ปัจจุบันนี้จะเห็นว่า เด็กและเยาวชน หันมาสนใจสิ่งรอบตัวกันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพราะในยุคนี้สื่อโซเชียลมีผลอย่างมากในชีวิตประจำวัน เด็กๆรับรู้ถึงกระแสในปัจจุบันว่าสังคมพูดคุยกันเรื่องใด เหตุการณ์ใดหาข้อมูลกันง่ายๆ ได้อย่างรวดเร็ว
กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเรื่องพานไหว้ครูของรร.มัธยมแห่งหนึ่งนั้น ถ้าเรามองอย่างเป็นผู้ใหญ่ มองอย่างพ่อแม่สมัยใหม่มองลูก การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งจำเป็น สมัยนี้ไม่มีแล้วค่ะ ที่เด็กชนโต๊ะแล้วล้ม พ่อแม่กลับตีโต๊ะเหมือนจะย้ำว่าเป็นความผิดของโต๊ะ แทนที่จะสอนลูกหลานว่า ให้รู้จักระวัง และเราไม่เห็นด้วยที่เมื่อเด็กเดินล้มแล้วยังไปลงโทษ เพราะการลงโทษ จะยิ่งทำให้เด็กขาดความมั่นใจ
เรื่องพานไหว้ครูก็เช่นกัน ในสังคมโรงเรียน การได้แสดงออกมีหลายช่องทาง และการจัดพานก็คือช่องทางหนึ่งที่เด็กจะได้แสดงความสามารถของพวกเค้าอย่างเต็มที่ การให้รางวัลก็แบ่งเป็นประเภทมีความคิดสร้างสรร และ สวยงาม เด็กแต่ละคนมีความถนัดไปคนละอย่าง แล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัว ครู อาจารย์ และผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ควรหันมาสนับสนุน มิใช่ปิดกั้น
เรามองได้หลายอย่างจากเรื่องการจัดพานไหว้ครู บางที เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้สนใจการเมืองด้วยซ้ำแต่อาจจะรับรู้ถึงกระแสว่า ขณะนี้เรื่องใดที่คนสนใจ ก็อยากทันสมัย หรือถึงแม้เด็กสนใจการเมืองจริงๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่ควรไปบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ผิด และพานที่เด็กทำเราว่า ก็ไม่ได้สื่อไปในทางที่เลวร้าย เพียงแต่เด็กๆเค้ามองว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่สามารถแสดงออกได้ เค้าจึงทำ ไม่ควรมีผู้ใหญ่ไปชี้ว่า นั่นคือความไม่ควร หรือ ต้องลบรูป แล้วแบบนี้ลูกหลานคนไทย เมื่อไหร่จะกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด หากผู้ใหญ่ยังปิดกั้นในสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาเช่นนี้
ที่สำคัญ ผู้ใหญ่บ้านเมือง ก็ไม่ควรเบี่ยงประเด็นจากความคิดที่บริสุทธิ์ของเด็กๆกลุ่มนี้ ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง นั่นมันกลายเป็นทำเรื่องดีให้เป็นเรื่องร้ายค่ะ เพราะความคิดที่บริสุทธิ์ของเด็กกลายเป็นถูกนำมาโจมตี กล่าวหา ความคิดแบบนี้มันอันตรายค่ะ แทนที่เด็กพัฒนาอย่างสร้างสรร จะกลายเป็นปิดกั้น ไม่กล้า กลัว คำพูดเช่นนี้เป็นการพูดที่ทำให้แตกแยก พูดอย่างอื่นน่าจะดีกว่านะคะ จะพูดอย่างไรที่ทำให้เด็กฉลาด กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ เพราะเด็กฉลาดชาติเจริญค่ะ อย่าลืมกันไป...
...ริมคันนา...
...อย่าลืมคำขวัญเก่าๆที่ว่า เด็กฉลาดชาติเจริญ กันนะคะ...(ริมคันนา)
กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเรื่องพานไหว้ครูของรร.มัธยมแห่งหนึ่งนั้น ถ้าเรามองอย่างเป็นผู้ใหญ่ มองอย่างพ่อแม่สมัยใหม่มองลูก การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งจำเป็น สมัยนี้ไม่มีแล้วค่ะ ที่เด็กชนโต๊ะแล้วล้ม พ่อแม่กลับตีโต๊ะเหมือนจะย้ำว่าเป็นความผิดของโต๊ะ แทนที่จะสอนลูกหลานว่า ให้รู้จักระวัง และเราไม่เห็นด้วยที่เมื่อเด็กเดินล้มแล้วยังไปลงโทษ เพราะการลงโทษ จะยิ่งทำให้เด็กขาดความมั่นใจ
เรื่องพานไหว้ครูก็เช่นกัน ในสังคมโรงเรียน การได้แสดงออกมีหลายช่องทาง และการจัดพานก็คือช่องทางหนึ่งที่เด็กจะได้แสดงความสามารถของพวกเค้าอย่างเต็มที่ การให้รางวัลก็แบ่งเป็นประเภทมีความคิดสร้างสรร และ สวยงาม เด็กแต่ละคนมีความถนัดไปคนละอย่าง แล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัว ครู อาจารย์ และผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ควรหันมาสนับสนุน มิใช่ปิดกั้น
เรามองได้หลายอย่างจากเรื่องการจัดพานไหว้ครู บางที เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้สนใจการเมืองด้วยซ้ำแต่อาจจะรับรู้ถึงกระแสว่า ขณะนี้เรื่องใดที่คนสนใจ ก็อยากทันสมัย หรือถึงแม้เด็กสนใจการเมืองจริงๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่ควรไปบอกว่า นั่นคือสิ่งที่ผิด และพานที่เด็กทำเราว่า ก็ไม่ได้สื่อไปในทางที่เลวร้าย เพียงแต่เด็กๆเค้ามองว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่สามารถแสดงออกได้ เค้าจึงทำ ไม่ควรมีผู้ใหญ่ไปชี้ว่า นั่นคือความไม่ควร หรือ ต้องลบรูป แล้วแบบนี้ลูกหลานคนไทย เมื่อไหร่จะกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด หากผู้ใหญ่ยังปิดกั้นในสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาเช่นนี้
ที่สำคัญ ผู้ใหญ่บ้านเมือง ก็ไม่ควรเบี่ยงประเด็นจากความคิดที่บริสุทธิ์ของเด็กๆกลุ่มนี้ ว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง นั่นมันกลายเป็นทำเรื่องดีให้เป็นเรื่องร้ายค่ะ เพราะความคิดที่บริสุทธิ์ของเด็กกลายเป็นถูกนำมาโจมตี กล่าวหา ความคิดแบบนี้มันอันตรายค่ะ แทนที่เด็กพัฒนาอย่างสร้างสรร จะกลายเป็นปิดกั้น ไม่กล้า กลัว คำพูดเช่นนี้เป็นการพูดที่ทำให้แตกแยก พูดอย่างอื่นน่าจะดีกว่านะคะ จะพูดอย่างไรที่ทำให้เด็กฉลาด กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ เพราะเด็กฉลาดชาติเจริญค่ะ อย่าลืมกันไป...
...ริมคันนา...