ผมมีเพื่อนคนนึงที่มีแนวคิด "แบบๆหนึ่ง" แบบนี้จะเรียกว่าเขาเป้นคนมีแนวความคิดยังไงดีครับ

คือผมก็บรรยายไม่ถูกว่าจะเรียกยังไงดี   จะได้เอาไปศึกษาถูก  คือเพราะอยากเข้าใจ  หรือมีมุมมองที่พอจะเห็นพ้องกับเพื่อนนี้ได้บ้าง

ผมมีเพื่อนสนิทคนนึง  คบกันมานานเกือบ20ปีแล้ว   รู้จักตั้งแต่ ม.4 จนตอนนี้อายุ31-32 กันแล้ว 

แต่ถึงสนิทกัน  แต่ลึกๆผมกับเค้าคนนี้  มันจะมีความคิดอ่านที่ผมกับเค้ามี "ตรงข้าม" กัน   ปกติเราไม่เคยคุยอะไรลงลึกกันถึงเรื่องแบบนี้   เลยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมาได้ตลอด   แต่มันก๋มีบางครั้งที่มันก็ต้องความคิดมันต้องมาชนกันจนได้

ผมจะลองอธิบายด้วยเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น  และบางเรื่องสนทนาที่เคยคุยกัน

-เราเคยไปกินมื้อเย็นหรูๆกัน   เพื่อนผมกินอาหารเหลือแล้วถูกปรับ   ผมก็บอกก็สมควรว่ะ  เมิงไป waste ทรัพยากรโดยใช่เหตุ  แทนที่เขาจะใช้ส่วนที่เอ็งกินเหลือแล้วทิ้งไปขายได้    แต่เพื่อนผมก็บอก   ไม่เห็นด้วย  เพราะชั้นจ่ายค่าอาหารแล้ว   เมื่อเราซื้อแล้ว  เราย่อมมีสิทธิที่จะ "ทำอะไรก็ได้" กับของๆเรา รวมถึงกินเหลือทิ้งขว้าง  (แต่ก็จบลงที่จ่ายนะ)

-เคยมีผญ.ทิ้งผมเพราะเธอโดดไปเกาะคนที่รวยกว่า   เราเลยตั้งวงเหล้าคุยกัน  ผมแสดงความเห็นว่า   เงินซื้อแค่เฉพาะสิ่งที่มีคนอยากขาย (เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้)    แต่เพื่อนผมบอก   เงินซื้อทุกอย่างได้    ถ้าซื้ออะไรไม่ได้  แปลว่ายังจ่ายไม่มากพอ   และรวมถึงผญ.คนนั้นด้วย

-สมัยเรียนมหาลัย  เพื่อนคนนี้เค้าเคยไปโต้แย้งเรื่องวิชาการบางอย่างกับ ศจ.   ผมก็บอก   อย่างน้อยเราก็น่าจะเชื่อความเห็นจากคนที่เขามีความรู้มากกว่านะ      เพื่อนก็บอก มนุษย์เราไม่เคยมีใครรู้อะไร "จริงๆ"  และจนทุกวันนี้หมุษย์เราก็ค้นพบสิ่งใหม่ๆมาหักล้างความรู้เก่าได้เรื่อยๆ    ศจ.เป็นแค่คนที่ "คิดว่า" ตัวเองรู้มากกว่า   และเรื่องที่รู้ก็นั้นไม่ใช่สิ่งแน่นอน   ฉะนั้นศจ.อาจเป็นคนผิด  แค่ตอนนี้ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้  

-ผมกับเพื่อนเคยถกกันว่าด้วยตุลาการและปรัชญาเกี่ยวกับ อาชญากรรม     เขาบอกว่า   ผู้พิพากษาและตุลาการไม่มีสิทธิมาตัดสินใคร และไม่ควรมีมนุษย์คนหนึ่งไปตัดสินอีกคน   เพราะหลักเกณฑ์ทางสังคมและการศึกษาไม่ใช่หลักเกณฑ์ว่าคนที่ตัดสินเรานั้นดีพร้อมและเหมาะแก่การตัดสินผู้อื่น
ผมก็บอก - "งั้นอาชญากรล่ะ  ตามโลจิคเมิง  แล้วใครจะรักษาระเบียบด้วยการตัดสินโทษผู้กระทำผิด"
เพื่อน - "ก็ไม่ต้องมีใครรักษา  เพราะมันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคนผิดแต่แรก   มันเป็นเรื่อง subjective ด้วยมุมมองเรา  เราอาจมองการกระทำอย่าหนึ่งเป็นเรื่องไม่ดี  แต่อาจมีคนบางส่วนมองเป็นอีกอย่าง    อย่างในวัฒนธรรมมุสลิมที่เข้มงวด  ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนอาจจะโดนโทษประหาร  ในขณะที่วัฒธรรมอื่นจะเห็นเธอเป็นเหยื่อที่ต้องถูกปกป้องดูแล    ฉะนั้นถูก-ผิดไม่มีจริง  และ ถ้ามันเป็นแค่เรื่องของมุมมองในแต่ละบุคคลหรือสังคม  มันจึงเป็นแค่ความแตกต่าง  และความแตกต่างไม่ควรถูกตัดสิน"

-เพื่อนผมเชื่อว่าทุกๆคนมีสิทธิที่จะวิจารณ์ทุกๆอย่าง   คือผมก็เห็นด้วยนะว่าคนเราควรเปิดรับการวิจารณ์เพื่อไปปรับปรุง    แต่หมอนี่มีความคิดในแบบ extreme สุดๆ
เคยนั่งดูบอลกัน  คือผมเองก็จริงๆก็ไมใช่คนดูบอลหรอก  แค่มันตั้งวงเหล้าดูบอลกัน  มันชวนผมมาร่วมด้วยเพราะจะได้มีขาหารเพิ่มผมก็เลยมา  
ก็ตามประสาแฟนบอล   ทีมที่เพื่อนผมเชียร์มันเล่นไม่ได้ดั่งใจ   แน่นอนล่ะมันก็ด่า  ด่าแบบซะสาดเสียเทเสียยังกับแทงไว้เยอะ    
ผมก็บอก - "เมิงนั่งหลังจอมันก็พูดได้สิวะ   เวลาลงสนามจริงๆมันมีแรงกดดัน  ตาคู่เดียวมองได้ทางเดียว  ไม่ได้เห็นทั่วสนามรอบทิศเหมือนคนดูอย่างเมิง   มันมีความไม่แน่นอน   ความผิดพลาดเกิดกันได้ตลอด     ตัวเมิงเองก็เล่นบอลเป็นที่ไหน   แค่นั่งหลังจอ  จะมีหน้าไปด่ามือาชีพที่ลงสนามจริงได้ไง"
เพื่อน - "งั้นถ้าต่อไป   เมิงไปกินร้านข้าวที่ไหนทำไม่อร่อย  เมิงก็ห้ามด่านะ  เพราะเมิงก็ทำเองไม่เป็น    ถ้าหนังห่วยเมิงก็ห้ามวิจารณ์เพราะเมิงก็ไม่ใช่ ผกก." 

ฯลฯ

ประมาณนี้(เท่าที่นึกออก  และเท่าที่เอามาฝอยได้โดยที่จะไม่เกิดปัญหา)

คือผมรู้สึกว่า   เค้าเป้นคนมีความคิดเปิดกว้าง  จนรู้สึกว่ากว้างจนเกินไป    ผมเป็นคนที่มีมุมมองในเชิง definitive มีแนวคิดตั้งอยู่บนพื้นเหตุผลอะไรซักอย่างชัดเจน  คืออย่าง  -สิ่งนี้มันผิดนะ  เพราะมันก่อให้เกิดปัญหา  จึงไม่ควรทำ- อย่างชัดเจน   

แต่เพื่อนผมมันจะมาประมาณ -ผิดถูกเป็นสิ่งลวง จึงไม่มีสิทธิห้ามการกระทำใดๆของบุคคล-   

คือผมมองตนเองเสมอว่าเป็นคนเปิดกว้าง    อะไรที่ผมรู้แต่คนอื่นไม่รู้  ผมจะแถลงกล่าว   แต่ถ้าผมไม่รู้อะไรแต่คนอื่นรู้ ผมจะเงียบและรับฟัง   
แต่เพื่อนผมจะมองเสมอว่า   ทุกๆคนคือผู้ไม่รู้เท่ากันหมด   คนที่มีความรู้มากกว่านั้นคือพวกคิดไปเองว่ารู้มากกว่า    และการแสดงออกว่า "ฉันรู้เรื่องนี้ดีนะ"  คือการอวดฉลาด/ยกตนข่ม     แล้วเขาก็มักจะมาพร้อมตัวอย่างเดิมๆกับการอ้างถึงอัจฉริยะและบุคคลมีชื่อเสียงหลายๆคน  ที่ตอนแรกมักถูกสังคมปฏิเสธแต่กลับมาประสบความสำเร็จภายหลัง    ซึ่งมันก็จริงในแง่ที่ว่า   ความรู้มันแสวงหาใส่ตนได้   การศึกษามันไม่เคยจบสิ้น    แต่เพื่อนผมคนนี้ก็มักจะเอาไป apply ที่ว่า  "คนที่ว่ารู้มาก จริงๆแล้วเป็นคนที่รู้น้อยแต่ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์    และคนที่ว่ารู้น้อย  จริงๆอาจคืออัจริยะ in the making"

สำหรับเค้า  มันไม่มี ถูก-ผิด , ขาว-ดำ , ต่ำ-สูง  ทุกๆสิ่งปะปนอลหม่านไปหมด   เขาเพิกเฉยในหลายๆ foundation ของสังคมและระเบียบ   ชอบแหกกฏ   และเชื่อว่าการทุรจริตเป็นแค่การใช้ไหวพริบก้าวข้ามอุปสรรคและปัญหา  ในทุกๆเรื่องไม่ดีเขาจะหาคำพูดหรือมุมมองมาอธิบายให้กลายเป้นเรื่องไม่ผิดได้ (และก็พูดได้น่าเชื่อและคล้อยตามได้ในระดับที่ผมว่าไปเปิดเป็นลัทธิยังได้เลย)

เขาเคยพูดกระทั่งว่าการฆาตกรรมมันเป้นแค่กลไกธรรมชาติในตัวมนุษย์   คือสัญชาตญาณการฆ่าให้เอาไว้ก้าวข้ามอุปสรรค   บ้านเราก็มีวัฒนธรรมไล่ปอบ  ยุโรปเองก็มีล่าแม่มด   ทั้งหมดล้วนเป็นกลไกสังคมตามธรรมชาติที่มนุษย์เราเอาไว้ขจัดสิ่งไม่พึงประสงค์    ฉะนั้นคนที่เราเรียกว่าฆาตกรจริงๆแล้วอาจเป็นแค่มนุษย์ที่เดินไปตามครรลองของธรรมชาติดั้งเดิม   การกระทำที่เราเห็นว่าไม่ดี  ในหัวเขาอาจมองเป็นเรื่องถูกต้อง   เราจึงไม่ควรพิพากษาคนพวกนี้เหมือนที่เราไม่ลงโทษเสือหรือหมีที่ทำร้ายคนจนตายเพราะมันเข้าใจว่าทำเพื่อป้องกันตัว    ไอ้ผมก็เห็นด้วยตรงที่โลกเรามันไม่ได้แบ่งแยกด้วย 2 ขั้ว   มันอาจเทา  มันอาจซับซ้อน    แต่ผมก็เชื่อว่าถึงจุดๆหนึ่งมันจะมีลิมิต   มันจะมีจุดหรือเส้น แบ่งได้ว่า   อะไรคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดี        แสงสลัวๆมันมีอยู่  แต่ท้ายที่สุด  ความสว่างก็คือสว่าง  มืดมันก็คือมืด 

จึงวนกลับไปที่ชื่อกระทู้   แนวคิดแบบนี้มีชื่อเรียกหรือเปล่าครับ   คืออย่างน้อยถ้าผมเข้าใจขึ้นมาบ้าง      ผมจะไม่ต้องรู้สึกแหยงๆเวลาได้ยินเค้าพูดอะไรที่มันเป็น sensitive topic
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่