โดยฝ่ายเล่าปี่นั้น เรียกได้ว่า มีแต่ได้กับได้ ส่วนโจโฉนั้น มีแต่เสียกับเสีย ก็คือ เมื่อเล่าปี่ได้ขงเบ้ง ถือว่าได้หนึ่ง และโจโฉเสียกุยแก ถือว่าเล่าปี่ได้อีกหนึ่ง จึงว่าเล่าปี่นั้น มีได้กับได้ ส่วนโจโฉ เสียกุยแก ถือว่าเสียไปหนึ่ง และเล่าปี่ได้ขงเบ้ง ถือว่าเสียไปอีกหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่า โจโฉนั้นมีแต่เสียกับเสีย
อย่างที่เรารู้กันก็คือ เมื่อเล่าปี่ได้ขงเบ้งมา ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จไปหมด ถือได้ว่าไปขาขึ้นของเล่าปี่ก็ว่าได้ ส่วนกุยแกนั้น สำหรับโจโฉแล้ว ถือว่าสำคัญมากเป็นที่สุด หากเราถึงมองประวัติของโจโฉ หลังจากได้กุยแกมา เรียกได้ว่า โจโฉนั้นรบได้ชัยโดยตลอด สามารถปราบดินแดนทางตอนเหนือ กำจัดตระกูลชองอ้วนเสี้ยวได้อย่างราบคาบ เรียกได้ว่าราบรื่นโดยตลอด จนกระทั้ง กุยแก เข้าร่วมการรบครั้งสุดท้ายที่ “อู๋หว่าน” แล้วเกิดล้มป่วยเสียชีวิตไป
เมื่อปราบ อู๋หว่าน ได้แล้ว โจโฉ นำทัพลงใต้ ตีเกงจิ๋ว หวังคิดปราบเล่าปี่ แต่กลับพ่ายแพ้ในศึกที่ “เซ็กเพ็ก” ในตอนนั้นเอง โจโฉจึงพูดว่า “หากกุยแกยังอยู่ ข้าคงไม่เป็นแบบนี้” คำพูดประโยคนี้ของโจโฉ มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุสามก๊ก ในประวัติของ กุยแก 
การที่โจโฉ ร่ำไห้หากุยแก เป็นเพียงการถอดถอนใจในโชคชะตาเท่านั้น ไม่ได้พูดว่ากล่าวให้เหล่าที่ปรึกษาให้ได้อาย ก็คือโจโฉว่า “ข้านั้นยากนัก กว่าจะได้กุยแกมา และก็ยากนัก กว่าที่ข้าจะรวบรวมดินแดนตอนเหนือได้ และในอีกไม่นาน ข้าก็อาจจะรวบรวมดินแดนได้ทั้งหมด แล้ว กุยแกทำไม เจ้าจึงรีบจากไป ทำไมเจ้าด่วนจากข้าไป ทำไมข้าจึงโชคร้ายเช่นนี้ หากว่ากุยแกยังอยู่ พวกเราอาจจะไม่ต้องพบความลำบากและความพ่ายแพ้เช่นนี้” 
ทำไมโจโฉถึงได้พูดถึงขนาดนี้ ทั้งที่โจโฉนั้นก็มีที่มีปรึกษาที่มีความสามารถอยู่มากมาย กุยแกนั้นสำคัญขนาดไหน ต่างจากคนอื่นอย่างไร อ.อี้จงเทียน อธิบายเพิ่มเติมว่า กุยแกนั้น เป็นคนที่มีความสามารถและคุณสมบัติที่พิเศษอย่างยิ่ง เพราะ กุยแกคือ อัจริยะทางการทหาร ความพิเศษของกุยแก เรียกได้ว่า “แผนการแยบยล ชี้ขาดทันท่วงที ชนะอย่างพลิกผัน พลิกแพลงตามสถานะการณ์ คาดการณ์ดุจหยั่งรู้ กล้าได้กล้าเสีย”
ตัวอย่าง ในสงครามครั้งสุดท้ายของกุยแก ก็คือ ในศึก “อู๋หว่าน” หรืออีกชื่อคือ “อู๋หวน” ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือ และกลุ่มคนเหล่านี้ก็เป็นพวกเดียวกับอ้วนเสี้ยว หลังสงครามกัวต๋อ อ้วนเสี้ยวป่วยตาย อ้วนถำบุตรชายคนโตถูกโจโฉฆ่า อ้วนซงกับอ้วนฮีจึงหนีไปอู๋หว่าน และเมื่อโจโฉต้องการรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องเข้าตีอู๋หว่าน เพื่อกำจัดอ้วนซงและอ้วนฮี 
แต่ในศึกครั้งนี้นั้นยากนัก เดิมที่โจโฉอันเชิญฮ่องเต้ที่ ฮูโต๋ ตอนนี้ตั้งฐานทัพไว้ที่ เมืองเย่เฉิน (เห่อเป๋ย) แต่ อู๋หว่าน ตามแผนที่นั้น หนทางห่างไกลกันมาก ดังนั้นในศึกครั้งนี้จึงมีผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก เหตุผลของการคัดค้าน มีอยู่สองข้อ ก็คือ 
ข้อหนึ่ง อ้วนซงกับอ้วนฮี ในตอนนี้นั้น เป็นพวกสิ้นแผ่นดินแล้ว และพวกอู๋หว่าน เป็นพวกคนนอก เป็นชนกลุ่มน้อย ละโมบ ไม่ยึดติด พวกมันไม่มีทางร่วมมือกันได้ ไม่จำเป็นต้องตี
ข้อสอง หากทุ่มเทกำลังทหารไปตีแดนไกล เล่าเปียวที่อยู่ทางใต้ ก็จะมาตีฮูโต๋ เพราะว่า เล่าปี่จอมฉวยโอกาส ตอนนี้อยู่กับเล่าเปียว เล่าปี่ต้องเร่งเร้าให้เล่าเปียวเข้าตีฮูโต๋เป็นแน่ ซึ่งฟังดูแล้วก็มีเหตุผลอยู่
แต่กุยแก กลับสนับสนุนให้เข้าตี กุยแกบอกถึง สามเหตุผลที่จำเป็นต้องตี อู๋หว่าน
ข้อแรก แม้อู๋หว่านนั้นไกลก็จริง แต่เหล่าศัตรูนั้น “เห็นว่าไกลจึงไม่ได้ตระเตรียม” ไม่คาดคิดว่าเราจะโจมตี หากเราโจมตีอย่างฉับพลัน พวกมันไม่อาจทันตั้งตัว เราต้องชนะแน่ 
ข้อสอง อ้วนเสี้ยวนั้นมีบุญคุณต่อพวกอู๋หว่าน เมื่ออ้วนซงและอ้วนฮีผู้เป็นบุตร หนีไปอู๋หว่าน พวกมันต้องร่วมมือกันแน่ และเมื่อพวกมันร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่การรวบรวมแผ่นดินทางเหนือไม่ได้ แต่เมืองที่เราอยู่ในตอนนี้ อย่าง จี้โจวและชิงโจว ดีไม่ดีจะกลายเป็นของคนอื่นไปด้วย
ข้อสาม ไม่จำเป็นต้องระวัง เล่าเปียว ด้วยเหตุว่า เล่าเปียวนั้น เป็นพวกเก่งแต่ปาก พูดจาดูใหญ่โต พูดได้ แต่รบไม่เป็น ถึงแม้เล่าปี่จะไปเข้าด้วย แต่ด้วยเล่าปี่นั้นมีคุณสมบัติเป็นจอมคน เล่าเปียวไม่มีทางเชื่อใจเล่าปี่และไม่มีทางให้เล่าปี่ควบคุมกองทัพเป็นแน่ ดังนั้นเล่าเปียวจึงไม่มีทางมาตีตลบหลังเราแน่นอน
กุยแกนั้นเหมือนดัง “หยั่งรู้ดินฟ้า” ซึ่งต่อมา หลังจากโจโฉยกทัพไปตี อู๋หว่าน เล่าปี่แนะนำเล่าเปียว ให้ใช้โอกาสเมืองว่าง โจมตีฮูโต๋แย่งชิงฮ่องเต้ให้มาอยู่เกงจิ๋ว แต่เล่าเปียวนั้นลังเล จึงบอกกับเล่าปี่ว่า ให้รอก่อนดีกว่า และเมื่อเล่าเปียวนั้นไม่ขยับ เล่าปี่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนโจโฉใช้ความเร็วในการปราบอู๋หว่าน กลับมา เล่าเปียวจึงกล่าวเสียดายในการพลาดโอกาสครั้งนี้กับเล่าปี่ เล่าปี่นั้นก็ทำได้แค่กล่าวกับเล่าเปียวว่า “ไม่เป็นไร โอกาสยังมีอีก ครั้งหน้าพวกเราก็อย่าพลาดแบบนี้อีกก็พอแล้ว”  แต่โอกาสอย่างที่ว่าไม่มีอีกแล้ว เจี้ยนอันศกที่ปี 12 โจโฉสยบอู๋หว่าน เจี้ยนอันศกปีที่ 13 เดือน 7 โจโฉยกทัพมาปราบเล่าเปียว และในเดือนที่ 8 ปีเดียวกัน เล่าเปียวก็ตาย ดังนั้นโอกาสที่ว่าไม่มีแล้ว และเมื่อครั้งเล่าปี่นั้นอยู่กับโจโฉ เหล่าบรรดาที่ปรึกษามีความคิดเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือกลุ่มแรกให้ฆ่าเล่าปี่ และอีกกลุ่มห้ามฆ่าเล่าปี่ ส่วนความเห็นของกุยแกนั้น บันทึกไว้ในจดหมายเหตุสามก๊ก ประวัติชองกุยแก ในเชิงอรรถของ เผยซงจือ รวบรวมไว้เป็น สองแบบ 
แบบแรกคือ กุยแกว่า “ตอนนี้เล่าปี่นั้น เป็นจอมคนที่หมดหนทาง มาสวามิภักดิ์กับพวกเรา หากเราฆ่าเขาเสีย ผู้คนในใต้หล้าจะคิดกันอย่างไร ดังนั้นหากใช้ความกังวลในคนเดียว กลับสลายซึ่งใจคนทั่วหล้า ขอให้ท่านโจโฉ ระมัดระวังด้วย” ก็คือ ฆ่าตามใจชอบไม่ได้ 
แบบที่สอง เมื่อโจโฉปล่อยเล่าปี่ไป กุยแกรีบไปหาโจโฉ แล้วกล่าวว่า “เล่าปี่คนนี้ ปล่อยไปไม่ได้ 
เพราะเขาคือจอมคน หากปล่อยไปวันข้างหน้า ต้องกลับมาสร้างปัญหาเป็นแน่” กุยแก จึงกล่าวว่า “ปล่อยศัตรูไปวันนี้ เป็นกังวัลไปทั้งชาติ ต้องเตรียมหนทางไว้ก่อน แต่เมื่อปล่อยไปแล้ว จะมีแต่เรื่องพะวง ท่านโจโฉต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ” ซึ่งก็คือ “ฆ่าไม่ได้ และปล่อยก็ไม่ได้ด้วย” ทางที่ดีนั้นต้องทำอย่างไร ก็คือ ต้องกักตัวเล่าปี่ไว้ ทำให้ไม่ต้องเสียใจคน และก็ไม่ได้ปล่อยศัตรูหนีไปด้วย แต่ก็แน่นอน สุดท้ายเล่าปี่หนีไปได้
ดังนั้นไม่ว่า โจโฉ ก็ดี กุยแก ก็ดี ต่างก็เป็นคน ปุถุชนธรรมดา คนคิดก็ไม่เท่าฟ้าคิด หกปีหลังจากนั้น ณ แดนหลงจง มีคนๆนึงออกมาแสดงความสามารถ ผู้นั้นคือ จูกัดเหลียง ขงเบ้ง 
โดยจูกัดเหลียง กับ กุยแก นั้น ต่างก็เป็นอัจฉริยะที่หายาก แห่งยุคสามก๊ก ซึ่งทั้งสองคนมีความเหมือนกันอยู่หลายจุด ก็คือ
ข้อหนึ่ง ทั้งสองต่างก็เป็น อัจฉริยะตั้งแต่วัยเยาว์ คือ กุยแกตอนออกมานั้น อายุได้ 27 ส่วนจูกัดเหลียงลงจากเขา ตอนอายุ 26 และเมื่อทั้งสองออกมานั้น ต่างก็มองสถานะการณ์ออกได้อย่างชัดเจน และความเห็นแต่ละอย่าง ต่างก็ทำได้จริง
ข้อสอง ทั้งสองคน ต่างเก่งในการเลือกนาย กุยแก เดิมเข้ากับอ้วนเสี้ยวมองว่าอ้วนเสี้ยวนั้นไม่เหมาะสม จากนั้นจึงเข้าร่วมกับโจโฉแทน ส่วนจูกัดเหลียง สงบนิ่งอยู่ที่หลงจง รอจนเล่าปี่ออกมา 
ข้อสาม ทั้งสองต่างวางแผน ที่สุดยอด อุทิศตัวให้กับก๊กตัวเองจนยิ่งใหญ่
ข้อสี่ มีความภักดี จูกัดเหลียงทำงานสุดความสามารถ จนตัวตาย ซึ่งกุยแกก็เป็นเช่นกัน
ข้อห้า ทั้งสองต่าง เกี่ยวข้องกับการฝากฝังผู้สืบทอดอำนาจต่อ เล่าปี่ฝากฝังเล่าเสี้ยนกับจูกัดเหลียงไว้ก่อนตายที่เมืองป๋ายตี้ ส่วนโจโฉเอง ก็เคยพูดว่าจะฝากฝังเรื่องรุ่นต่อไปกับกุยแกด้วย แต่คิดไม่ถึงว่ากุยแกนั้นจะจากไปก่อน 
จูกัดเหลียง ลงจากเขา ตอนอายุได้ 26 อายุ 54 ป่วยตาย รับใช้อยู่ในกลุ่มเล่าปี่ 28 ปี ในนั้นมี 11 ปี กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ส่วนกุยแก อายุ 27 ออกโรง เสียชีวิต ตอนอายุ 38 รับใช้โจโฉ อยู่ 11 ปี ซึ่งในฐานะคนรุ่นหลังอย่างเรานี้ ก็ยังรู้สึกเสียดายแทนกุยแก ความอาภัพของกุยแกนี้ ก็คือความอาภัพของโจโฉด้วย และก็เป็นโชคดีครั้งใหญ่ของเล่าปี่ในการที่โจโฉเสียกุยแก อีกทั้งเล่าปี่ตอนนี้ก็มี จูกัดเหลียง 
อีกด้วย
แต่เป็นก็เรื่องหน้าแปลกประหลาดใจอยู่ ก็คือ จูกัดเหลียงคนนี้ สงบนิ่งอยู่ที่หลงจง มาโดยตลอด 
เหมือนกับว่า เขารอคอยเล่าปี่ รอให้เล่าปี่เข้ามาหา จึงเป็นเรื่องที่หน้าสนใจว่า ในตัวของเล่าปี่นั้น มีอะไรดีกันแน่ จนทำให้จูกัดเหลียง อัจฉริยะคนนี้ เห็นความสำคัญเช่นนั้น พบกันตอนหน้า กับ EP15 นัยน์ตาที่ปราชญ์เห็น
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่