ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 6
1. หลักฐานประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงคำว่า "ออเจ้า" พร้อมคำอธิบายแบบชัดเจนคือ "จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม" ของ ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสืออ้างอิงของบุพเพสันนิวาส
ลา ลูแบร์ บันทึกว่า "ออเจ้า ใช้พูดแก่บุคคลที่มีฐานะต่ำกว่า และซึ่งผู้พูดไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามมาแต่ก่อน." แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นแล้วก็พบว่า ออเจ้า สามารถใช้กับคนที่รู้จักกันได้ และไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ที่ฐานะต่ำกว่าเท่านั้น
นอกจากนี้ยังปรากฏในหลักฐานสมัยอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์จำนวนมาก
ปาจิตกุมารกลอนอ่าน สมัยกรุงธนบุรี
อันเมืองบ้านเสนาพวกข้าเฝ้า จะมอบให้ลูกเราอุปถัมภ์
จะหาคู่อุปภิเษกเป็นเอกนำ ที่เลิศล้ำให้เป็นสองขึ้นครองเมือง
ทั้งลูกหลานของออเจ้าเหล่าเสนา ถ้ามีก็เอามาอย่าแฝงเฝือง
ไม่ว่าใครไพร่คนพลเมือง ถ้าต้องเยื่องถูกอย่างทางบูราณ
เสภาขุนช้างขุนแผน สมัยรัชกาลที่ ๒
๏ ทองประศรีตอบคำศรีประจัน ว่าทุกวันเราทุกข์หาสุขไม่
ยากยับอับจนเป็นพ้นไป ออเจ้าย่อมแจ้งใจแต่ไรมา
๏ ขุนแผนฟังความพลายงามเล่า เอ๊ะออเจ้าช่างฝันดูขันจ้าน
ฝันเช่นนี้มีตำรับแต่บุราณ ใครฝันมักบันดาลได้เมียดี
จึงตรัสถามเสนาข้าเฝ้า นี่ออเจ้าคิดเห็นเป็นไฉน
เมื่อมาทานทัดขัดกูไว้ ใครจะอาสาไปก็ว่ามา ฯ
บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
เมื่อนั้น พระดาบศดึงดื้อถือผี
ปัดมือไม่ฟังสังฆ์การี กูเดินดีกว่าออเจ้าเปนเท่าไร
แต่หนุ่มหนุ่มเมื่อกระนั้นขยันอยู่ อินทร์เดชะพระครูก็สู้ได้
ถึงทั้งแก่งกเงินเดินคลายไป ฝีมือไล่มวยเม็ดเข็ดทุกคน
๏ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
ได้ฟังลิงนิ่งนึกตรึกไตร เห็นไม่สมความจึ่งถามซัก
ซึ่งท่านว่าเปนข้าพระสามี เหตุไฉนเรานี้มิรู้จัก
ดีร้ายเองออเจ้านี้เหล่ายักษ์ ทศภักตร์มันใช้ให้ปลอมมา
พระอภัยมณี ของสุนทรภู่
แน่ออเจ้าท้าวรายาเป็นผู้ใหญ่ จงตรองไปให้มันสิ้นเหมือนดินหู
กลศึกมากมายหลายประตู เองก็รู้สารพัดได้หัดมา
"ออเจ้า" อาจจะกร่อนมาจาก "ออกเจ้า" ซึ่งปรากฏในวรรณกรรมสมัยอยุทธยาตอนต้น เช่น มหาชาติคำหลวงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ
"คร้นนข้าเห็นออกเจ้า รอยรูปเถ้าจักไปเปล่าแล" "พ่อออกออกเจ้าก็จะเปน ปล่ยวแล" "สองอยากนํ้าอยากข้าววนนนี้ จะเสด็จไปสู่สำนักนิออกเจ้าตนได้เลอย ลูกฮา" "อันว่าความเสน่ห์แห่งพ่อออกเจ้า จงมาก่อเกล้า สองกระษัตริย์แก่แม่เทอญ "
นอกจากนี้มีการใช้คำว่า "ออ" เป็นคำนำหน้าชื่อบุคคลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏในสำเนาหนังสือครั้งกรุงเก่า ว่าด้วยการพระราชทานที่กัลปนา ยอเข้าตำราหมื่นตำราพระธรรมวิลาสเอาไปวิวาทเป็นหัวเมือง ราวรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง ระบุรายชื่อข้าวัดในเมืองพัทลุงไว้จำนวนมาก เข่น
"อันนี้วัดกุฎีหลวง นางไสยโภคาโยชน์มีลูก ๓ คน ชาย ๑ หญิง ๒ พี่ชื่อนางอ้อย อยู่มาเล่าไซร้ชื่อนางจัก น้องชายชื่อออเย น้องคนหนึ่งชื่อออกจิน นางสมุทลูกนางจัก นางหมาลูกนางสมุท ลูกนางหมาชื่อนางแมว น้องชายชื่อออบุตร ลูกนางแมวชื่อนางคงศรี น้องนางคงศรีชื่อนางดำ น้องชายชื่อออไชย น้องออไชยชื่อนางเทศ ๕ คนนี้ ลูกนางแมว "
ส่วนใหญ่ใช้คำว่า "ออ" แยกจาก "นาง" และ "ออ" มักเป็นคำนำหน้าผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็มีใช้ "ออ" เช่น "นางผ่องลูกหญิงชื่อออตน" "ออนางทองน้องบาทเจ้าครูพิไชย" จึงไม่ทราบหลักเกณฑ์ชัดเจนในสมัยนั้น
ในเสภาขุนช้างขุนแผนมี ออแก้ว ออพิมพิลาไลย ออพิม ออทองประศรี ออสร้อยฟ้า
ใช้นำหน้าบรรดาศักดิ์และราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนแผนเรียก ออแผน หมื่นไวยเรียก ออหมื่นไวย หรือ ออไวย
หรือแม้แต่ในนำหน้าอาชีพ หรือ ลักษณะ เช่น ในพระอภัยมณีมี ออหมอเฒ่า ออเงือกน้ำ ฯลฯ
สาเหตุที่นิราศสองภพ รวมถึงละครพีเรียดสมัยอยุทธยาตอนปลายเรื่องอื่นจำนวนมาก ไม่ปรากฏการใช้งานคำว่า "ออเจ้า" เข้าใจว่าผู้สร้างละครหรือผู้เขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่อาจไม่ได้ศึกษาข้อมูลเรื่องสำนวนภาษาโบราณมากพอจึงอาจไม่มีความรู้ความความใจในเรื่องนี้ และอาจเพราะหลักฐานในหลักฐานสมัยอยุทธยาตอนปลายไม่ได้กล่าวถึงการใช้งานคำว่า "ออเจ้า" อย่างชัดเจนแพร่หลาย หากไม่ได้เป็นผู้ศึกษาวรรณคดีโบราณแบบละเอียดลงลึกจริงๆ ก็คงยากจะรู้เรื่องสรรพนามโบราณได้อย่างละเอียด ส่วนใหญ่ก็เลยเห็นแต่ ข้า เจ้า เอ็ง ท่าน มัน ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่ครับ
นอกจากละครบางเรื่องที่ผู้แต่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญภาษาโบราณ เช่น ฟ้าใหม่ ของ ศุภร บุนนาค ที่ใช้ภาษาโบราณสละสลวยมาก และเป็นหนึ่งในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สมัยอยุทธยาตอนปลายไม่กี่เรื่องที่ใช้คำว่า "ออเจ้า" ก่อนบุพเพสันนิวาส
2. บางกอกเป็นชื่อเดิมของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่แรกแล้วครับ ถ้าเป็นทางการก็เรียกว่า ธนบุรี หรือ เมืองธน (สมัยสมเด็จพระนารายณ์สะกด ทณ) เพราะในอดีตบางกอกกับธนบุรีถือเป็นเมืองเดียวกัน ในสมัยนั้นไม่ได้เป็นเมืองหลวงครับ
ลา ลูแบร์ บันทึกว่า "ออเจ้า ใช้พูดแก่บุคคลที่มีฐานะต่ำกว่า และซึ่งผู้พูดไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามมาแต่ก่อน." แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นแล้วก็พบว่า ออเจ้า สามารถใช้กับคนที่รู้จักกันได้ และไม่จำเป็นต้องใช้กับผู้ที่ฐานะต่ำกว่าเท่านั้น
นอกจากนี้ยังปรากฏในหลักฐานสมัยอยุทธยาถึงรัตนโกสินทร์จำนวนมาก
ปาจิตกุมารกลอนอ่าน สมัยกรุงธนบุรี
อันเมืองบ้านเสนาพวกข้าเฝ้า จะมอบให้ลูกเราอุปถัมภ์
จะหาคู่อุปภิเษกเป็นเอกนำ ที่เลิศล้ำให้เป็นสองขึ้นครองเมือง
ทั้งลูกหลานของออเจ้าเหล่าเสนา ถ้ามีก็เอามาอย่าแฝงเฝือง
ไม่ว่าใครไพร่คนพลเมือง ถ้าต้องเยื่องถูกอย่างทางบูราณ
เสภาขุนช้างขุนแผน สมัยรัชกาลที่ ๒
๏ ทองประศรีตอบคำศรีประจัน ว่าทุกวันเราทุกข์หาสุขไม่
ยากยับอับจนเป็นพ้นไป ออเจ้าย่อมแจ้งใจแต่ไรมา
๏ ขุนแผนฟังความพลายงามเล่า เอ๊ะออเจ้าช่างฝันดูขันจ้าน
ฝันเช่นนี้มีตำรับแต่บุราณ ใครฝันมักบันดาลได้เมียดี
จึงตรัสถามเสนาข้าเฝ้า นี่ออเจ้าคิดเห็นเป็นไฉน
เมื่อมาทานทัดขัดกูไว้ ใครจะอาสาไปก็ว่ามา ฯ
บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
เมื่อนั้น พระดาบศดึงดื้อถือผี
ปัดมือไม่ฟังสังฆ์การี กูเดินดีกว่าออเจ้าเปนเท่าไร
แต่หนุ่มหนุ่มเมื่อกระนั้นขยันอยู่ อินทร์เดชะพระครูก็สู้ได้
ถึงทั้งแก่งกเงินเดินคลายไป ฝีมือไล่มวยเม็ดเข็ดทุกคน
๏ เมื่อนั้น องค์ภัควดีศรีใส
ได้ฟังลิงนิ่งนึกตรึกไตร เห็นไม่สมความจึ่งถามซัก
ซึ่งท่านว่าเปนข้าพระสามี เหตุไฉนเรานี้มิรู้จัก
ดีร้ายเองออเจ้านี้เหล่ายักษ์ ทศภักตร์มันใช้ให้ปลอมมา
พระอภัยมณี ของสุนทรภู่
แน่ออเจ้าท้าวรายาเป็นผู้ใหญ่ จงตรองไปให้มันสิ้นเหมือนดินหู
กลศึกมากมายหลายประตู เองก็รู้สารพัดได้หัดมา
"ออเจ้า" อาจจะกร่อนมาจาก "ออกเจ้า" ซึ่งปรากฏในวรรณกรรมสมัยอยุทธยาตอนต้น เช่น มหาชาติคำหลวงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ
"คร้นนข้าเห็นออกเจ้า รอยรูปเถ้าจักไปเปล่าแล" "พ่อออกออกเจ้าก็จะเปน ปล่ยวแล" "สองอยากนํ้าอยากข้าววนนนี้ จะเสด็จไปสู่สำนักนิออกเจ้าตนได้เลอย ลูกฮา" "อันว่าความเสน่ห์แห่งพ่อออกเจ้า จงมาก่อเกล้า สองกระษัตริย์แก่แม่เทอญ "
นอกจากนี้มีการใช้คำว่า "ออ" เป็นคำนำหน้าชื่อบุคคลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏในสำเนาหนังสือครั้งกรุงเก่า ว่าด้วยการพระราชทานที่กัลปนา ยอเข้าตำราหมื่นตำราพระธรรมวิลาสเอาไปวิวาทเป็นหัวเมือง ราวรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง ระบุรายชื่อข้าวัดในเมืองพัทลุงไว้จำนวนมาก เข่น
"อันนี้วัดกุฎีหลวง นางไสยโภคาโยชน์มีลูก ๓ คน ชาย ๑ หญิง ๒ พี่ชื่อนางอ้อย อยู่มาเล่าไซร้ชื่อนางจัก น้องชายชื่อออเย น้องคนหนึ่งชื่อออกจิน นางสมุทลูกนางจัก นางหมาลูกนางสมุท ลูกนางหมาชื่อนางแมว น้องชายชื่อออบุตร ลูกนางแมวชื่อนางคงศรี น้องนางคงศรีชื่อนางดำ น้องชายชื่อออไชย น้องออไชยชื่อนางเทศ ๕ คนนี้ ลูกนางแมว "
ส่วนใหญ่ใช้คำว่า "ออ" แยกจาก "นาง" และ "ออ" มักเป็นคำนำหน้าผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็มีใช้ "ออ" เช่น "นางผ่องลูกหญิงชื่อออตน" "ออนางทองน้องบาทเจ้าครูพิไชย" จึงไม่ทราบหลักเกณฑ์ชัดเจนในสมัยนั้น
ในเสภาขุนช้างขุนแผนมี ออแก้ว ออพิมพิลาไลย ออพิม ออทองประศรี ออสร้อยฟ้า
ใช้นำหน้าบรรดาศักดิ์และราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนแผนเรียก ออแผน หมื่นไวยเรียก ออหมื่นไวย หรือ ออไวย
หรือแม้แต่ในนำหน้าอาชีพ หรือ ลักษณะ เช่น ในพระอภัยมณีมี ออหมอเฒ่า ออเงือกน้ำ ฯลฯ
สาเหตุที่นิราศสองภพ รวมถึงละครพีเรียดสมัยอยุทธยาตอนปลายเรื่องอื่นจำนวนมาก ไม่ปรากฏการใช้งานคำว่า "ออเจ้า" เข้าใจว่าผู้สร้างละครหรือผู้เขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่อาจไม่ได้ศึกษาข้อมูลเรื่องสำนวนภาษาโบราณมากพอจึงอาจไม่มีความรู้ความความใจในเรื่องนี้ และอาจเพราะหลักฐานในหลักฐานสมัยอยุทธยาตอนปลายไม่ได้กล่าวถึงการใช้งานคำว่า "ออเจ้า" อย่างชัดเจนแพร่หลาย หากไม่ได้เป็นผู้ศึกษาวรรณคดีโบราณแบบละเอียดลงลึกจริงๆ ก็คงยากจะรู้เรื่องสรรพนามโบราณได้อย่างละเอียด ส่วนใหญ่ก็เลยเห็นแต่ ข้า เจ้า เอ็ง ท่าน มัน ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่ครับ
นอกจากละครบางเรื่องที่ผู้แต่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญภาษาโบราณ เช่น ฟ้าใหม่ ของ ศุภร บุนนาค ที่ใช้ภาษาโบราณสละสลวยมาก และเป็นหนึ่งในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สมัยอยุทธยาตอนปลายไม่กี่เรื่องที่ใช้คำว่า "ออเจ้า" ก่อนบุพเพสันนิวาส
2. บางกอกเป็นชื่อเดิมของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่แรกแล้วครับ ถ้าเป็นทางการก็เรียกว่า ธนบุรี หรือ เมืองธน (สมัยสมเด็จพระนารายณ์สะกด ทณ) เพราะในอดีตบางกอกกับธนบุรีถือเป็นเมืองเดียวกัน ในสมัยนั้นไม่ได้เป็นเมืองหลวงครับ
แสดงความคิดเห็น
บุพเพสันนิวาส VS นิราศสองภพ กับคำว่า ออเจ้า และข้อสงสัยบางประการครับ
2. ในบุพเพสันนิวาส มีฉากนึงที่โป๊ปพูดถึงเมืองหลวงโดยใช้คำว่า บางกอก คือสมัยกรุงศรีอยุธยาเค้าเรียกกันว่าบางกอกแล้วเหรอครับ