วันนี้ขออนุญาตเขียนเรื่องราวในชีวิตของผมให้อ่านกันครับ อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบางท่านในทางใดทางหนึ่ง หรือถึงไม่มีประโยชน์ก็ถือว่าอ่านเล่นเพลินๆก็ได้ครับ โดยเรื่องที่จะเขียนเล่าสู่กันฟังนี้เป็นเรื่องราวในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผม เป็นเรื่องจริงไม่มีการแต่งเติมใดๆทั้งสิ้น แต่ขอเปลี่ยนชื่อตัวบุคคลหรือชื่อร้านค้าต่างๆในเรื่อง เพราะเกรงว่าจะพาดพิงทำให้คนอื่นเสียหาย การเขียนเรื่องราวนี้ผมไม่เคยปรึกษาหรือขออนุญาตบุคคลเหล่านั้น เผื่อหากมีอะไรไม่เหมาะสมจะได้ไม่มีใครเสียหายจากการกระทำของผมครับ
เมื่อปลายปี คศ.1999 ต่อเนื่องปี 2000 ผมได้มีโอกาสเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ ที่ใช้เป็นปี คศ. เพราะจำง่ายดีมิได้มีเจตนาจะกระแดะว่าเป็นเด็กนักเรียนนอกแต่อย่างใด เรื่องเริ่มจากผมมีนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ ทิฐิสูง อวดเก่งอวดดี ขี้เกียจสันหลังยาว เป็นคนไม่เอาไหน เหลาะแหละ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ งานไม่ทำเรียนก็ไม่เอา ครอบครัวฐานะปานกลางแต่ใช้ชีวิตอย่างกับลูกมหาเศรษฐี กลางวันนอนกลางคืนเที่ยวเตร่ งานการกิจการของที่บ้านทำบ้างไม่ทำบ้าง ก่อเรื่องก่อราวให้แม่เดือดร้อนมากมายหลายหน เอาแค่นี้ก็พอเนอะ สรุปว่าผมเป็นคนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็พอเน๊อะ ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่หลายปี จนแม่เบื่อทนไม่ไหว สั่งยังไงสอนยังไงทำยังไงผมก็ไม่เป็นผู้เป็นคนสักที วันหนึ่งแม่เรียกผมไปจับเข่าคุยกัน แม่บอกอยากให้ผมปรับปรุงตัวให้มีชีวิตเหมือนคนปกติดีๆเขาเป็นกัน โดยบอกให้ผมลองไปใช้ชีวิตในที่ไกลๆที่ต้องรับผิดชอบดูแลตัวเอง เช่น หาข้าวกินเองกินเสร็จต้องเก็บเองล้างเอง ซักเสื้อผ้ากางเกงในเองตากเองรีดเองเก็บเอง และควรจะหาเงินใช้เองด้วย แล้วแม่ก็ถามผมว่า "เอ็งไปเมืองนอกดีมั๊ย เอามั๊ย" ผมบอกแม่ว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้น ผมจะปรับปรุงตัว (รับปากแม่แบบนี้มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยทำได้) แม่ยืนยันว่าผมควรไปด้วยเหตูผลว่า ผมอยู่เมืองไทยไม่มีทางเปลี่ยนตัวเองได้เพราะผมเพื่อนเยอะ เป็นคนรักเพื่อนติดเพื่อนแบบผิดๆ ลองไปอยู่ที่ๆไม่มีเพื่อนสักพักน่าจะดีกว่า พร้อมกับชักแม่น้ำทั้ง5 ว่าถือซะว่าไปเที่ยว ได้ไปเรียนไม่จบก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ยังได้ภาษา ได้ไปเปิดหูเปิดตา ได้ไปชุบตัวว่าเป็นเด็กนักเรียนนอก และจุดที่เป็นจุดคีมึ้งที่ทำให้ผมตัดสินใจไปเพราะแม่บอกว่า เอ็งไม่เคยห่างอกแม่ได้เกิน 3 วัน 7 วัน ไม่เคยอยู่ห่างแม่เกินกว่าจะขอความช่วยเหลือจากแม่ได้ ผมนี่ขึ้นเลยว่าแม่ปรามาสผมเกินไป เดี๋ยวจะไปให้ดู ให้ห่างไกลมากๆให้นานแสนนานให้ดู นึกในใจว่าแม่คอยดูนะ
หลังจบการสนทนาผมเริ่มหาข้อมูล จนเจอว่ามีสถาบันที่รับจัดหาโรงเรียนในต่างประเทศแก่ผู้สนใจไปเรียนต่อ มีตั้งแต่เรียนภาษาจนถึงมหาลัย หลากหลายประเทศหลายเมืองให้เลือกตามแต่เราต้องการ พอดีผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ "อ้อย" ที่กำลังศึกษาและทำงานไปด้วยอยู่ที่เมืองเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย อ้อยเป็นคนที่แม่ผมรู้จักและยอมรับว่าเป็นเพื่อนที่ดีของผม ผมติดต่อหาอ้อยพูดคุยปรึกษาเพื่อให้แน่ใจว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่นะ ยินดีที่จะดูแลช่วยเหลือผมนะ (เคยทำผิดอย่างไม่น่าให้อภับกับเพื่อนไว้) เมื่อแน่ใจว่าอ้อยไม่ติดใจเรื่องในอดีตก็เริ่มติดต่อสถาบันโดยพุ่งเป้าเพื่อไปออสเตรเลีย หาโรงรียนเพื่อไปเรียนภาษาก่อน ได้โรงเรียนสอนภาษาระยะเวลาเรียน 10 สัปดาห์ แต่ผมไม่เอาที่อยู่ที่สถาบันจัดหาให้เพราะต้องไปอยู่กับแฟมิลี่ จากที่หาข้อมูลมาอยู่กับแฟมิลี่ไม่มีอิสระ ต้องกลับบ้านค่อนข้างตรงเวลา ต้องร่วมกินข้าวมื้อเย็นกับแฟมิลี่ กลางคืนออกเที่ยวเตร่ไม่ได้ เป็นต้น จึงขอที่อยู่ของอ้อยแนบพร้อมหลักฐานให้สถาบันไปยื่นขอวีซ่านักเรียนกับสถานทูต แต่ที่จริงไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น อันที่จริงผมให้อ้อยช่วยหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าไว้ให้ แต่ตอนที่ต้องยื่นขอวีซ่าอ้อยยังหาให้ไม่ได้ แต่กว่าวีซ่าจะออกกว่าจะถึงเวลาเดินทางไปยังอีกนานพอควร ถึงตอนนั้นน่าจะหาได้แล้ว หลังจากนั้นราวๆ 1 เดือนทางสถาบันติดต่อมาบอกว่าวีซ่าผ่านแล้วให้นำเงินไปชำระค่าเล่าเรียนและเตรียมตัวเดินทาง ลืมบอกขั้นแรกทางสถาบันจะขอเก็บค่าดำเนินการกับค่าขอวีซ่าที่ต้องจ่ายให้กับสถานทูตก่อนถ้าจำไม่ผิดประมาณสองหมื่นกว่าบาท ถ้าวีซ่าไม่ผ่านจะเสียเงินฟรีไม่สามารถขอคืนได้ ส่วนค่าเล่าเรียนกับค่าที่อยู่(แฟมิลี่)จะเก็บหลังจากวีซ่าผ่านแล้ว
เดือนกุมภาพันธ์ของปี 2000 คือช่วงเวลาที่จะต้องเดินทางไป จริงๆแล้วผมไม่คิดว่าวีซ่าจะผ่าน เพราะตอนนั้นผมอายุ 29 แล้ว แต่ขอวีซ่าเพื่อจะไปเรียนภาษา กะว่าสถานทูตคงไม่ออกให้แน่ ประกอบกับด้วยใจจริงแล้วก็ไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไหร่ แต่โชคชะตาคงขีดไว้ว่าต้องไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถึงเวลาก็ต้องไป วีซ่าก็ผ่านแล้ว เงินทองก็จ่ายไปแล้วรวมถึงตั๋วเครื่องบินโดยประมาณ สองแสนกว่าเหยียบสามแสน เป็นเงินที่แม่ออกให้สองแสนเศษๆ ผมออกเอง(เงินเก็บส่วนตัว)ก็หลายหมื่นอยู่ และแล้ววันที่ต้องเดินทางก็มาถึง
เวลาราวๆสามทุ่มครึ่ง ณ สนามบินดอนเมือง(ตอนนั้นยังไม่มีสุวรรณภูมิ) แม่กับพี่สาวคนรองและลูกพี่ลูกน้องอีกคนไปส่งผมขึ้นเครื่อง ก่อนเข้าไปด้านในเฉพาะผู้โดยสาร ผมก็ร่ำลาแม่ บรรยากาศในการร่ำลาเป็นไปอย่างครื้นเครง ผมก็หยอกเย้าทั้งแม่ทั้งพี่สาว แม่ก็อวยพรให้ผมเดินทางปลอดภัยพร้อมพูดเล่นว่า ไปอยู่ให้ได้สักสามวันห้าวันนะลูก แต่ถ้าอยู่ได้ถึง 3 เดือนเต็มตามอายุของวีซ่า กลับมาแล้วอยากได้อะไรแม่ยินดีจะหามาถวายให้ แต่พอเหลืออีกไม่กี่นาทีที่ผมจะต้องเข้าไปที่เกทแล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนไป พี่สาวเริ่มน้ำตาไหลในขณะที่แม่เริ่มร้องไห้ พร่ำบอกว่าแม่รักผม ถ้าอยู่ไม่ไหวให้บอกอ้อยให้ติดต่อแม่ทันทีนะ แม่จะรีบเปลี่ยนตั๋วเครื่องให้บินกลับทันที และอีกมากมายที่แม่พูด จนลูกพี่ลูกน้องต้องปลอบว่า อี๊ มันไปเรียนแค่ 3 เดือนเองเดี๋ยวก็กลับ มันไม่ได้ไปตาย ไม่ต้องร้องไม่ต้องห่วงมันขนาดนั้นหรอก ส่วนผมตอนนั้นน้ำตากำลังซึม พูดไม่ได้ ถ้าอ้าปากคงได้อายเพราะร้องไห้หนักยิ่งกว่าแม่อีก
ถึงเวลาเข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่เกทแล้ว มันช่างเป็นเวลาที่นานแสนนาน ผมนั่งคิดวนไปวนมา ว่าเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า คิดถึงแม่ ยอมรับว่าเริ่มคิดมากและกลัว ทั้งกลัวที่จะต้องอยู่ไกลจากแม่ ทั้งกลัวสถานที่ๆจะไป มันคือที่ไหน ที่ๆเราไม่เคยไป ไม่รู้จักใคร ไม่ร็จักถนนหนทาง พูดคนละภาษา จะมีชีวิตอยู่ยังไง จะกินอะไรยังไง ผู้คนที่นั่นจะน่ากลัวไหมจะรังแกเราไหม แต่เอ๊ะ ไม่ได้สิ เราต้องไป ต้องทำให้แม่เห็นว่าเราเก่งเราทำได้ แม่จะได้ภูมิใจในตัวเราไง หรือจะเดินกลับออกไปแล้วโทรเรียกแม่ให้วนรถกลับมารับดี คิดวนไปวนมาจนขึ้นไปนั่งบนเครื่องแล้วยังคิดอยู่ว่า เดินลงมาจากเครื่องยังทันนะ เอาไงดีๆ
เที่ยงคืนเศษ เครื่องกำลังแท็กซี่ไปที่รันเวย์เพื่อเทคออฟ ยังคิดวนไปวนมาไม่เลิก ความกลัวเกาะกุมเต็มหัว กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง กลัวจนขนหัวลุก จนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังรัวจนไม่เป็นจังหวะ เป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสความกลัวขนาดนี้ แต่รู้สึกได้ว่าหนักกว่าทุกครั้ง ยิ่งมองเห็นตัวอาคารสนามบินห่างออกไปเรื่อยๆยิ่งหนักขึ้น เริ่มสะอึกสะอื้น พอเครื่องเชิดหัวขึ้นเท่านั้นแหละ ร้องไห้โฮขี้มูกเลย ตอนนั้นจำได้ว่าอยากตะโกนบอกกัปตันให้จอดก่อน ให้ผมลงก่อน เปลี่ยนใจแล้วไม่ไปแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่บินไปประมาณ 8-9 ชั่วโมง ผมหลับไปเพราะความเพลียได้เพียงชั่วโมงหรือสองชั่วโมงเท่านั้น นอกนั้นตื่นอยู่กับความกลัวสลับกับการร้องตลอดไฟล์ท บอกได้เลยว่า ตัวผมเองเลอะเทอะ ฟุ้งซ่านมาก กลัวจนขี้ขึ้นสมองไปหมดแล้ว เวลาเดินไปจนอีก 1 ชั่วโมงจะถึงเมลเบิร์น สิ่งที่ต้องคิดอีกคือ เพื่อนอ้อยจะมารับผมที่สนามบินตามที่นัดกันไว้รึเปล่า
เครื่องลงจอดสนิทที่สนามบินของเมลเบิร์นแล้วจริงเหรอนี่ เราฝันไปเปล่า อยากตื่นเร็วๆจัง แต่เราก็ตื่นอยู่ไม่ได้หลับ นึกในใจ เอาน่าลองออกไปดูก่อน เครื่องอาจจะจอดที่ดอนเมืองอยู่ก็ได้
จบ EP1 แต่เพียงเท่านี้ครับ ตอนต่อไปจะเล่าถึงตอนที่อยู่ที่นั่น เริ่มตั้งแต่ที่สนามบิน ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหน ฝากให้มาตามกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ
คิดถึงอดีตในต่างแดนของคนเริ่มแก่ EP1 จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
เมื่อปลายปี คศ.1999 ต่อเนื่องปี 2000 ผมได้มีโอกาสเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ ที่ใช้เป็นปี คศ. เพราะจำง่ายดีมิได้มีเจตนาจะกระแดะว่าเป็นเด็กนักเรียนนอกแต่อย่างใด เรื่องเริ่มจากผมมีนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ ทิฐิสูง อวดเก่งอวดดี ขี้เกียจสันหลังยาว เป็นคนไม่เอาไหน เหลาะแหละ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ งานไม่ทำเรียนก็ไม่เอา ครอบครัวฐานะปานกลางแต่ใช้ชีวิตอย่างกับลูกมหาเศรษฐี กลางวันนอนกลางคืนเที่ยวเตร่ งานการกิจการของที่บ้านทำบ้างไม่ทำบ้าง ก่อเรื่องก่อราวให้แม่เดือดร้อนมากมายหลายหน เอาแค่นี้ก็พอเนอะ สรุปว่าผมเป็นคนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็พอเน๊อะ ใช้ชีวิตแบบนี้อยู่หลายปี จนแม่เบื่อทนไม่ไหว สั่งยังไงสอนยังไงทำยังไงผมก็ไม่เป็นผู้เป็นคนสักที วันหนึ่งแม่เรียกผมไปจับเข่าคุยกัน แม่บอกอยากให้ผมปรับปรุงตัวให้มีชีวิตเหมือนคนปกติดีๆเขาเป็นกัน โดยบอกให้ผมลองไปใช้ชีวิตในที่ไกลๆที่ต้องรับผิดชอบดูแลตัวเอง เช่น หาข้าวกินเองกินเสร็จต้องเก็บเองล้างเอง ซักเสื้อผ้ากางเกงในเองตากเองรีดเองเก็บเอง และควรจะหาเงินใช้เองด้วย แล้วแม่ก็ถามผมว่า "เอ็งไปเมืองนอกดีมั๊ย เอามั๊ย" ผมบอกแม่ว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้น ผมจะปรับปรุงตัว (รับปากแม่แบบนี้มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยทำได้) แม่ยืนยันว่าผมควรไปด้วยเหตูผลว่า ผมอยู่เมืองไทยไม่มีทางเปลี่ยนตัวเองได้เพราะผมเพื่อนเยอะ เป็นคนรักเพื่อนติดเพื่อนแบบผิดๆ ลองไปอยู่ที่ๆไม่มีเพื่อนสักพักน่าจะดีกว่า พร้อมกับชักแม่น้ำทั้ง5 ว่าถือซะว่าไปเที่ยว ได้ไปเรียนไม่จบก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ยังได้ภาษา ได้ไปเปิดหูเปิดตา ได้ไปชุบตัวว่าเป็นเด็กนักเรียนนอก และจุดที่เป็นจุดคีมึ้งที่ทำให้ผมตัดสินใจไปเพราะแม่บอกว่า เอ็งไม่เคยห่างอกแม่ได้เกิน 3 วัน 7 วัน ไม่เคยอยู่ห่างแม่เกินกว่าจะขอความช่วยเหลือจากแม่ได้ ผมนี่ขึ้นเลยว่าแม่ปรามาสผมเกินไป เดี๋ยวจะไปให้ดู ให้ห่างไกลมากๆให้นานแสนนานให้ดู นึกในใจว่าแม่คอยดูนะ
หลังจบการสนทนาผมเริ่มหาข้อมูล จนเจอว่ามีสถาบันที่รับจัดหาโรงเรียนในต่างประเทศแก่ผู้สนใจไปเรียนต่อ มีตั้งแต่เรียนภาษาจนถึงมหาลัย หลากหลายประเทศหลายเมืองให้เลือกตามแต่เราต้องการ พอดีผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ "อ้อย" ที่กำลังศึกษาและทำงานไปด้วยอยู่ที่เมืองเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย อ้อยเป็นคนที่แม่ผมรู้จักและยอมรับว่าเป็นเพื่อนที่ดีของผม ผมติดต่อหาอ้อยพูดคุยปรึกษาเพื่อให้แน่ใจว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่นะ ยินดีที่จะดูแลช่วยเหลือผมนะ (เคยทำผิดอย่างไม่น่าให้อภับกับเพื่อนไว้) เมื่อแน่ใจว่าอ้อยไม่ติดใจเรื่องในอดีตก็เริ่มติดต่อสถาบันโดยพุ่งเป้าเพื่อไปออสเตรเลีย หาโรงรียนเพื่อไปเรียนภาษาก่อน ได้โรงเรียนสอนภาษาระยะเวลาเรียน 10 สัปดาห์ แต่ผมไม่เอาที่อยู่ที่สถาบันจัดหาให้เพราะต้องไปอยู่กับแฟมิลี่ จากที่หาข้อมูลมาอยู่กับแฟมิลี่ไม่มีอิสระ ต้องกลับบ้านค่อนข้างตรงเวลา ต้องร่วมกินข้าวมื้อเย็นกับแฟมิลี่ กลางคืนออกเที่ยวเตร่ไม่ได้ เป็นต้น จึงขอที่อยู่ของอ้อยแนบพร้อมหลักฐานให้สถาบันไปยื่นขอวีซ่านักเรียนกับสถานทูต แต่ที่จริงไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น อันที่จริงผมให้อ้อยช่วยหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าไว้ให้ แต่ตอนที่ต้องยื่นขอวีซ่าอ้อยยังหาให้ไม่ได้ แต่กว่าวีซ่าจะออกกว่าจะถึงเวลาเดินทางไปยังอีกนานพอควร ถึงตอนนั้นน่าจะหาได้แล้ว หลังจากนั้นราวๆ 1 เดือนทางสถาบันติดต่อมาบอกว่าวีซ่าผ่านแล้วให้นำเงินไปชำระค่าเล่าเรียนและเตรียมตัวเดินทาง ลืมบอกขั้นแรกทางสถาบันจะขอเก็บค่าดำเนินการกับค่าขอวีซ่าที่ต้องจ่ายให้กับสถานทูตก่อนถ้าจำไม่ผิดประมาณสองหมื่นกว่าบาท ถ้าวีซ่าไม่ผ่านจะเสียเงินฟรีไม่สามารถขอคืนได้ ส่วนค่าเล่าเรียนกับค่าที่อยู่(แฟมิลี่)จะเก็บหลังจากวีซ่าผ่านแล้ว
เดือนกุมภาพันธ์ของปี 2000 คือช่วงเวลาที่จะต้องเดินทางไป จริงๆแล้วผมไม่คิดว่าวีซ่าจะผ่าน เพราะตอนนั้นผมอายุ 29 แล้ว แต่ขอวีซ่าเพื่อจะไปเรียนภาษา กะว่าสถานทูตคงไม่ออกให้แน่ ประกอบกับด้วยใจจริงแล้วก็ไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไหร่ แต่โชคชะตาคงขีดไว้ว่าต้องไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถึงเวลาก็ต้องไป วีซ่าก็ผ่านแล้ว เงินทองก็จ่ายไปแล้วรวมถึงตั๋วเครื่องบินโดยประมาณ สองแสนกว่าเหยียบสามแสน เป็นเงินที่แม่ออกให้สองแสนเศษๆ ผมออกเอง(เงินเก็บส่วนตัว)ก็หลายหมื่นอยู่ และแล้ววันที่ต้องเดินทางก็มาถึง
เวลาราวๆสามทุ่มครึ่ง ณ สนามบินดอนเมือง(ตอนนั้นยังไม่มีสุวรรณภูมิ) แม่กับพี่สาวคนรองและลูกพี่ลูกน้องอีกคนไปส่งผมขึ้นเครื่อง ก่อนเข้าไปด้านในเฉพาะผู้โดยสาร ผมก็ร่ำลาแม่ บรรยากาศในการร่ำลาเป็นไปอย่างครื้นเครง ผมก็หยอกเย้าทั้งแม่ทั้งพี่สาว แม่ก็อวยพรให้ผมเดินทางปลอดภัยพร้อมพูดเล่นว่า ไปอยู่ให้ได้สักสามวันห้าวันนะลูก แต่ถ้าอยู่ได้ถึง 3 เดือนเต็มตามอายุของวีซ่า กลับมาแล้วอยากได้อะไรแม่ยินดีจะหามาถวายให้ แต่พอเหลืออีกไม่กี่นาทีที่ผมจะต้องเข้าไปที่เกทแล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนไป พี่สาวเริ่มน้ำตาไหลในขณะที่แม่เริ่มร้องไห้ พร่ำบอกว่าแม่รักผม ถ้าอยู่ไม่ไหวให้บอกอ้อยให้ติดต่อแม่ทันทีนะ แม่จะรีบเปลี่ยนตั๋วเครื่องให้บินกลับทันที และอีกมากมายที่แม่พูด จนลูกพี่ลูกน้องต้องปลอบว่า อี๊ มันไปเรียนแค่ 3 เดือนเองเดี๋ยวก็กลับ มันไม่ได้ไปตาย ไม่ต้องร้องไม่ต้องห่วงมันขนาดนั้นหรอก ส่วนผมตอนนั้นน้ำตากำลังซึม พูดไม่ได้ ถ้าอ้าปากคงได้อายเพราะร้องไห้หนักยิ่งกว่าแม่อีก
ถึงเวลาเข้าไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่เกทแล้ว มันช่างเป็นเวลาที่นานแสนนาน ผมนั่งคิดวนไปวนมา ว่าเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า คิดถึงแม่ ยอมรับว่าเริ่มคิดมากและกลัว ทั้งกลัวที่จะต้องอยู่ไกลจากแม่ ทั้งกลัวสถานที่ๆจะไป มันคือที่ไหน ที่ๆเราไม่เคยไป ไม่รู้จักใคร ไม่ร็จักถนนหนทาง พูดคนละภาษา จะมีชีวิตอยู่ยังไง จะกินอะไรยังไง ผู้คนที่นั่นจะน่ากลัวไหมจะรังแกเราไหม แต่เอ๊ะ ไม่ได้สิ เราต้องไป ต้องทำให้แม่เห็นว่าเราเก่งเราทำได้ แม่จะได้ภูมิใจในตัวเราไง หรือจะเดินกลับออกไปแล้วโทรเรียกแม่ให้วนรถกลับมารับดี คิดวนไปวนมาจนขึ้นไปนั่งบนเครื่องแล้วยังคิดอยู่ว่า เดินลงมาจากเครื่องยังทันนะ เอาไงดีๆ
เที่ยงคืนเศษ เครื่องกำลังแท็กซี่ไปที่รันเวย์เพื่อเทคออฟ ยังคิดวนไปวนมาไม่เลิก ความกลัวเกาะกุมเต็มหัว กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง กลัวจนขนหัวลุก จนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังรัวจนไม่เป็นจังหวะ เป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสความกลัวขนาดนี้ แต่รู้สึกได้ว่าหนักกว่าทุกครั้ง ยิ่งมองเห็นตัวอาคารสนามบินห่างออกไปเรื่อยๆยิ่งหนักขึ้น เริ่มสะอึกสะอื้น พอเครื่องเชิดหัวขึ้นเท่านั้นแหละ ร้องไห้โฮขี้มูกเลย ตอนนั้นจำได้ว่าอยากตะโกนบอกกัปตันให้จอดก่อน ให้ผมลงก่อน เปลี่ยนใจแล้วไม่ไปแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่บินไปประมาณ 8-9 ชั่วโมง ผมหลับไปเพราะความเพลียได้เพียงชั่วโมงหรือสองชั่วโมงเท่านั้น นอกนั้นตื่นอยู่กับความกลัวสลับกับการร้องตลอดไฟล์ท บอกได้เลยว่า ตัวผมเองเลอะเทอะ ฟุ้งซ่านมาก กลัวจนขี้ขึ้นสมองไปหมดแล้ว เวลาเดินไปจนอีก 1 ชั่วโมงจะถึงเมลเบิร์น สิ่งที่ต้องคิดอีกคือ เพื่อนอ้อยจะมารับผมที่สนามบินตามที่นัดกันไว้รึเปล่า
เครื่องลงจอดสนิทที่สนามบินของเมลเบิร์นแล้วจริงเหรอนี่ เราฝันไปเปล่า อยากตื่นเร็วๆจัง แต่เราก็ตื่นอยู่ไม่ได้หลับ นึกในใจ เอาน่าลองออกไปดูก่อน เครื่องอาจจะจอดที่ดอนเมืองอยู่ก็ได้
จบ EP1 แต่เพียงเท่านี้ครับ ตอนต่อไปจะเล่าถึงตอนที่อยู่ที่นั่น เริ่มตั้งแต่ที่สนามบิน ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหน ฝากให้มาตามกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ