ยุคฟองสบู่แตก เศรษฐกิจย่ำแย่ แม่บุญธรรมของผมขายของไม่ค่อยดี เริ่มมีหนี้สิ้นมากขึ้น แม่จะมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายขึ้น ผมก็จะโดนแม่ตีง่ายขึ้นเช่นกัน เหตุการณ์ที่ผมคิดว่าหนักที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม เกิดขึ้นในวันที่พ่อบุญธรรมของผมไม่อยู่บ้านวันนั้นผมทำงานบ้านทั้งวัน ส่วนน้องคนโตก็ถูกแม่แบ่งหน้าที่ให้ทำ แต่เธอดันไม่ทำเพราะขี้เกียจ แม่จึงมาสั่งผมทำแทนผมรู้สึกเหนื่อย รู้สึกแม่ไม่ยุติธรรมหลายครั้งแล้ว ผมจึงต่อว่าน้องว่า “ทำไม่ไม่ทำงานของตัวเองมาให้พี่ทำแทนตลอดเลย” พี่ก็มีงานของพี่อยู่แล้ว เราทะเลาะกันจนน้องร้องไห้ แม่ได้ยินน้องร้องจึงเรียกเราสองคนมาคุย ผมอธิบายว่าน้องไม่ทำงานตนเอง ผมเลยไปต่อว่าน้อง แต่แม่กลับโมโหผมแล้วหยิบไม้เรียวมาตีผม ผมยืนน้ำตาไหล ผมไม่รู้สึกโกรธแม่ แต่รู้สึกว่าน้อยใจ แม่ไม่ยุติธรรม ผมรู้สึกว่า เราคงไม่ใช่ลูกแท้ๆของแม่เหมือนน้อง แม่ก็เลยเข้าข้างน้อง หลังจากแม่ตีผมจนหายโมโห แม่บอกผมว่า “จะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมาอยู่บ้านนี้อีก” และตอนนั้นฝนก็กำลังตกพอดี อารมณ์และบรรยากาศก็นำพาให้เกิดความดราม่าจริงๆ ผมเก็บความรู้สึกปวดร้าวในใจไว้ไม่ไหวจริงๆ ผมเปิดประตูบ้านวิ่งผ่าฝนออกไป ผมวิ่งออกไปนั่งร้องไห้อยู่ใต้อาคารเรียนมืดๆคนเดียว ช่วงเวลานั้นน่าจะประมาณสองทุ่มได้ ซึ่งบ้านผมอยู่ติดหลังโรงเรียน ผมไม่มีเงินสักบาท เด็กอายุ 13 ปีอย่างผม ตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าจะไปไหนสมองสับสน มองออกไปรอบตัวมีแต่ความมืดทุกทิศทาง ความคิดอยากฆ่าตัวตายเข้ามาในหัวผม เมื่อไม่มีใครต้องการเราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ระหว่างที่ผมนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้อยู่ในความมืดและสับสนอยู่คนเดียว
ทันใดนั้นมีเงาดำๆของชายคนหนึ่งเดินกางร่มเข้ามาหาผม ผมเงยหน้ามองด้วยคราบน้ำตาเต็มใบหน้าเจ้าของเงาดำนั้นก็คือพ่อบุญธรรมของผม
ที่เป็นทั้งพ่อ ทั้งครู เป็นผู้เอาผมมาชุบเลี้ยงจากเด็กบ้านนอกคอกนาที่บ้านแตกสาแหรกขาดให้มีอนาคตอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าพ่อหาผมเจอได้อย่างไร
ผมไม่เคยถามพ่อเลย พ่อยื่นมือมาให้ผมแล้วพูดว่า “กลับบ้านเถอะลูก กินข้าวหรือยังไปกินข้าวกัน” ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาตามผม ผมไม่คิดว่าจะมีคนสนใจพ่อกอดคอผมเดินกลับบ้าน ผมกลับไปเจอแม่บุญธรรม แม่ยังไม่นอน แล้วแม่ก็ดุผมอีกว่าอย่าทำอย่างนี้อีกนะพ่อนิ่งเงียบไม่พูดอะไร พาผมไปนั่งกินข้าว แล้วให้ผมอาบน้ำขึ้นไปนอน
ช่วงประมาณผมเรียนอยู่มัธยมชั้นปีที่ 2 แม่กับพ่อมีลูกด้วยกันอีกคนเป็นลูกชาย แล้วฝากให้ปู่กับย่าช่วยเลี้ยง เมื่อเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแม่ค้าขายไม่ดี เป็นหนี้เยอะ พ่อก็เริ่มดื่มเหล้าบ่อยบางครั้งเกิดอุบัติเหตุขับรถชน บ้างก็ล้มเอง ชนต้นไม้ ลงคูน้ำข้างทาง ทั้งหัวแตกเลือดไหล แต่ก็ยังกลับมาถึงบ้านได้ ช่วงนี้พ่อกับแม่เริ่มทะเลาะกันมากขึ้น แม่บอกกับทุกคนว่าแม่จะไปทำงานต่างประเทศจะได้มีเงินมาใช้หนี้ และจะส่งเงินมาให้ แต่พ่อไม่อยากให้แม่ไป พ่อบอกว่า “ลำบากแค่ไหนก็ช่วยกัน อยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ” แต่แม่ตัดสินใจแล้ว หลังจากแม่ไปทำงานต่างประเทศ ผมกับน้องอยู่กับพ่อ ช่วงแรกแม่จะเขียนจดหมายมาหาบ่อยและส่งเงินมาให้ที่บ้านบ้าง แม่บอกว่าอยู่ที่นั้นก็ยังลำบากอยู่ ตอนนั้นพ่อรับภาระดูแลลูกคนเดียวแม่ไปได้น่าจะปีหนึ่ง แล้วก็กลับมาแต่พาข่าวร้ายมาสู่ครอบครัวเรา แม่มาขอเลิกกับพ่อ
ตอนนั้นผมน่าจะเรียนอยู่มัธยมชั้นปีที่ 3 แล้ว วันนั้นเป็นช่วงเย็น ผมกลับจากซ้อมฟุตบอลทีมโรงเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน แต่ผมต้องประหลาดใจ ที่มีคนมาอยู่เต็มบ้านมากกว่าปกติ ผมเจอทั้งแม่บุญธรรม แม่ที่แท้จริงของผม และน้องชายแม่ นั่งอยู่ที่บ้าน พ่อบุญธรรมของผมเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านเหมือนคนกำลังวุ่นวายจิตใจ ผมสวัสดีทุกคนด้วยความตกใจ แต่ผมก็ทำหน้านิ่งๆ ไม่พูดอะไร แม่แท้ๆของผมถามผมว่า “สบายดีไหมลูก” ผมตอบว่า “สบายดีครับ” แต่ในใจผมทำไมไม่รู้สึกดีใจเลยที่ได้เจอแม่แท้ๆ ผมไม่รู้สึกผูกพันแม่เลย แต่รู้สึกไม่เคยชินมากกว่าผมไม่เจอแม่มาสิบปีน่าจะได้ แม่เรียกผมไปนั่งข้างๆ แล้วพูดว่า “พ่อกับแม่บุญธรรมของผมจะเลิกกัน” ผมตกใจมาก ครอบครัวผมจะแตกอีกครั้ง แต่ผมไม่ได้พูดอะไรกับแม่เลย เพราะผมจะเป็นคนที่พูดน้อยและเก็บความรู้สึกไว้ในใจมาตลอด และก็ถึงเวลาที่เด็กจะต้องเลือก น้องคนโตเลือกที่จะไปกับแม่ น้องคนเล็กเลือกที่จะไปอยู่กับแม่ด้วย แต่พ่อขอไว้ไม่ให้ไป ส่วนผมเดินไปนั่งกินข้าวอยู่หลังบ้าน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงจานข้าว ผมไม่รู้จะติดสินใจยังไง ผมไม่อยากเลือก ผมไม่อยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นในชีวิตผมอีก ผมพูดอะไรไม่ออก ทันใดนั้นพ่อบุญธรรมเดินมากอดข้างหลังผม ผมเห็นพ่อร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาพ่อ พ่อพูดขึ้นมาว่า “ลูกคงไม่เลือกหรอก ไอ้ลูกคนนี้มันไม่มีใครเอามัน อยู่กับพ่อ พ่อจะดูแลลูกเอง” ตอนนั้นผมน้ำตาไหลพูดอะไรไม่ออกรู้แค่ว่าผู้ชายคนที่กอดผมอยู่ เขาไม่ใช่พ่อแท้ๆของผม ผมไม่รู้ว่าเขารักผมหรือเปล่า เพราะผมไม่เคยถาม ผมรู้แค่ว่าทุกครั้งที่หัวใจผมโดนทำร้าย ทุกครั้งที่ผมมีปัญหา ทุกครั้งที่มองไปรอบกายช่างดูแสนจะมืดมิดเหน็บหนาวในจิตใจ ไม่เห็นแสงสว่างที่จะให้ก้าวผ่านความมืดออกไปได้ ผู้ชายคนนี้จะเดินเข้ามาอยู่ข้างๆผมเสมอ พ่อคนนี้ทำให้ผมเจอแสงสว่าง ทำให้ผมอุ่นใจขึ้นมาได้ นอกจากยายของผมที่ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังแห่งรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข ชีวิตผมก็ยังเหลือพ่อบุญธรรมอีกหนึ่งคน...(ติดตามตอนต่อไป)
ใกล้จันทร์
รอแสงตะวันส่องมาที่ฉัน EP 14 พลังแห่งรักแบบไม่มีเงื่อนไข
ทันใดนั้นมีเงาดำๆของชายคนหนึ่งเดินกางร่มเข้ามาหาผม ผมเงยหน้ามองด้วยคราบน้ำตาเต็มใบหน้าเจ้าของเงาดำนั้นก็คือพ่อบุญธรรมของผม
ที่เป็นทั้งพ่อ ทั้งครู เป็นผู้เอาผมมาชุบเลี้ยงจากเด็กบ้านนอกคอกนาที่บ้านแตกสาแหรกขาดให้มีอนาคตอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าพ่อหาผมเจอได้อย่างไร
ผมไม่เคยถามพ่อเลย พ่อยื่นมือมาให้ผมแล้วพูดว่า “กลับบ้านเถอะลูก กินข้าวหรือยังไปกินข้าวกัน” ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาตามผม ผมไม่คิดว่าจะมีคนสนใจพ่อกอดคอผมเดินกลับบ้าน ผมกลับไปเจอแม่บุญธรรม แม่ยังไม่นอน แล้วแม่ก็ดุผมอีกว่าอย่าทำอย่างนี้อีกนะพ่อนิ่งเงียบไม่พูดอะไร พาผมไปนั่งกินข้าว แล้วให้ผมอาบน้ำขึ้นไปนอน
ช่วงประมาณผมเรียนอยู่มัธยมชั้นปีที่ 2 แม่กับพ่อมีลูกด้วยกันอีกคนเป็นลูกชาย แล้วฝากให้ปู่กับย่าช่วยเลี้ยง เมื่อเศรษฐกิจไม่ค่อยดีแม่ค้าขายไม่ดี เป็นหนี้เยอะ พ่อก็เริ่มดื่มเหล้าบ่อยบางครั้งเกิดอุบัติเหตุขับรถชน บ้างก็ล้มเอง ชนต้นไม้ ลงคูน้ำข้างทาง ทั้งหัวแตกเลือดไหล แต่ก็ยังกลับมาถึงบ้านได้ ช่วงนี้พ่อกับแม่เริ่มทะเลาะกันมากขึ้น แม่บอกกับทุกคนว่าแม่จะไปทำงานต่างประเทศจะได้มีเงินมาใช้หนี้ และจะส่งเงินมาให้ แต่พ่อไม่อยากให้แม่ไป พ่อบอกว่า “ลำบากแค่ไหนก็ช่วยกัน อยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ” แต่แม่ตัดสินใจแล้ว หลังจากแม่ไปทำงานต่างประเทศ ผมกับน้องอยู่กับพ่อ ช่วงแรกแม่จะเขียนจดหมายมาหาบ่อยและส่งเงินมาให้ที่บ้านบ้าง แม่บอกว่าอยู่ที่นั้นก็ยังลำบากอยู่ ตอนนั้นพ่อรับภาระดูแลลูกคนเดียวแม่ไปได้น่าจะปีหนึ่ง แล้วก็กลับมาแต่พาข่าวร้ายมาสู่ครอบครัวเรา แม่มาขอเลิกกับพ่อ
ตอนนั้นผมน่าจะเรียนอยู่มัธยมชั้นปีที่ 3 แล้ว วันนั้นเป็นช่วงเย็น ผมกลับจากซ้อมฟุตบอลทีมโรงเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน แต่ผมต้องประหลาดใจ ที่มีคนมาอยู่เต็มบ้านมากกว่าปกติ ผมเจอทั้งแม่บุญธรรม แม่ที่แท้จริงของผม และน้องชายแม่ นั่งอยู่ที่บ้าน พ่อบุญธรรมของผมเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านเหมือนคนกำลังวุ่นวายจิตใจ ผมสวัสดีทุกคนด้วยความตกใจ แต่ผมก็ทำหน้านิ่งๆ ไม่พูดอะไร แม่แท้ๆของผมถามผมว่า “สบายดีไหมลูก” ผมตอบว่า “สบายดีครับ” แต่ในใจผมทำไมไม่รู้สึกดีใจเลยที่ได้เจอแม่แท้ๆ ผมไม่รู้สึกผูกพันแม่เลย แต่รู้สึกไม่เคยชินมากกว่าผมไม่เจอแม่มาสิบปีน่าจะได้ แม่เรียกผมไปนั่งข้างๆ แล้วพูดว่า “พ่อกับแม่บุญธรรมของผมจะเลิกกัน” ผมตกใจมาก ครอบครัวผมจะแตกอีกครั้ง แต่ผมไม่ได้พูดอะไรกับแม่เลย เพราะผมจะเป็นคนที่พูดน้อยและเก็บความรู้สึกไว้ในใจมาตลอด และก็ถึงเวลาที่เด็กจะต้องเลือก น้องคนโตเลือกที่จะไปกับแม่ น้องคนเล็กเลือกที่จะไปอยู่กับแม่ด้วย แต่พ่อขอไว้ไม่ให้ไป ส่วนผมเดินไปนั่งกินข้าวอยู่หลังบ้าน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงจานข้าว ผมไม่รู้จะติดสินใจยังไง ผมไม่อยากเลือก ผมไม่อยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นในชีวิตผมอีก ผมพูดอะไรไม่ออก ทันใดนั้นพ่อบุญธรรมเดินมากอดข้างหลังผม ผมเห็นพ่อร้องไห้ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาพ่อ พ่อพูดขึ้นมาว่า “ลูกคงไม่เลือกหรอก ไอ้ลูกคนนี้มันไม่มีใครเอามัน อยู่กับพ่อ พ่อจะดูแลลูกเอง” ตอนนั้นผมน้ำตาไหลพูดอะไรไม่ออกรู้แค่ว่าผู้ชายคนที่กอดผมอยู่ เขาไม่ใช่พ่อแท้ๆของผม ผมไม่รู้ว่าเขารักผมหรือเปล่า เพราะผมไม่เคยถาม ผมรู้แค่ว่าทุกครั้งที่หัวใจผมโดนทำร้าย ทุกครั้งที่ผมมีปัญหา ทุกครั้งที่มองไปรอบกายช่างดูแสนจะมืดมิดเหน็บหนาวในจิตใจ ไม่เห็นแสงสว่างที่จะให้ก้าวผ่านความมืดออกไปได้ ผู้ชายคนนี้จะเดินเข้ามาอยู่ข้างๆผมเสมอ พ่อคนนี้ทำให้ผมเจอแสงสว่าง ทำให้ผมอุ่นใจขึ้นมาได้ นอกจากยายของผมที่ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังแห่งรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข ชีวิตผมก็ยังเหลือพ่อบุญธรรมอีกหนึ่งคน...(ติดตามตอนต่อไป)
ใกล้จันทร์