[SR] รีวิว XIAOMI MIBAND 4 ความคุ้มค่าที่พร้อมหน้าจอสี AMOLED !


Fitness Tracker ในราคาไม่แพงนั้นในตัวเลือกแรกๆของหลายๆคนนั้นต้องมี Mi Band เข้ามาเป็นชื่อแรกๆเลยทีเดียว แน่นอนว่าด้วยราคาที่มันทำออกมาและสเปคฟีเจอร์ที่รองรับการวัดชีพจร ทำให้หลายๆคนนั้นเลือกมันมาใช้งานที่ไม่ได้จริงจังอะไรมากนั้นเน้นจับชีพจร และ แจ้งเตือน ดูเวลาทั่วๆไปนั้นเอง และทาง Mi band 4 นั้นก็ได้เปิดตัวมาด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือมาพร้อมหน้าจอแบบสี แต่ที่สำคัญราคามันไม่ต่างจากเดิมเท่าไรด้วย ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ทำได้ดีมากๆในทั้งเรื่อง ราคา และ สเปค ที่ให้มาและรุ่นนี้ก็ได้พัฒนาอะไรต่างๆมาดีขึ้น จะน่าสนใจยังไงมาดูกันเลยครับสำหรับ MiBand 4 รุ่นล่าสุดที่อัพเกรดอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาจากรุ่นเดิมจะน่าใช้งานกันมากขึ้นแค่ไหน



Mi band 4 รุ่นนี้มีการพัฒนาขึ้นหลักๆคือหน้าจอที่เป็นแบบสี และ รองรับ ทัชสกรีนที่ดีกว่าเดิม ซึ่งมันจะมีหน้าจอทัชสกรีน 0.95 นิ้ว AMOLED ที่ใหญ่กว่ารุ่นที่ผ่านมาถึง 39.9% อีกทั้งยังใช้กระจกกันรอยแบบ 2.5D อีกด้วย และมันมีพื้นหลังหน้าจอให้เลือกมากมาย และ อีกทั้งยังกันน้ำ 5ATM หรือ 50 เมตร ทำให้สามารถใส่ว่ายน้ำได้สบายๆ Mi band 4 นั้นมีเซนเซอร์ที่วัดตำแหน่งได้ถึง 6 แกนด้วยกัน และมีโหมดกีฬาอีก 6 โหมด เช่น ติดตามการว่ายน้ำแบบ real time เป็นต้น และทำให้กดใช้งานจากตัว band ได้เลยครับ รองรับการควบคุมการฟังเพลงผ่านตัวเครื่องได้แล้ว อันนี้คือดีงามมากๆ และยังมีรุ่นที่มี NFC ทำให้สามารถจ่าย Alipay ในประเทศจีนได้ อีกทั้งตัว band ยังมีไมโครโฟนอีกด้วย ทำให้เรียกใช้งาน Xiao AI voice assistant ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ smart home ของ Xiaomi ได้อีกด้วย แต่ในไทยนั้นยังไม่เห็นรุ่นนี้เอาเข้ามาถึงเอามาก็ยังใช้งานระบบนี้ไม่ได้ครับผม



สำหรับ Xiaomi MiBand 4 นั้นในตอนที่แอดซื้อมายังไม่มีตัวขายในไทยอย่างเป็นทางการซึ่งสามารถซื้อมาใช้งานกันก่อนได้ที่เป็นเครื่องจีน แต่ก็รองรับภาษาอังกฤษแบบเดียวกับที่รีวิว ในเรท 900-1,290 แล้วแต่ร้านนะครับ แต่ถ้าเครื่องศูนย์ก็ได้เปิดตัวกันไปแล้วในราคา 1,290 บาทนะครับ




UNBOX

- ตัว MiBand 4
- สายยาง ซิลิโคน สีดำ
- ที่ชาร์จ แบบใหม่
- คู่มือ


DESIGN

การออกแบบนั้นถือว่าไม่ได้แตกต่างกับรุ่นก่อนหน้านี้มากถ้าดูรวมๆครับแต่จะแตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียดต่างๆของตัวเรือนและข้างในซะมากกว่าแน่นอนว่าหน้าจอนั้นที่แตกต่างกันชัดๆเลยจะเป็นหน้าจอแบบสีที่ดูออกเลยว่ารุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า ส่วนในเรื่องภาพรวมๆนั้นจะเป็นหน้าปัดที่เรียบแบนมากกว่ารุ่น 3 ที่จะนูนๆขึ้นมาครับทำให้หน้าจอเรียบๆแบบนี้นั้นติดฟิล์มอะไรได้ง่ายๆและทำให้รักษาได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย ส่วนขนาดต่างๆไม่ได้แตกต่างอะไรมาก


ในส่วนของด้านหลังนั้นจะเห็นว่าเป็นเซนเซอร์การวัดชีพจรอะไรต่างๆและในรุ่นนี้ก็ได้เพิ่มเซนเซอร์ต่างๆเข้ามาในตัวเรือนและการชาร์จนั้นยังคงใช้แบบ แถบทองแดง 2 จุดครับแต่ดีที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งมาที่ด้านหลังแทนแล้วเปลี่ยนที่ชาร์จด้วยทำให้ใช้งานได้ดี และแน่นกว่าเดิมเยอะ รวมถึงลบปัญหาเก่าๆที่เกี่ยวกับการชาร์จของตัว Miband รุ่นก่อนๆ


เมื่อมองจากด้านข้างนั้นจะเห็นเลยว่าตัวหน้าจอนั้นมีความเรียบแบบแบบชัดเจนจากที่รุ่น 3 นั้นจะมีความโค้งค่อนข้างเยอะครับแต่มาในรุ่นนี้ได้ปรับปรุงและทำให้ใช้งานอะไรได้ง่ายรวมถึงการติดฟิล์มอะไรก็ทำได้ง่ายกว่าเดิมครับ ส่วนเรื่องสายความหนาอะไรต่างๆนั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก รวมถึงยังสามารถใช้สายของเดิมได้แบบพอดีๆครับกับรุ่น 3




ตัวเรือนยังคงสามารถถอดออกจากตัวสายได้เหมือนเดิมครับตัวสายอย่างที่บอกหน้าตาอะไรคุ้นๆกันรุ่นก่อนหน้าสามารถใช้งานด้วยกันได้ และการล็อคอะไรต่างๆนั้นยังทำได้ดีแน่นพอสมควรครับ ตัวสายวัสดุต่างๆยังทำได้ดีเหมือนเดิมเป็นซิลิโคนที่นิ่มและใช้งานได้ดีเวลาสวมใส่ไม่ระคายหรือแพ้อะไรครับ ตัวล็อคต่างๆของสายนั้นยังเป็นแบบเดิมที่สามารถปรับได้ค่อนข้างเยอะและล็อคได้ดี ตัวสายสามารถเปลี่ยนได้ค่อนข้างหลากหลายทั้งสีและแบบสามารถสั่งได้ตามร้านข้างนอกทั่วไปที่ขายกับตามเว็บได้เลยครับ หรือจะสั่งออนไลน์จากต่างประเทศพวกนั้นก็มีให้เลือกเยอะมากๆ




ตัวเรือนของ Mi band 4 เมื่อถอดออกมาแล้วนั้นมีขนาดเล็กๆรูปทรงที่คุ้นเคยกันวัสดุเป็นพลาสติกหลักๆและหน้าจอนั้นก็เป็นวัสดุเงาที่มีขอบโค้งรอบๆแต่หน้าจอนั้นเรียบขึ้น และใหญ่กว่าเดิมเนื่องจากมันเป็นหน้าจอสีแม้จะไม่ได้เต็มตัวเรือนมากนักเพราะเป็นแค่สี่เหลี่ยมตรงกลางด้านหน้าอาจจะดูไม่เต็มตาเท่าไร แต่ก็ถือว่ายังมองได้ชัดเจนและสู้แสงได้ดีครับ สามารถสัมผัสได้แบบเต็มรูปแบบ และ มีปุ่มตรงด้านล่างคล้ายๆปุ่ม Home หลักนั้นเอง ด้านหลังก็เป็นเซนเซอร์ทั้งหมด และ แถบชาร์จแบต รวมถึงโลโก้ Mi 8iy´ส่วนตรงกลางนั้นจะเป็นเว้าเข้าไปเมื่อมองจากด้านข้างทำให้เพื่อที่จะล็อคกับตัวสายได้เมื่อเสียบเข้าไปครับ


SPEC

- หน้าจอทัชสกรีน 0.95 นิ้ว (120 x 240 พิกเซล) AMOLED 24bit color ที่มีความสว่าง 400 nits ,
- กระจกกันรอย 2.5D
- แสดง เวลา, จำนวนก้าว, อัตราการเต้นหัวใจ, activities, สภาพอากาศ, การแจ้งเตือนต่างๆ ฯลฯ
- Microphone for voice assistant (รุ่น NFC Edition เท่านั้น)
- Photoplethysmography (PPG) / Heart rate sensor
- ติดตามความฟิต และการนอนหลับของคุณ รวมทั้งแจ้งเตือนเมื่ออยู่นิ่งนานๆ
- Tri-axis Accelerometer + Tri-axis Gyro, Capacitive Wear Monitoring Sensor
- น้ำหนัก 22.1กรัม / 22.2กรัม (รุ่นNFC)
- กันน้ำ 5ATM (50 เมตร)
- Bluetooth 5.0 LE, NFC (เฉพาะรุ่น)
- แบตเตอร์รี่ 135mAh / 125mAh (NFC) Li Ion polymer battery ที่ใช้งานติดต่อกันได้ถึง 20 วัน / 15 วัน (NFC)
- สายสามารถใช้กับรุ่น 3 ได้


SOFTWARE UI

ทางด้านระบบหน้าตาของตัวแอพยังคงใช้งานหลักๆเป็นแอพของ Mi Fit ครับ สามารถหาโหลดใช้งานได้จากทาง Playstore – Appstore ได้เลยสามารถลงทะเบียนและใช้งานได้ครับ ส่วนเรื่องของการเชื่อมต่อก็ทำตามขั้นตอนไม่ยุ่งยากครับ แต่แนะนำให้ชาร์จแบตไว้ก่อนสำหรับตัว Mi band ก่อนที่จะทำการซิงค์ ส่วนหน้าตาก็การใช้งานนั้นก็เข้าใจได้ง่ายครับไม่ยุ่งยากรองรับภาษาไทยได้สำหรับตัวแอพ ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ตามภาษาหลักของเครื่องครับ แต่ถ้าบนตัว นาฬิกาอาจจจะยังไม่รองรับในตอนนี้รออัปเดตจะรองรับแน่นอนครับ หรือเปลี่ยนภาษาเครื่องมือถือเป็นสเปนก็จะสามารถอ่านแจ้งเตือนภาษาไทยได้ครับแต่ลำบากหน่อยในการใช้งานมือถือ


ตัวหน้าตาหลักๆนั้นจะเป็น 3 ส่วนครับคือหน้าหลัก บอกข้อมูล – หน้าเพื่อน – และหน้าการตั้งค่าครับ ซึ่งก็สามารถปรับแต่งและดูข้อมูลได้ง่าย หน้าตาใช้งานไม่ยากครับผม รองรับภาษาไทยได้ด้วยตามภาษาตัวเครื่อง และข้อมูลต่างๆนั้นเราต้องป้อนน้ำหนักส่วนสูงไปด้วยเพื่อที่จะคำนวณข้อมูลอะไรต่างๆออกมาได้ง่ายขึ้นเยอะครับ


ส่วนหน้าแรกนั้นถ้าเราเลือกแทบด้านบนก็จะสามารถเข้าไปในส่วนการออกกำลังได้เลยครับทั้งวิ่ง เดิน หรือ ปั่นจักรยาน และ ถ้าเข้ามาในตั้งค่าส่วนของตัว นาฬิกาสามารถปรับแต่งได้เยอะมากก ทั้งเรื่องข้อมูล การแจ้งเตือนอีกมากมายครับ เช่นในภาพตรงกลางก็จะสามารถตั้งค่าเรื่องการล็อคแบนด์ได้ แจ้งสายเรียกเข้า แจ้งกิจกรรม ปลุก แอพต่างๆได้ทั้งหมด รวมถึงการตั้งค่าการสวมใส่ โหมดกลางคืนที่จะหรี่แสงหน้าจอเอง หรือจะเป็นการยกข้อมือที่จะหน้าจอติดเองครับผม เป็นการตั้งค่าที่ปรับแต่งได้เยอะมากๆเลยครับ


ส่วนเรื่องของการแจ้งเตือนทั้งเรื่องเสียงเรียกเข้า แอพ ปลุกนั้นจะสามารถปรับแต่งการสั่นเองได้อันนี้น่าสนใจครับ จังหวะการสั่นเราสามารถแตะ บรรเลงเองได้เลยว่าจะสั่น ถี่ สั่นนาน จังหวะอะไรแบบไหนโดยการแตะหน้าจอครับ แบบภาพซ้ายสุด หรือจะใช้ของเดิมๆก็ทำได้เช่นกัน อีกทั้งหน้าปัดสามารถเปลี่ยนได้เยอะมาก ตามแบบที่ให้มา แต่น่าเสียดายไม่สามารถปรับแต่งเองได้ ทั้งเรื่องของสีหรือพื้นหลัง — แต่สามารถทำเองได้ซึ่งยิ่งยากต้องต่อคอม โยนไฟล์อะไรพวกนี้ครับผม ถ้ามีให้คนทั่วไปใช้ง่ายๆน่าจะดีมากๆในจุดนี้ครับ


SCREEN

ในรุ่นนี้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดคงเป็นเรื่องของหน้าจอ AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล ที่มีการครอบทับด้วยกระจก 2.5D และแน่นอนว่าการเปลี่ยนมาใช้งานหน้าจอแบบสีพร้อมกับราคาเท่าเดิมทำให้มันน่าสนใจมากๆครับเป็นค่ายเดียวในเรทราคานี้เลยก็ว่าได้ที่ให้หน้าจอแบบสีมาและทำได้ดีทั้งเรื่องของความคมชัด ความสว่างและการสู้แสงครับ หน้าจอนั้นสู้แสงได้ดีมากๆเมื่อปรับระดับสูงสุด มองเห็นได้สบายๆครับ ส่วนเรื่องของสีสันต่างๆนั้นทำได้ดีสมกับ AMOLED และสีค่อนข้างสวยและมีความละเอียดอยู่ในระดับที่รับได้และไม่ได้แย่เลยครับ


ส่วนเรื่องของการสู้แสงแดดนั้นเป็นจุดที่หลายๆคนน่าจะอยากทราบกันและแน่นอนว่าช่วงแรกๆมีข่าวว่าจอไม่ดีเท่าไรนักแต่หลังจากที่ได้ลองนั้นมันจะมีให้ปรับทั้งหมด 5 ระดับและบอกเลยว่าระดับสูงสุดนั้นสู้แสงแดดกลางแจ้งได้ดีมากๆ หรือเจอแสงสะท้อนก็ทำได้ดีแบบในภาพแม้จะเจอแสงรบกวนก็สามารถมองเห็นตัวเล็กได้ดีและสีสันอะไรยังคงมาครบ ตัวจอรองรับมุมมองได้กว้างมากๆครับคือมองแบบเอียงๆหรือเฉียงๆแค่ไหนก็ยังไม่เจอผิดเพี้ยนหรือมองไม่เห็นเลยแม้จะเอียงเยอะแล้วก็ตามครับ ส่วนหน้าจอนั้นอาจจะไม่ได้เต็มอะไรมากเมื่อเทียบกับบอดี้แต่ก็เป็นปกติสำหรับพวกBand

ชื่อสินค้า:   XIAOMI MIBAND 4
คะแนน:     

SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - ได้รับสินค้ามาใช้รีวิวฟรี โดยต้องคืนสินค้าให้เจ้าของสินค้า
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่