อยากให้กระทู้นี้เป็นประโยชน์กับคุณแม่มือใหม่ค่ะ จะได้ไม่ทำอะไรพลาดกับลูกแบบที่เราๆเคยพลาดมาค่ะ
ส่วนประสบการณ์ของเราคือ
เรื่องแรก
เจ้าของกระทู้เป็นแม่มือใหม่ ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ตอนเอาลูกกลับบ้านยังอุ้มไม่ค่อยเป็น งกๆเงิ่นๆ
ทีนี้ก่อนออกจากรพ.เจ้าหน้าที่ห้องเด็กมาสอนว่า ถ้าลูกอึเลอะให้เอาไปล้างก้นที่ก็อกน้ำนะ อย่าใช้เช็ดเดี๋ยวไม่สะอาด
วันนึงลูกอึเยอะ ก็มีความเละเทะระดับหนึ่ง เราจึงอุ้มลูกเดินไปที่ก็อกน้ำ แล้วพยายามเอาก้นลูกไปล้าง แต่มันลำบากมากเลยกับการล้างก้นทารกแรกเกิด ไหนจะต้องจับคอที่อ่อนพับลงมา ไหนจะเปิดก็อก ไหนจะมือถูก้น ที่เราพลาดคือเราจับคางลูกด้านหน้าด้วยมือซ้าย แล้วเอามือขวาถูก้น กลายเป็นเหมือนเรายกลูกทั้งตัวโดยการยกที่คางแล้วลูกเราดิ้นเหมือนหายใจไม่ได้ ส่งเสียงดังเฮือกๆ เรารีบประคองก้นลูก เราช็อกมาก แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีเป็นภาพติดตามาถึงทุกวันนี้
เราเลยอยากบอกว่าถ้าไม่มีคนช่วย และไม่มั่นใจในการอุ้มทำอะไรที่ไม่ถนัด อย่าเสี่ยงทำค่ะ หลังจากนั้นเราเช็ดก้นลูกด้วยสำลีชุบน้ำหลายๆรอบเอาค่ะ ก้นลูกก็ปกติดี ไม่เคยมีติดเชื้อหรือระคายเคืองอะไร ความปลอดภัยสำคัญกว่าค่ะ
เรื่องที่สอง
เจ้าหน้าที่ห้องเด็ก(อีกแล้ว)สอนว่าไม่ต้องใช้น้ำอุ่นอาบน้ำให้ลูกเด็กจะผิวแห้ง ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้องเลย เราก็ทำตาม กลับมาบ้านเราก็อาบน้ำให้ลูกโดยใช้น้ำที่เปิดจากก็อก ลูกก็ร้องไห้หนักทุกครั้ง (เราไม่เอะใจเพราะพยาบาลบอกว่าเด็กอาบน้ำแรกๆก็ร้องไห้หมด) มีวันนึงญาติมาเยี่ยมพอดี เราเพิ่งอาบน้ำให้ลูกเสร็จ เค้าทักเราว่าทำไมลูกมือเท้าเย็นจัง จากนั้นเค้าก็ชี้ให้เราดูว่าลูกฝ่าเท้าม่วง เราตกใจ เรารีบใส่ถุงเท้าแล้วห่มผ้าให้ลูก พอไปเสริชดูพบว่าเท้าม่วงเป็นอาการหนาวของทารกแรกเกิดที่ร่างกายยังปรับอุณหภูมิไม่ดี หลังจากนั้นเราเริ่มผสมน้ำอุ่นอาบให้ลูก ลูกเราไม่เคยร้องไห้ตอนอาบน้ำอีกเลย และลูกเราก็ไม่ได้ผิวแห้ง นึกทีไรรู้สึกผิดที่ทรมานลูกให้หนาวมาเป็นอาทิตย์ ฮือๆ
เราเชื่อค่ะว่าทางจนท.ของรพ.แนะนำสิ่งที่สมควรปฏิบัติในแง่สุขอนามัย แต่เราอาจจะต้องประเมินเองประกอบเพื่อให้เหมาะสมกับลูกเรากับความสามารถเราด้วย บางอย่างเราก็ไม่รู้จริงๆและขาดการสังเกตเองเช่น เรื่องลูกเท้าม่วง
เรื่องที่สาม
เราคิดว่าเราเลี้ยงลูกเองได้ สามีก็กลับมาช่วยหลังเลิกงาน แต่เอาเข้าจริงๆเราประสาทกินหนักมาก เครียดจนอยากอ้วก เพลียขนาดที่นั่งที่ไหนก็หลับตรงนั้นจากที่เป็นคนนอนยากมากก่อน สภาพจิตใจก็แย่จากฮอร์โมนอยู่แล้ว สภาพร่างก็ยังไม่ฟื้นดีจากการผ่าคลอด ต้องมาอดหลับอดนอน แถมเลี้ยงลูกก็ยังไม่ค่อยเป็น ไหนจะต้องกังวลเรื่องน้ำนม ลูกได้นมพอไหม ฯลฯ ดังนั้นช่วงเดือนแรกคุณควรมีใครสักคนที่เลี้ยงลูกเป็นมาช่วยค่ะ อย่างน้อยสักสองอาทิตย์ก็ยังดี ไม่งั้นโอกาสที่คุณจะจิตตกมีสูงค่ะ กว่าเราจะหาคนมาช่วยได้ก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว
ยังไงลองแชร์กันนะคะ
คุณแม่คะ! มาช่วยกันแชร์ปสก."พลาดๆ" ในการเลี้ยงเบบี๋กันค่ะ
ส่วนประสบการณ์ของเราคือ
เรื่องแรก
เจ้าของกระทู้เป็นแม่มือใหม่ ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ตอนเอาลูกกลับบ้านยังอุ้มไม่ค่อยเป็น งกๆเงิ่นๆ
ทีนี้ก่อนออกจากรพ.เจ้าหน้าที่ห้องเด็กมาสอนว่า ถ้าลูกอึเลอะให้เอาไปล้างก้นที่ก็อกน้ำนะ อย่าใช้เช็ดเดี๋ยวไม่สะอาด
วันนึงลูกอึเยอะ ก็มีความเละเทะระดับหนึ่ง เราจึงอุ้มลูกเดินไปที่ก็อกน้ำ แล้วพยายามเอาก้นลูกไปล้าง แต่มันลำบากมากเลยกับการล้างก้นทารกแรกเกิด ไหนจะต้องจับคอที่อ่อนพับลงมา ไหนจะเปิดก็อก ไหนจะมือถูก้น ที่เราพลาดคือเราจับคางลูกด้านหน้าด้วยมือซ้าย แล้วเอามือขวาถูก้น กลายเป็นเหมือนเรายกลูกทั้งตัวโดยการยกที่คางแล้วลูกเราดิ้นเหมือนหายใจไม่ได้ ส่งเสียงดังเฮือกๆ เรารีบประคองก้นลูก เราช็อกมาก แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีเป็นภาพติดตามาถึงทุกวันนี้
เราเลยอยากบอกว่าถ้าไม่มีคนช่วย และไม่มั่นใจในการอุ้มทำอะไรที่ไม่ถนัด อย่าเสี่ยงทำค่ะ หลังจากนั้นเราเช็ดก้นลูกด้วยสำลีชุบน้ำหลายๆรอบเอาค่ะ ก้นลูกก็ปกติดี ไม่เคยมีติดเชื้อหรือระคายเคืองอะไร ความปลอดภัยสำคัญกว่าค่ะ
เรื่องที่สอง
เจ้าหน้าที่ห้องเด็ก(อีกแล้ว)สอนว่าไม่ต้องใช้น้ำอุ่นอาบน้ำให้ลูกเด็กจะผิวแห้ง ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้องเลย เราก็ทำตาม กลับมาบ้านเราก็อาบน้ำให้ลูกโดยใช้น้ำที่เปิดจากก็อก ลูกก็ร้องไห้หนักทุกครั้ง (เราไม่เอะใจเพราะพยาบาลบอกว่าเด็กอาบน้ำแรกๆก็ร้องไห้หมด) มีวันนึงญาติมาเยี่ยมพอดี เราเพิ่งอาบน้ำให้ลูกเสร็จ เค้าทักเราว่าทำไมลูกมือเท้าเย็นจัง จากนั้นเค้าก็ชี้ให้เราดูว่าลูกฝ่าเท้าม่วง เราตกใจ เรารีบใส่ถุงเท้าแล้วห่มผ้าให้ลูก พอไปเสริชดูพบว่าเท้าม่วงเป็นอาการหนาวของทารกแรกเกิดที่ร่างกายยังปรับอุณหภูมิไม่ดี หลังจากนั้นเราเริ่มผสมน้ำอุ่นอาบให้ลูก ลูกเราไม่เคยร้องไห้ตอนอาบน้ำอีกเลย และลูกเราก็ไม่ได้ผิวแห้ง นึกทีไรรู้สึกผิดที่ทรมานลูกให้หนาวมาเป็นอาทิตย์ ฮือๆ
เราเชื่อค่ะว่าทางจนท.ของรพ.แนะนำสิ่งที่สมควรปฏิบัติในแง่สุขอนามัย แต่เราอาจจะต้องประเมินเองประกอบเพื่อให้เหมาะสมกับลูกเรากับความสามารถเราด้วย บางอย่างเราก็ไม่รู้จริงๆและขาดการสังเกตเองเช่น เรื่องลูกเท้าม่วง
เรื่องที่สาม
เราคิดว่าเราเลี้ยงลูกเองได้ สามีก็กลับมาช่วยหลังเลิกงาน แต่เอาเข้าจริงๆเราประสาทกินหนักมาก เครียดจนอยากอ้วก เพลียขนาดที่นั่งที่ไหนก็หลับตรงนั้นจากที่เป็นคนนอนยากมากก่อน สภาพจิตใจก็แย่จากฮอร์โมนอยู่แล้ว สภาพร่างก็ยังไม่ฟื้นดีจากการผ่าคลอด ต้องมาอดหลับอดนอน แถมเลี้ยงลูกก็ยังไม่ค่อยเป็น ไหนจะต้องกังวลเรื่องน้ำนม ลูกได้นมพอไหม ฯลฯ ดังนั้นช่วงเดือนแรกคุณควรมีใครสักคนที่เลี้ยงลูกเป็นมาช่วยค่ะ อย่างน้อยสักสองอาทิตย์ก็ยังดี ไม่งั้นโอกาสที่คุณจะจิตตกมีสูงค่ะ กว่าเราจะหาคนมาช่วยได้ก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว
ยังไงลองแชร์กันนะคะ