สวัสดีค่ะ เราขอเท้าความก่อนนะคะว่าไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาบุพการีของเราแต่อย่างใดเราเพียงต้องการแชร์ประสบการณ์เรื่องราวเรื่องเล่าจากเราค่ะ ซึ่งตั้งแต่เรื่องนี้ยังคอยตอกย้ำและทำให้เราป่วยใจมากๆ เริ่มเลยแล้วกัน (นี่เป็นปัญหามากๆสำหรับเรา)
เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่เล็ก เราถูกคุณแม่ของเราบอกว่าเป็นหมอสิ จะได้ช่วยเหลือผู้คน ซึ่งเมื่อเรารู้ตัวอีกทีเวลาที่ครูอนุบาลถามว่าอยากที่จะเป็นอะไร เราก็จะตอบไปว่าเป็นหมอจะได้ช่วยเหลือผู้คน เรามักจะตอบแบบนั้นไปโดยอัตโนมัต เพียงแค่เพราะเราอยากให้คุณแม่ของเราดีใจที่เราตั้งเป้าอยากจะเป็นหมอ ช่วงวัยเด็กผ่านมาได้ด้วยดีเพราะเราเป็นเด็กที่หัวดีและเรามีความเชื่อที่ว่าเราจะเป็น "หมอ" เมื่อเราโตขึ้นช่วงมัธยมเราก็รู้สึกชอบที่จะวาดรูป ชอบที่จะแต่งนิยาย พวกคุณอาจจะคิดว่าเรื่องที่เราชอบมันเป็นแค่เรื่องของเด็กเพ้อฝันที่ไม่รู้จักโต แต่กิจกรรมเหล่านั้นมันทำให้เราสบายใจกว่าการเรียนเคมี ชีวะ มากๆเลย เราค่อนข้างเรียนคณิตเก่ง ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันมั้ยมันทำให้เราชอบวิชาฟิสิกส์ด้วยเป็นในไม่กี่วิชาที่เราทำได้ เพราะเราถูกปลูกฝังว่าเธอจะต้องเป็นหมอเป็นพยาบาลให้ฉัน(แม่) ช่วงเลือกสายวิชา เราจึงต้องเลือกสายวิทย์-คณิต(ที่ทางบ้านบอกว่าดีหนักดีหนา) ค่ะ เกรดจบเราก็พอถูไถ(ฟิสิกส์ช่วยไว้)แต่เราก็ยังแต่งนิยายตามประสาเราตลอดๆ แต่เราไม่ได้วาดรูปจริงๆจังๆนะคะเพราะให้เวลาไปกับการเรียนวิชาสายวิทย์มาก เราจึงทิ้งกิจกรรมที่ชอบไปพอถึงช่วงเลือกมหาวิทยาลัย เราไม่ได้คิดจะเลือกหมอหรือพยาบาลเลย และแม่เราต้องไม่โอเคมากแน่ๆ เราจึงเลือกมหาวิทยาลัยที่ไกลจากบ้าน(กรุงเทพ) ผลออกมาเราไม่ติดที่ไหนสักที่(เราไม่ได้จริงจังขนาดนั้นเมื่อเทียบกับแม่ของเราว่าเราจะติดที่ไหนเรียนอะไร กลับกันในขณะนั้นเราเครียดมากกว่าว่าใครจะได้เป็นนายก) คุณแม่เลยจัดการส่งมหาลัยเอกชนที่พี่สาวเรียนอยู่
พอเริ่มเรียนได้ไม่กี่วันเราก็รู้สึกไม่ชอบมันไม่ถูกต้องอะค่ะ ช่วงที่รอมหาลัยประกาศเราอยู่กับพี่ที่หอพี่ค่ะได้มีโอกาสวาดรูปเล่นแต่งนิยายอย่างเต็มเวลา เพราะช่วงเวลาในการรอมหาวิทยาลัยมันมีมากค่ะ มันทำให้เราได้คิดกับตัวเองว่าที่เรียนๆไปเนี่ย เพื่ออะไรวะ หรือที่เราต้องการจริงๆมันคือแบบนี้ วาดรูป แต่งนิยาย เรารู้สึกตื่นเต้นและใจเต้นทุกครั้งเมื่อเห็นคลิปสอนวาดรูปและรีวิวสีน้ำ หรือจะเป็นเวลาที่นึกสนุกทุกครั้งที่แต่งนิยายแล้วตัวละครมีพฤติกรรมแบบนี้ มีstoryแบบนี้ (แต่งเองสนุกเอง) โดยส่วนตัวแล้วเราไม่อยากที่จะเรียนแล้วค่ะ แต่ค่าเทอมที่จ่ายไปแล้วไหนจะเอาตัวเองไปอยู่ที่ไหน แม่ไม่ยอมให้อยู่เฉยๆแน่ ถ้าจะไปก็ต้อง "หนี" แล้วจะไปพึ่งใคร เราก็คิดว่าคนอย่างเราจะไปทำงานอะไรได้ แค่ มหาวิทยาลัยยัง เรียนไม่ไหวเลย(จริงๆไม่ได้ยากอะไรสำหรับเรา แต่เรารู้สึกว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องเรียนเลย แล้วเรียนอะไรแบบนี้ไปเพื่ออะไร) ถ้าต้องจำใจเรียนให้จบเราว่า "ใจ" เราไม่ไหว เราไม่อยากต้องกลับมานอนคิดทุกคืน ทุกวัน หลังจากกลับจากที่เรียนเราคิดแผนหนีตลอด คิดแผนเก็บเงินหาเงิน
เพราะความเชื่อของเรามันผิดมาตั้งแต่แรก มันถึงเวลาแล้วรึยังที่จะหยุดค่านิยมแบบนี้ เราไม่ได้จะโทษคุณแม่นะคะ เราก็เข้าใจว่าการที่เขาอยากที่จะเป็นแพทย์แต่ไม่สามารถเป็นได้แล้วเอาความฝันของเขามาลงที่ลูกเนี่ยท่านอาจจะเครียดหลายปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเงิน เพราะเชื่อว่าเป็นแพทย์ = รวย
เราอยากจะถามทุกคนว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ พวกคุณจะทำอย่างไร หรือหากพวกคุณมีประสบการณ์แบบนี้พวกคุณทำอย่างไร เอาเรื่องมาแชร์กันค่ะ
ถ้าเราแท็กผิดหรือทำอะไรผิดพลาดประการใดแจ้งได้นะคะเราเพิ่งเคยเขียนกระทู้ครั้งแรก
เพราะถูกปลูกฝังว่าเป็นหมอดี
เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่เล็ก เราถูกคุณแม่ของเราบอกว่าเป็นหมอสิ จะได้ช่วยเหลือผู้คน ซึ่งเมื่อเรารู้ตัวอีกทีเวลาที่ครูอนุบาลถามว่าอยากที่จะเป็นอะไร เราก็จะตอบไปว่าเป็นหมอจะได้ช่วยเหลือผู้คน เรามักจะตอบแบบนั้นไปโดยอัตโนมัต เพียงแค่เพราะเราอยากให้คุณแม่ของเราดีใจที่เราตั้งเป้าอยากจะเป็นหมอ ช่วงวัยเด็กผ่านมาได้ด้วยดีเพราะเราเป็นเด็กที่หัวดีและเรามีความเชื่อที่ว่าเราจะเป็น "หมอ" เมื่อเราโตขึ้นช่วงมัธยมเราก็รู้สึกชอบที่จะวาดรูป ชอบที่จะแต่งนิยาย พวกคุณอาจจะคิดว่าเรื่องที่เราชอบมันเป็นแค่เรื่องของเด็กเพ้อฝันที่ไม่รู้จักโต แต่กิจกรรมเหล่านั้นมันทำให้เราสบายใจกว่าการเรียนเคมี ชีวะ มากๆเลย เราค่อนข้างเรียนคณิตเก่ง ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันมั้ยมันทำให้เราชอบวิชาฟิสิกส์ด้วยเป็นในไม่กี่วิชาที่เราทำได้ เพราะเราถูกปลูกฝังว่าเธอจะต้องเป็นหมอเป็นพยาบาลให้ฉัน(แม่) ช่วงเลือกสายวิชา เราจึงต้องเลือกสายวิทย์-คณิต(ที่ทางบ้านบอกว่าดีหนักดีหนา) ค่ะ เกรดจบเราก็พอถูไถ(ฟิสิกส์ช่วยไว้)แต่เราก็ยังแต่งนิยายตามประสาเราตลอดๆ แต่เราไม่ได้วาดรูปจริงๆจังๆนะคะเพราะให้เวลาไปกับการเรียนวิชาสายวิทย์มาก เราจึงทิ้งกิจกรรมที่ชอบไปพอถึงช่วงเลือกมหาวิทยาลัย เราไม่ได้คิดจะเลือกหมอหรือพยาบาลเลย และแม่เราต้องไม่โอเคมากแน่ๆ เราจึงเลือกมหาวิทยาลัยที่ไกลจากบ้าน(กรุงเทพ) ผลออกมาเราไม่ติดที่ไหนสักที่(เราไม่ได้จริงจังขนาดนั้นเมื่อเทียบกับแม่ของเราว่าเราจะติดที่ไหนเรียนอะไร กลับกันในขณะนั้นเราเครียดมากกว่าว่าใครจะได้เป็นนายก) คุณแม่เลยจัดการส่งมหาลัยเอกชนที่พี่สาวเรียนอยู่
พอเริ่มเรียนได้ไม่กี่วันเราก็รู้สึกไม่ชอบมันไม่ถูกต้องอะค่ะ ช่วงที่รอมหาลัยประกาศเราอยู่กับพี่ที่หอพี่ค่ะได้มีโอกาสวาดรูปเล่นแต่งนิยายอย่างเต็มเวลา เพราะช่วงเวลาในการรอมหาวิทยาลัยมันมีมากค่ะ มันทำให้เราได้คิดกับตัวเองว่าที่เรียนๆไปเนี่ย เพื่ออะไรวะ หรือที่เราต้องการจริงๆมันคือแบบนี้ วาดรูป แต่งนิยาย เรารู้สึกตื่นเต้นและใจเต้นทุกครั้งเมื่อเห็นคลิปสอนวาดรูปและรีวิวสีน้ำ หรือจะเป็นเวลาที่นึกสนุกทุกครั้งที่แต่งนิยายแล้วตัวละครมีพฤติกรรมแบบนี้ มีstoryแบบนี้ (แต่งเองสนุกเอง) โดยส่วนตัวแล้วเราไม่อยากที่จะเรียนแล้วค่ะ แต่ค่าเทอมที่จ่ายไปแล้วไหนจะเอาตัวเองไปอยู่ที่ไหน แม่ไม่ยอมให้อยู่เฉยๆแน่ ถ้าจะไปก็ต้อง "หนี" แล้วจะไปพึ่งใคร เราก็คิดว่าคนอย่างเราจะไปทำงานอะไรได้ แค่ มหาวิทยาลัยยัง เรียนไม่ไหวเลย(จริงๆไม่ได้ยากอะไรสำหรับเรา แต่เรารู้สึกว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องเรียนเลย แล้วเรียนอะไรแบบนี้ไปเพื่ออะไร) ถ้าต้องจำใจเรียนให้จบเราว่า "ใจ" เราไม่ไหว เราไม่อยากต้องกลับมานอนคิดทุกคืน ทุกวัน หลังจากกลับจากที่เรียนเราคิดแผนหนีตลอด คิดแผนเก็บเงินหาเงิน
เพราะความเชื่อของเรามันผิดมาตั้งแต่แรก มันถึงเวลาแล้วรึยังที่จะหยุดค่านิยมแบบนี้ เราไม่ได้จะโทษคุณแม่นะคะ เราก็เข้าใจว่าการที่เขาอยากที่จะเป็นแพทย์แต่ไม่สามารถเป็นได้แล้วเอาความฝันของเขามาลงที่ลูกเนี่ยท่านอาจจะเครียดหลายปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเงิน เพราะเชื่อว่าเป็นแพทย์ = รวย
เราอยากจะถามทุกคนว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ พวกคุณจะทำอย่างไร หรือหากพวกคุณมีประสบการณ์แบบนี้พวกคุณทำอย่างไร เอาเรื่องมาแชร์กันค่ะ
ถ้าเราแท็กผิดหรือทำอะไรผิดพลาดประการใดแจ้งได้นะคะเราเพิ่งเคยเขียนกระทู้ครั้งแรก