อยากจะพูดกับใครสักคนมากๆ ว่าเหนื่อยมากนะ ไม่ไหวแล้ว เคยลองคุยกับคนรอบตัว คำตอบที่ได้มันซ้ำเติมให้ตัวเองต่ำต้อย รู้ทุกอยากทั้งปัญหาและสาเหตุ แต่ไม่มีกำลังใจพอที่จะผ่านมันได้ หลายครั้งที่ได้ยินว่ายังมีคนอื่นแย่กว่าเรา โชคร้ายกว่าเรา มันทำให้เราดีใจนะ ที่เราอยู่ตรงนี้ มีครอบครัวที่ดีและน่ารัก แต่ทำไม....? มันทำให้เราดู.......ไม่พยายาม ดูแย่ ขนาดเขามีน้อยกว่าเรา เขาแย่กว่าเราเขายังทำได้เลย(คิดคำอธิบายไม่ออกอ่ะ)ถ้าวันนึงเราจากไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ห่วงคนข้างหลังนะ ตลอดทั้งชีวิตเราทำให้ใครๆ เสียใจและผิดหวังมามาก มากจริงๆ ทุกคนก็อยู่ดีมีความสุขอยู่แล้ว มีแต่เราที่ยังไม่สามารถหาความสุขได้สักที ในวันที่เรายิ้มและมีความสุข มีแรงบันดาลใจที่จะทำอะไร พอตะวันลับขอบฟ้า ความทุกข์ ความเศร้า มันถาโถมเข้ามา จนทุกวันนี้ พอมีเรื่องดีๆขึ้น เราไม่กล้าดีใจกับมันเลย เรากลัวที่จะต้องทรมารหลังความสุขนี้ มันไม่ได้เจ็บปวดทางร่างกาย แต่มันเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ ระหว่างหน้าอก เราไม่สามารถบอกใครได้เลย เราไม่รู้จะพูดคำไหนหรือประโยคอะไรอธิบายของความรู้สึกนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราทำให้ครอบครัว คนที่รักและเป็นห่วงเราเสียใจเป็นเรื่องสุดท้ายก็ได้
..................... เราเคยมีช่วงที่รุ่งเรืองนะ มีงานทำมีรถขับ เลี้ยงลูกเองและทำงาน ส่งเงินให้พ่อใช้ แล้วมันก็เริ่มพังลง เมื่อเราคิดอยากเป็นอิสระ เรานับโบนัสแล้วออกจากงาน ขายรถ ฝากลูกไว้กับพี่สาว เพื่อเราจะไปเรียนตัดผม ในเมืองกรุงเราใช้เงินหมดไปอย่างรวดเร็วในเวลา3เดือน เรียนจบเราไม่มีแม้แต่ค่ารถกลับบ้าน ความใฝ่ฝันของเราจะได้ทำงานที่ตัวเองชอบ การทำงานในงานที่ชอบครั้งแรก เราได้เงินเดือนเดือนละ4,000 ในปีพ.ศ.2560 ค่าล่วงเวลาอีกชั่วโมงละ100 ทำงาน8:00-20:00 เรายังโชคดีที่บ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อ เราก็ทำงานนี้วันแล้ววันเล่า ไม่ได้กลับไปหาลูกเท่าไร จริงๆเราก็ละอายใจนะ เวลาที่ลูกอยากกินอะไร อยากได้อะไร แต่เราไม่มีตังพอที่จะซื้อได้ เคยพาไปดูหนังเดือนละครั้งก็ทำไม่ได้แล้ว เราเลยไปหาลูกน้อยลง น้อยลง เป็นครั้งแรกที่เราคิด.... ทิ้งปัญหาไปเลยไหม ลูกก็สบายแล้ว พ่อก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เราร้องไห้ทุกคืน จนวันนึงเราก็ได้เริ่มรู้จักกับผู้ชายคนนึง ในวันที่เราแย่ ประโยคนึงที่ทำให้เราประทับใจ “ร้องไห้เลย จะอยู่เป็นเพื่อนจนหลับ” เขาไม่ถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไร แค่นั่งเป็นเพื่อนจนเราหลับ ทั้งชีวิตของเรา เราเจอแต่คนดีๆมาตลอด ครอบครัวดีๆ เพื่อนดีๆ เขาคนนั้นก็เช่นกัน เขาเข้ามาซัพพอตค่าใช้จ่ายต่างๆ พาไปเที่ยว พาไปหาลูก แล้วปัญหาก็มาอีก จากงานเงินเดือนน้อยนิดทำงานถึง4-5 ทุ่มทุกวัน แต่ไม่ได้โอทีเลย โอเคในเมื่อเหตุผลของเขาคือตอนกลางวันไม่มีลูกค้าเลย ร้านรายได้น้อย แต่งานมันหนักเกินไป มันไม่โอเคสำหรับเรามากๆ เราเลยลาออกและเข้าเมืองไปเรียนทำผมเพิ่ม เราคิดว่าเมื่อเราเก่งขึ้น ค่าแรงเราจะเพิ่มขึ้น เรายังมีเงินเก็บนะ ถึงเงินจะน้อยแต่เราก็ได้เก็บและเราก็ขอเงินที่บ้านอีก ที่บ้านก็สนับสนุนเป็นอย่างดี เราไปเรียนด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่มี แต่ปัญหาก็เกิด.... แฟนเราไม่สบายปัญหาลมชัก การที่อยู่ห่างกันมันทำให้เขาเครียด เพราะเขาต้องเลิกกับแฟนเก่าเพราะระยะทาง เขาบอกให้เราเรียนไปและไม่ต้องห่วงเขา ถ้ามีคนเข้ามาถ้าคิดว่าเขาดีก็คบเลย ไม่ต้องเป็นห่วงเขา ไม่ต้องกลัวว่าจะโกรธหรือเสียใจ มันทำให้เราคิดหนัก เราเลือกทิ้งเงินที่ลงเรียนค่าเช่าค่ามัดจำมั้งหมดแล้วกลับบ้าน ตอนนี้เราเข้ามาอยู่บ้านเขา เราตัดสินใจทำงานอะไรก็ได้ เรารู้สึกเรามีประโยชน์เมื่ออยู่กับเขา เรารู้สึกว่าเขาต้องการเรา มันไม่เหมือนที่เราเป็นภาระของที่บ้าน ไม่มีประโยชน์อะไรกับใคร มีแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ ไม่มีใครพูดหรือบอกกับเรา มันเป็นเพียงความรู้สึกของเรา ด้วยอายุที่มากขึ้น งานก็หายากขึ้น จังหวัดติดชายแดนงานที่เข้าง่ายก็เป็น คาสิโน งานแบ่งเป็น 2 กะ 8:00-20:00,20:00-8:00 เงินเดือนเกือบ2หมื่น ทิปพิเศษ แต่ต้องทนกับบุหรี่ ที่เหม็นไปถึงชั้นในและถุงเท้า เราทำได้แค่3เดือน 90 วันที่ไม่ได้หยุดเลย ร่างกายเราทรุดแย่ จนต้องลาออกมา เป็นช่วงที่แม่ของแฟนกลับมาเยี่ยมบ้าน(อาศัยอยู่ตปท) แม่แฟนรักและเอ็นดูเรา บอกให้ออกจากงานตั้งแต่วันแรกๆเพราะเห็นว่าเป็นงานไม่ดีและพักผ่อนน้อย แต่เราอยากทำอะไรบ้าง ไม่อยากอยู่เฉยๆ จนแม่แฟนกลับไป เราไปขอที่บ้านทำร้านกาแฟโบราณ เพราะอุปกรณ์ยังมีอยู่ อากงเคยขายเมื่อ10 กว่าปีก่อน อาศัยหน้าร้านป้า ไม่เสียค่าเช่า วันที่เริ่มทำร้าน เราหาเก้าอี้โต๊ะเก่ามาซ่อม ทาสีใหม่ เพาะต้นไม้ดอกไม้ ไปหาครอบตามบ้านญาติ ปลูกลงกระถาง ก่อนวันเปิดร้าน เราเอาของไปวางที่ร้าน เอาผ้าคลุมและเชือกมัดไว้ เช้าวันต่อมา ของทั้งหมด80% หาย เราเองที่ไม่เก็บเข้าร้าน เราคิดตื้นๆ แค่ต้นไม้ดอกไม้ไม่มีราคา พวกคุณนายตื่นสาย ดอกเข็มและอื่นๆ ใครจะเอาไป แล้วจะเอาไปทำไม เราได้แต่ร้องไห้ เราทำอะไรไม่ได้เลย แต่เราก็ยังเอาเงินที่เหลือไปซื้อของมาเปิดร้านใหม่ซึ่งมันขายไม่ได้เลย หน้าฝนก็ใกล้เข้ามาแล้ว เงินก็หมดแล้วของก็ขายไม่ได้ เรายิ้มและหัวเราะบอกคนอื่นๆว่า ช่างมัน เดี๋ยวคนก็ติดเดี๋ยวก็ดีเองไม่ต้องเป็นห่วง ทุกวันหลังปิดร้านเรากลับบ้านนั่งร้องไห้ในห้องน้ำไม่ให้ใครเห็น แฟนถามก็บอกแค่เราท้องเสีย ทุกวันๆผ่านไปจนเงินหมด เราเปิดร้านไม่ได้แล้ว เราไม่เหลือของอะไรเลย มันเสียหมดแล้ว เราเริ่มไม่ไปเปิดร้าน ป้าก็ถามหา เราก็ไม่รู้จะบอกยังไง จนเราคิดอยากทำข้าวไข่เจียวตอนเช้ากล่องละ25 ก็เหมือนเดิมที่บ้านก็ให้เงินไปทำไปซื้อของ วันแรกที่ทำ.....ข้าวแข็งมาก ทั้งๆที่บอกว่าเอาข้าวหอมมะลิ เราเลยต้องทิ้งข้าวทั้งหม้อ และขายแต่ไข่เจียวหมูสับ เรามานอนร้านป้าตื่นตี4มาทำไข่เจียวหมูสับ 10 บาท แต่ก็ขายไม่ได้ วันที่2เราหุงข้าวใหม่ใส่น้ำเยอะๆ แต่ก็ยังแข็งกินไม่ได้ เราเลยขายไข่ยัดใส้ 20 บาท ขายได้2กล่อง วันแล้ววันเล่าของเริ่มหมด เงินที่ขายไม่ถึง 200 แล้วเราก็หยุดขายไป...... เราก็ยังสมัคงานต่อไป เราตัวเล็กวุฒิเราน้อยและอายุใกล้30 มันหางานยากมาก วันนึงเรานั่งกินข้าวกับแฟน ในขณะที่รอข้าวอยู่ เรารู้ว่าแฟนก็เครียดที่เราไม่ได้ทำงาน แต่เขาก็ไม่บ่นไม่ว่า บอกแค่ให้เราค่อยๆหาไป เราก็ยังยิ้มหัวเราะหยอกล้อเขาทุกวัน วันนั้นมันดึก3-4ทุ่ม เขาเพิ่งเลิกงานมารับเราที่ร้านป้าออกมากินข้าว ตั้งแต่มาถึงร้านเราไม่พูดกันสักคำ เขาเล่นโทรศัพท์เงียบ....รอข้าว เราเลยถามเพราะไม่รู้จะทำอะไรอยากให้ผ่อนคลาย “คุยกับใครอ่ะ สวยรึปล่าว” จริงๆเรารู้แล้วว่าคุยกับแม่เราเห็นหน้าจออยู่ เขามองกน้าเราแล้วพิมพ์ต่อ เราก็เซ้าซี้ถามว่า ใครอ่ะ ใครอ่ะ จนเขาถอนหายใจยาว แล้วตอบว่า “เขาทำงานเหนื่อยทั้งวันแล้วนะ ขออยู่แบบสบายใจบ้างได้ไหม” เราเข้าใจนะว่าเขาเหนื่อย เขาทำงานหนักตั้งแต่เช้าและแบกเราไว้ด้วย ตอนนั้นหน้าเราร้อนไปทั้งหน้า จมูกเริ่มตันหายใจไม่ออก เราหายใจทางปากช้าๆยาวๆ เรารู้ว่าน้ำตาต้องไหลแน่ เรายิ้มแล้วก็บอกว่า เดี๋ยวเอาถุงผลไม้ไปทิ้งก่อนนะ เราเดินออกจากร้าน ค่อยๆหายใจไม่ให้น้ำตาไหล แต่เราก็หาถังขยะไม่เจอ เราเลยเดินไปเรื่อยๆ คิดว่ากลับร้านป้าดีกว่า ถ้าอยู่ต่อเราต้องร้องไห้แน่ๆ เอากลั้นไม่ไหวแล้ว แต่เราเดินออกมาไม่ได้เอาทั้งกระเป๋าตังค์ ทั้งโทรศัพท์มา จะนั่งวินก็ไม่ได้ เราเดินไปเรื่อยๆ จนเขาขับรถตามมา เขาบอกว่า อย่าทำแบบนี้เขาเหนื่อยมากนะ เราก็บอกแค่ “อื้ม กลับบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวเดินไปร้านป้า” เขาจอดรถแล้วมาจับมือเรา บอกว่าขอโทษ เราหายใจไวขึ้นเพราะเหนื่อยด้วยและพยายามไม่ให้น้ำตาไหล แล้วเราก็ลงไปกองกับพื้น เรารู้สึกแค่หายใจเข้าได้อย่างเดียว เขาบอกว่าอย่าทำแบบนี้ลุกขึ้นมา แล้วเราก็เริ่มชัก เขาพยายามประคองเราลุกขึ้นแต่เราบังคับร่างกายไม่ได้แล้ว เขาอุ้มเราขึ้นมอไซต์และเรียกเราตลอดทาง เราได้ยินทุกอย่างแต่ลืมตามองและบังคับตัวเองไม่ได้ มันมีช่วงนึงที่อยู่ๆก็ไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้หายใจ เรารู้สึกสงบและคิดว่าทุกอย่างมันจบแล้ว เรายิ้มและน้ำตาไหลร้อนไปทั้งดวงตา ในที่สุดมันก็จบแล้วสินะ เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังขึ้น ๆ เรื่อยๆ และได้ยินเสียงเรียกชื่ออีกครั้ง บอกว่าอย่าหลับนะ หายใจก่อนจะถึงโรงพยาบาลแล้ว และมันเป็นวินาทีที่เจ็บไปทั้งร่างกาย และเริ่มชักอีกครั้ง และเงียบหายไปอีกครั้ง เราตั้งใจว่าคราวนี้จะต้องทำให้ได้ เราจะไม่หายใจแล้วเพื่อที่จะไม่เจ็บแบบเมื่อกี้อีก เราดีใจที่ในที่สุดก็หาทางออกได้ เราจะได้ไม่ต้องทำให้ใครเสียใจอีกแล้ว และเราก็หายใจและชักอีก คราวนี้ไม่เจ็บเหมือนรอบแรก แต่ชักไม่หยุดจนถึงโรงพยาบาล หมอให้ดมแอมโมเนียจนเราหยุดชัก และเราก็ปล่อนโฮออกมา เราทำไม่ได้ เรากลับมา เรายังมีชีวิตอยู่ หมอบอกให้ใจเย็นๆ แล้วเราก็สงบลง แฟนเรารออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เดินเข้ามาหาเราและบอกขอโทษซ้ำๆ น้ำตาเราไหล เราบอกว่า “ขอโทษทำไม ไม่ต้องขอโทษแล้ว เราไม่ได้โกรธ แค่ช่วงนี้เรามีแต่เรื่องคิดเยอะ” หมอบอกว่าเป็นเพราะเราเครียดเกินไปเลยเกิดการชักเกร็ง ให้เราฝึกหายใจช้าๆ ถ้าเป็นอีกจะเป็นบ่อยขึ้น จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นอีก เราปฏิเสษที่จะรับยาคลายเครียด เราคิดว่าบางทีครั้งหน้าเราอาจจะทำสำเร็จก็ได้ บังเอินเพื่อนที่เป็นพยาบาลเข้าเวรดึกเจอเราพอดี ดึงเราไปคุยในห้องฉุกเฉินอีกรอบ ถามเราว่าเกิดอะไร เขาตีเรารึปล่าว เราก็บอกว่าปล่าว ทะเลาะกันนิดหน่อย แล้วเราก็ถามเพื่อความแน่ใจว่า....ชักเกร็งนี่ตายได้ไหม เพื่อเราบอกว่า “ก็ยังไม่เจอเคสที่ชักแล้วตายนะ” ตั้งแต่วันนั้นเราก็พยายามควบคุมลมหายใจ พอเริ่มร้องไห้เราก็เริ่มรู้สึกเหมือนจะชัก เราก็ค่อยๆหายใจช้าๆ.........
รีวิวชีวิตที่ล้มเหลว ลุกขึ้นไม่ไดสักที
..................... เราเคยมีช่วงที่รุ่งเรืองนะ มีงานทำมีรถขับ เลี้ยงลูกเองและทำงาน ส่งเงินให้พ่อใช้ แล้วมันก็เริ่มพังลง เมื่อเราคิดอยากเป็นอิสระ เรานับโบนัสแล้วออกจากงาน ขายรถ ฝากลูกไว้กับพี่สาว เพื่อเราจะไปเรียนตัดผม ในเมืองกรุงเราใช้เงินหมดไปอย่างรวดเร็วในเวลา3เดือน เรียนจบเราไม่มีแม้แต่ค่ารถกลับบ้าน ความใฝ่ฝันของเราจะได้ทำงานที่ตัวเองชอบ การทำงานในงานที่ชอบครั้งแรก เราได้เงินเดือนเดือนละ4,000 ในปีพ.ศ.2560 ค่าล่วงเวลาอีกชั่วโมงละ100 ทำงาน8:00-20:00 เรายังโชคดีที่บ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อ เราก็ทำงานนี้วันแล้ววันเล่า ไม่ได้กลับไปหาลูกเท่าไร จริงๆเราก็ละอายใจนะ เวลาที่ลูกอยากกินอะไร อยากได้อะไร แต่เราไม่มีตังพอที่จะซื้อได้ เคยพาไปดูหนังเดือนละครั้งก็ทำไม่ได้แล้ว เราเลยไปหาลูกน้อยลง น้อยลง เป็นครั้งแรกที่เราคิด.... ทิ้งปัญหาไปเลยไหม ลูกก็สบายแล้ว พ่อก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เราร้องไห้ทุกคืน จนวันนึงเราก็ได้เริ่มรู้จักกับผู้ชายคนนึง ในวันที่เราแย่ ประโยคนึงที่ทำให้เราประทับใจ “ร้องไห้เลย จะอยู่เป็นเพื่อนจนหลับ” เขาไม่ถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไร แค่นั่งเป็นเพื่อนจนเราหลับ ทั้งชีวิตของเรา เราเจอแต่คนดีๆมาตลอด ครอบครัวดีๆ เพื่อนดีๆ เขาคนนั้นก็เช่นกัน เขาเข้ามาซัพพอตค่าใช้จ่ายต่างๆ พาไปเที่ยว พาไปหาลูก แล้วปัญหาก็มาอีก จากงานเงินเดือนน้อยนิดทำงานถึง4-5 ทุ่มทุกวัน แต่ไม่ได้โอทีเลย โอเคในเมื่อเหตุผลของเขาคือตอนกลางวันไม่มีลูกค้าเลย ร้านรายได้น้อย แต่งานมันหนักเกินไป มันไม่โอเคสำหรับเรามากๆ เราเลยลาออกและเข้าเมืองไปเรียนทำผมเพิ่ม เราคิดว่าเมื่อเราเก่งขึ้น ค่าแรงเราจะเพิ่มขึ้น เรายังมีเงินเก็บนะ ถึงเงินจะน้อยแต่เราก็ได้เก็บและเราก็ขอเงินที่บ้านอีก ที่บ้านก็สนับสนุนเป็นอย่างดี เราไปเรียนด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่มี แต่ปัญหาก็เกิด.... แฟนเราไม่สบายปัญหาลมชัก การที่อยู่ห่างกันมันทำให้เขาเครียด เพราะเขาต้องเลิกกับแฟนเก่าเพราะระยะทาง เขาบอกให้เราเรียนไปและไม่ต้องห่วงเขา ถ้ามีคนเข้ามาถ้าคิดว่าเขาดีก็คบเลย ไม่ต้องเป็นห่วงเขา ไม่ต้องกลัวว่าจะโกรธหรือเสียใจ มันทำให้เราคิดหนัก เราเลือกทิ้งเงินที่ลงเรียนค่าเช่าค่ามัดจำมั้งหมดแล้วกลับบ้าน ตอนนี้เราเข้ามาอยู่บ้านเขา เราตัดสินใจทำงานอะไรก็ได้ เรารู้สึกเรามีประโยชน์เมื่ออยู่กับเขา เรารู้สึกว่าเขาต้องการเรา มันไม่เหมือนที่เราเป็นภาระของที่บ้าน ไม่มีประโยชน์อะไรกับใคร มีแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ ไม่มีใครพูดหรือบอกกับเรา มันเป็นเพียงความรู้สึกของเรา ด้วยอายุที่มากขึ้น งานก็หายากขึ้น จังหวัดติดชายแดนงานที่เข้าง่ายก็เป็น คาสิโน งานแบ่งเป็น 2 กะ 8:00-20:00,20:00-8:00 เงินเดือนเกือบ2หมื่น ทิปพิเศษ แต่ต้องทนกับบุหรี่ ที่เหม็นไปถึงชั้นในและถุงเท้า เราทำได้แค่3เดือน 90 วันที่ไม่ได้หยุดเลย ร่างกายเราทรุดแย่ จนต้องลาออกมา เป็นช่วงที่แม่ของแฟนกลับมาเยี่ยมบ้าน(อาศัยอยู่ตปท) แม่แฟนรักและเอ็นดูเรา บอกให้ออกจากงานตั้งแต่วันแรกๆเพราะเห็นว่าเป็นงานไม่ดีและพักผ่อนน้อย แต่เราอยากทำอะไรบ้าง ไม่อยากอยู่เฉยๆ จนแม่แฟนกลับไป เราไปขอที่บ้านทำร้านกาแฟโบราณ เพราะอุปกรณ์ยังมีอยู่ อากงเคยขายเมื่อ10 กว่าปีก่อน อาศัยหน้าร้านป้า ไม่เสียค่าเช่า วันที่เริ่มทำร้าน เราหาเก้าอี้โต๊ะเก่ามาซ่อม ทาสีใหม่ เพาะต้นไม้ดอกไม้ ไปหาครอบตามบ้านญาติ ปลูกลงกระถาง ก่อนวันเปิดร้าน เราเอาของไปวางที่ร้าน เอาผ้าคลุมและเชือกมัดไว้ เช้าวันต่อมา ของทั้งหมด80% หาย เราเองที่ไม่เก็บเข้าร้าน เราคิดตื้นๆ แค่ต้นไม้ดอกไม้ไม่มีราคา พวกคุณนายตื่นสาย ดอกเข็มและอื่นๆ ใครจะเอาไป แล้วจะเอาไปทำไม เราได้แต่ร้องไห้ เราทำอะไรไม่ได้เลย แต่เราก็ยังเอาเงินที่เหลือไปซื้อของมาเปิดร้านใหม่ซึ่งมันขายไม่ได้เลย หน้าฝนก็ใกล้เข้ามาแล้ว เงินก็หมดแล้วของก็ขายไม่ได้ เรายิ้มและหัวเราะบอกคนอื่นๆว่า ช่างมัน เดี๋ยวคนก็ติดเดี๋ยวก็ดีเองไม่ต้องเป็นห่วง ทุกวันหลังปิดร้านเรากลับบ้านนั่งร้องไห้ในห้องน้ำไม่ให้ใครเห็น แฟนถามก็บอกแค่เราท้องเสีย ทุกวันๆผ่านไปจนเงินหมด เราเปิดร้านไม่ได้แล้ว เราไม่เหลือของอะไรเลย มันเสียหมดแล้ว เราเริ่มไม่ไปเปิดร้าน ป้าก็ถามหา เราก็ไม่รู้จะบอกยังไง จนเราคิดอยากทำข้าวไข่เจียวตอนเช้ากล่องละ25 ก็เหมือนเดิมที่บ้านก็ให้เงินไปทำไปซื้อของ วันแรกที่ทำ.....ข้าวแข็งมาก ทั้งๆที่บอกว่าเอาข้าวหอมมะลิ เราเลยต้องทิ้งข้าวทั้งหม้อ และขายแต่ไข่เจียวหมูสับ เรามานอนร้านป้าตื่นตี4มาทำไข่เจียวหมูสับ 10 บาท แต่ก็ขายไม่ได้ วันที่2เราหุงข้าวใหม่ใส่น้ำเยอะๆ แต่ก็ยังแข็งกินไม่ได้ เราเลยขายไข่ยัดใส้ 20 บาท ขายได้2กล่อง วันแล้ววันเล่าของเริ่มหมด เงินที่ขายไม่ถึง 200 แล้วเราก็หยุดขายไป...... เราก็ยังสมัคงานต่อไป เราตัวเล็กวุฒิเราน้อยและอายุใกล้30 มันหางานยากมาก วันนึงเรานั่งกินข้าวกับแฟน ในขณะที่รอข้าวอยู่ เรารู้ว่าแฟนก็เครียดที่เราไม่ได้ทำงาน แต่เขาก็ไม่บ่นไม่ว่า บอกแค่ให้เราค่อยๆหาไป เราก็ยังยิ้มหัวเราะหยอกล้อเขาทุกวัน วันนั้นมันดึก3-4ทุ่ม เขาเพิ่งเลิกงานมารับเราที่ร้านป้าออกมากินข้าว ตั้งแต่มาถึงร้านเราไม่พูดกันสักคำ เขาเล่นโทรศัพท์เงียบ....รอข้าว เราเลยถามเพราะไม่รู้จะทำอะไรอยากให้ผ่อนคลาย “คุยกับใครอ่ะ สวยรึปล่าว” จริงๆเรารู้แล้วว่าคุยกับแม่เราเห็นหน้าจออยู่ เขามองกน้าเราแล้วพิมพ์ต่อ เราก็เซ้าซี้ถามว่า ใครอ่ะ ใครอ่ะ จนเขาถอนหายใจยาว แล้วตอบว่า “เขาทำงานเหนื่อยทั้งวันแล้วนะ ขออยู่แบบสบายใจบ้างได้ไหม” เราเข้าใจนะว่าเขาเหนื่อย เขาทำงานหนักตั้งแต่เช้าและแบกเราไว้ด้วย ตอนนั้นหน้าเราร้อนไปทั้งหน้า จมูกเริ่มตันหายใจไม่ออก เราหายใจทางปากช้าๆยาวๆ เรารู้ว่าน้ำตาต้องไหลแน่ เรายิ้มแล้วก็บอกว่า เดี๋ยวเอาถุงผลไม้ไปทิ้งก่อนนะ เราเดินออกจากร้าน ค่อยๆหายใจไม่ให้น้ำตาไหล แต่เราก็หาถังขยะไม่เจอ เราเลยเดินไปเรื่อยๆ คิดว่ากลับร้านป้าดีกว่า ถ้าอยู่ต่อเราต้องร้องไห้แน่ๆ เอากลั้นไม่ไหวแล้ว แต่เราเดินออกมาไม่ได้เอาทั้งกระเป๋าตังค์ ทั้งโทรศัพท์มา จะนั่งวินก็ไม่ได้ เราเดินไปเรื่อยๆ จนเขาขับรถตามมา เขาบอกว่า อย่าทำแบบนี้เขาเหนื่อยมากนะ เราก็บอกแค่ “อื้ม กลับบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวเดินไปร้านป้า” เขาจอดรถแล้วมาจับมือเรา บอกว่าขอโทษ เราหายใจไวขึ้นเพราะเหนื่อยด้วยและพยายามไม่ให้น้ำตาไหล แล้วเราก็ลงไปกองกับพื้น เรารู้สึกแค่หายใจเข้าได้อย่างเดียว เขาบอกว่าอย่าทำแบบนี้ลุกขึ้นมา แล้วเราก็เริ่มชัก เขาพยายามประคองเราลุกขึ้นแต่เราบังคับร่างกายไม่ได้แล้ว เขาอุ้มเราขึ้นมอไซต์และเรียกเราตลอดทาง เราได้ยินทุกอย่างแต่ลืมตามองและบังคับตัวเองไม่ได้ มันมีช่วงนึงที่อยู่ๆก็ไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้หายใจ เรารู้สึกสงบและคิดว่าทุกอย่างมันจบแล้ว เรายิ้มและน้ำตาไหลร้อนไปทั้งดวงตา ในที่สุดมันก็จบแล้วสินะ เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังขึ้น ๆ เรื่อยๆ และได้ยินเสียงเรียกชื่ออีกครั้ง บอกว่าอย่าหลับนะ หายใจก่อนจะถึงโรงพยาบาลแล้ว และมันเป็นวินาทีที่เจ็บไปทั้งร่างกาย และเริ่มชักอีกครั้ง และเงียบหายไปอีกครั้ง เราตั้งใจว่าคราวนี้จะต้องทำให้ได้ เราจะไม่หายใจแล้วเพื่อที่จะไม่เจ็บแบบเมื่อกี้อีก เราดีใจที่ในที่สุดก็หาทางออกได้ เราจะได้ไม่ต้องทำให้ใครเสียใจอีกแล้ว และเราก็หายใจและชักอีก คราวนี้ไม่เจ็บเหมือนรอบแรก แต่ชักไม่หยุดจนถึงโรงพยาบาล หมอให้ดมแอมโมเนียจนเราหยุดชัก และเราก็ปล่อนโฮออกมา เราทำไม่ได้ เรากลับมา เรายังมีชีวิตอยู่ หมอบอกให้ใจเย็นๆ แล้วเราก็สงบลง แฟนเรารออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เดินเข้ามาหาเราและบอกขอโทษซ้ำๆ น้ำตาเราไหล เราบอกว่า “ขอโทษทำไม ไม่ต้องขอโทษแล้ว เราไม่ได้โกรธ แค่ช่วงนี้เรามีแต่เรื่องคิดเยอะ” หมอบอกว่าเป็นเพราะเราเครียดเกินไปเลยเกิดการชักเกร็ง ให้เราฝึกหายใจช้าๆ ถ้าเป็นอีกจะเป็นบ่อยขึ้น จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นอีก เราปฏิเสษที่จะรับยาคลายเครียด เราคิดว่าบางทีครั้งหน้าเราอาจจะทำสำเร็จก็ได้ บังเอินเพื่อนที่เป็นพยาบาลเข้าเวรดึกเจอเราพอดี ดึงเราไปคุยในห้องฉุกเฉินอีกรอบ ถามเราว่าเกิดอะไร เขาตีเรารึปล่าว เราก็บอกว่าปล่าว ทะเลาะกันนิดหน่อย แล้วเราก็ถามเพื่อความแน่ใจว่า....ชักเกร็งนี่ตายได้ไหม เพื่อเราบอกว่า “ก็ยังไม่เจอเคสที่ชักแล้วตายนะ” ตั้งแต่วันนั้นเราก็พยายามควบคุมลมหายใจ พอเริ่มร้องไห้เราก็เริ่มรู้สึกเหมือนจะชัก เราก็ค่อยๆหายใจช้าๆ.........